ตอนที่ 14 ถูกคนอื่นดูถูก
ซูว่านอิงตั้งใจจะกินอาหารดี ๆ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงออกไปซื้อผักในมือของนางถือตะกร้าเอาไว้ ซูว่านอิงถามป้าหลี่ข้างบ้านและได้ทราบว่าแผงขายเนื้อในหมู่บ้านอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน ตระกูลฮั่วอยู่ในสุดของหมู่บ้านซูเจียโกว
นางจะต้องเดินไปไกล
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมา นางเคยไปมาเพียงสองที่เท่านั้น คือตระกูลซู และตระกูลฮั่ว ส่วนหน้าหมู่บ้านอยู่ที่ไหน นางไม่รู้จริง ๆ โชคดีที่ป้าหลี่กำลังจะไปซื้อของ นางจึงพาซูว่านอิงไปด้วยเสียทีเดียว
ซูว่านอิงเดินตามหลังป้าหลี่ ป้าหลี่หันกลับมาพูดกับนางเป็นระยะ ๆ แต่ซูว่านอิงไม่ได้ตั้งใจฟังสักเท่าไหร่ เพียงตอบกลับป้าหลี่เป็นครั้งคราวเท่านั้น
นางมองทิวทัศน์ข้างทางและรู้สึกว่าที่นี่ไม่คุ้นเคยเลย นี่คือสถานที่
ที่นางอาศัยอยู่มาสิบสี่ปีหรือ? ซูว่านอิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าซูว่านอิงไม่ค่อยตอบอะไร ป้าหลี่ก็คิดว่านางเป็นคนพูดน้อย และอดสงสารฮั่วเหลียนเฉิงไม่ได้
ชายหนุ่มรูปงามอย่างเขาจะแต่งงานกับคนหน้าตาไร้ค่า อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แถมยังเงียบขรึมเช่นนี้ได้อย่างไร หากนางมีลูกสาว นางคงไม่ยอมให้ฮั่วเหลียนเฉิงแต่งงานกับซูว่านอิงเป็นแน่
แต่นางกับหลี่เหนียงมาจากหมู่บ้านเดียวกัน และซูว่านอิงก็เป็นหลานสาวตามลำดับความอาวุโสของนาง ดังนั้นป้าหลี่จึงต้องดูแลหลานสาวต่อไป
หลังจากเดินไปได้สักพัก พวกเขาก็มาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ซูว่านอิงเห็นแผงขายหมูทันที คนขายเนื้อเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ แต่ดูเหมือน
ว่าการค้าของเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก และไม่มีคนซื้อ ชายคนนั้นเห็นป้าหลี่และคนอื่น ๆ เดินเข้ามา จึงพูดว่า
“ป้าหลี่ หมูตัวนี้เพิ่งถูกเชือดวันนี้ ดูสิ เนื้อสดมาก ถ้าอยากซื้อ
ข้าจะลดราคาให้” พูดจบเขาก็ยิ้มอย่างไร้เดียงสา
ป้าหลี่กล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เทศกาล ครอบครัวข้าคงซื้อเนื้อไม่ได้หรอก ลูกสะใภ้บ้านตระกูลฮั่วต้องการซื้อ เจ้าลดราคาให้ด้วยล่ะ”
มีเพียงครอบครัวเดียวในหมู่บ้านที่ใช้แซ่ฮั่ว และชายขายหมูเพิ่งดื่มเหล้าแต่งงานไป เขาจึงรู้ทันทีว่านางคือภรรยาใหม่ของคุณชายตระกูลฮั่ว
ดูเหมือนว่าคุณชายฮั่วมีสายตาที่แย่มาก หญิงสาวคนนี้ผอมแห้งเหี่ยว เห็นได้ชัดว่านางคงไม่สามารถมีบุตรได้ ต่างจากภรรยาของเขาที่มีหน้าอกใหญ่และก้นใหญ่
คนขายเนื้อตอบว่า “ขายถูกแน่นอน! ขายถูกแน่นอน!”
ซูว่านอิงมองไปที่แผงขายของ มีเพียงหมูกับกระดูกหมู นางเบื่อที่จะกินเนื้อหมูมาหลายวันแล้ว เลยไม่คิดจะซื้อเพิ่ม นางซื้อกระดูกหมูมาต้มน้ำแกงน่าจะดีกว่า นางได้ยินมาว่ามันมีประโยชน์มาก
ซูว่านอิงคิดว่าน้องสาวของสามีเองก็ผอมแห้งต้องการอาหารบำรุงร่างกาย ส่วนสามีของนางเรียนหนักมาก ก็ต้องการอาหารบำรุงร่างกายมากขึ้น นางจึงขอให้คนขายเนื้อชั่งกระดูกสามชั่ง คิดเป็นเงิน 40 อิแปะ
ซูว่านอิงครุ่นคิดในใจว่าถ้าอยากกินเนื้อทุกมื้อ เงินเก้าตำลึงของนางคงอยู่ได้ไม่เกินสองสามเดือน เรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้ นางต้องหาทางหาเงินเพิ่ม
“ฮูหยินฮั่ว เนื้อของท่านได้แล้ว ครั้งหน้ามาซื้อที่ร้านของข้าบ่อย ๆ นะ ข้าจะเก็บเนื้อดี ๆ ไว้ให้” คนขายเนื้อยื่นเนื้อให้ซูว่านอิง
ซูว่านอิงรับเนื้อใส่ตะกร้าแล้วพูดว่า “ขอบคุณท่านเจ้าค่ะ” ในตอนที่ซูว่านอิงหันหลังเดินไป ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นถังใต้แผงขายของ ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องในหมู
ซูว่านอิงหยุดแล้วถามว่า “เจ้าของร้าน เครื่องในหมูในถังนั้นราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ”
ชายคนขายเนื้อนั้นประหลาดใจที่นางต้องการซื้อ จึงพูดว่า
“นี่คือเครื่องในหมู มันกินไม่ได้ ข้าจะเอาไปโยนให้หมา”
ซูว่านอิงพูดว่า “ข้าสามารถจัดการกับมันได้ ท่านสามารถขายให้ข้าได้หรือไม่”
ชายคนขายเนื้อนั้นลังเลพลางพูดว่า “มันเหม็นมาก มันกินไม่ได้จริง ๆ”
ป้าหลี่เห็นซูว่านอิงอยากกินเครื่องในหมู ซึ่งเป็นสิ่งของที่ทุกคนดูถูกเหยียดหยาม จึงพยายามเกลี้ยกล่อมนางว่า “เสี่ยวอิง ฟังป้านะ เครื่องในหมูนี่กินไม่ได้”
ซูว่านอิงพูดว่า “ไม่เป็นไร”
เมื่อเห็นว่านางตั้งใจแน่วแน่แล้ว ชายคนขายเนื้อก็ปฏิเสธไม่ได้และพูดว่า
“ข้าไม่ต้องการเงินของท่านหรอกนะ เครื่องในหมูนี่ข้ายกให้”
เขายื่นถังให้ซูว่านอิงแล้วพูดต่อว่า
“เอาถังนี้กลับไปก่อน ครั้งหน้าถ้ามาก็ค่อยเอามาคืนข้า”
ซูว่านอิงขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะกลับบ้านพร้อมตะกร้าในมือซ้ายและถังเครื่องในหมูในมือขวา
ป้าหลี่ได้กลิ่นเหม็นจากถัง จึงยืนอยู่ห่างจากนางหลายฉื่อ ไม่อยากเข้าใกล้ ป้าหลี่คิดในใจว่าซูว่านอิงไม่เพียงแต่เงียบขรึมเท่านั้น แต่ยังโง่อีกด้วย
เมื่อซูว่านอิงกลับมาถึงบ้าน ฮั่วเหลียนเฉิงเพิ่งออกมาจากแปลงผักหลังรดน้ำผักเสร็จ เขาเห็นซูว่านอิงกลับมาแต่เช้าตรู่พร้อมตะกร้าและถังที่มีกลิ่นแปลก ๆ ฮั่วเหลียนเฉิงจึงถามว่า “นี่เจ้าเอาอันใดกลับมา เหตุใดถึงได้เหม็นเช่นนี้”
ซูว่านอิงหยิบตะกร้าขึ้นมาแล้วพูดอย่างมีความสุข “สามีเจ้าคะ
ข้าซื้อกระดูกหมูมา วันนี้เรากินน้ำแกงกระดูกหมูกัน!”
ทันใดนั้นฮั่วเหลียนเฉิงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่เคยให้เงินซูว่านอิงเลย เงินสำหรับใช้จ่ายในบ้านเขาก็ให้น้องสาวมาตลอด แล้วนางจะมีเงินได้เยี่ยงไรกัน? นางยังซื้อเนื้ออีกต่างหาก หรือว่านางใช้เงินตัวเอง?
เขาจึงถามว่า “เจ้าซื้อด้วยเงินตัวเองรึ”
ซูว่านอิงตอบว่า “ใช่ ทุกคนในครอบครัวผอมแห้งและต้องกินอาหารที่ดีบ้างเพื่อบำรุงร่างกาย”
นางเป็นคนจ่ายเงินซื้อกับข้าวให้ครอบครัว ฮั่วเหลียนเฉิงมองซูว่านอิงอย่างไม่รู้จะพูดอันใดกับนาง เขามองไปที่ถังอีกครั้งแล้วพูดว่า “ของในถังเหม็นมากมันคืออันใด แล้วเจ้าเอามาจากที่ใดกัน”
ซูว่านอิงตอบว่า “นี่คือเครื่องในหมูเจ้าค่ะ คนขายเนื้อเอามาให้ข้ามาไม่คิดเงิน ข้าไม่ต้องเสียเงินสักอิแปะ” นางทำหน้าเหมือนจะขอความดีความชอบจากเขา
พอได้ยินว่าเป็นเครื่องในหมู เขาก็รีบถอยห่างจากนางทันที แล้วพูดอย่างรังเกียจว่า “เจ้าเอาของสกปรกพวกนี้ไปทำอะไร”
“แน่นอน ว่าข้าจะกินมัน!” นางไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงเกลียดเครื่องในหมู ทั้งที่มันอร่อยขนาดนี้
ฮั่วเหลียนเฉิงที่ปกติจะใจเย็นและสุขุม กลับแสดงท่าทีไม่เชื่อเป็นครั้งแรก “เจ้าไม่รู้หรือเยี่ยงไรว่าเครื่องในหมูมีอันใดอยู่”
“ก็มีมูลของหมูอยู่ ทำไมหรือเจ้าคะ” ซูว่านอิงตอบอย่างใจเย็น
“ในเมื่อเจ้ารู้ แล้วเจ้ายังจะกินมันเข้าไปอีกรึ” เขาคิดว่านางคงบ้าไปแล้ว
ซูว่านอิงอธิบายต่อไปว่า “แค่ล้างมันให้สะอาดก็พอ” เมื่อรู้ว่า
ฮั่วเหลียนเฉิงกังวลเรื่องอันใดอยู่ นางจึงรับรองว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าจะล้างให้สะอาด มันจะไม่เหม็น”
ฮั่วเหลียนเฉิงกัดฟันพูด “ต่อให้ล้างสะอาดแค่ไหน มันก็ยังเหม็น
อยู่ดี!”
ซูว่านอิงไม่สนใจเขา หยิบอาหารขึ้นมาแล้วเดินจากไป
ฮั่วเหลียนเฉิงถูกทิ้งไว้ตรงนั้น เขาเดินจากไปอย่างโกรธจัด ฮึ่ม!
เขาจะไม่มีวันแตะอาหารจานนั้นเด็ดขาด ซูว่านอิงเดินไปที่ห้องครัว เตรียมกระดูกหมู แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน
จากนั้นก็เริ่มทำเครื่องในหมู เริ่มจากล้างลำไส้ใหญ่หมูให้สะอาดด้วยน้ำสะอาดก่อน แล้วนำไปลวกในน้ำเดือดอีกครั้ง จากนั้นก็หยิบผักดองไปแลกกะหล่ำปลีดองกับป้าหลี่ สุดท้ายก็ไปที่สวนผักเพื่อเก็บพริกไว้ใช้ต่อ
มื้อกลางวันครอบครัวฮั่วมีอาหารสองอย่างและน้ำแกงหนึ่งอย่างตามปกติ คือตุ๋นกะหล่ำปลี กับกะหล่ำปลีดองผัดไส้ใหญ่ และน้ำแกงกระดูกหมู
เมื่อฮั่วเหลียนเฉิงนั่งลงและเห็นเครื่องในหมู เขารู้สึกคลื่นไส้
แม้จะไม่ได้กลิ่นแปลก ๆ อย่างที่คิด แต่แค่คิดว่าเป็นเครื่องในหมูก็ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้จนอยากอาเจียนออกมา เขากำลังจะถามนางว่าทำไมถึงนำอาหารจานนี้มาวางบนโต๊ะ แต่ก็ถูกขัดจังหวะโดยทานแม่ของเขาเสียก่อน
“อาหารวันนี้หอมจัง! ให้ข้าเดาดูสิว่าเสี่ยวอิงทำอาหารอร่อยอันใด” แม่ฮั่วได้กลิ่นหอมของอาหารจานนี้อีกครั้งแล้วถามว่า
“ใช่ไส้หมูหรือหรือไม่”
ฮั่วซือซือไม่แปลกใจที่ได้ยินท่านแม่พูดว่ามันคือไส้หมู นางเคยได้ยินท่านแม่พูดถึงอาหารจานนี้มาก่อน
ซูว่านอิงพูดอย่างมีความสุข “ท่านแม่เคยกินไส้หมูหรือไม่เจ้าคะ”
“เคยสิ แม่ต้องเคยกินอยู่แล้ว” แม่ฮั่วเล่าถึงอดีต
“ตอนข้ายังเด็ก ครอบครัวเราทำอาหารจานนี้บ่อย ๆ ยายของ
พวกเจ้าชอบกินมาก พอข้าแต่งงานกับพ่อของเจ้า ข้าก็ไม่เคยกินอาหารจานนี้อีกเลย เพราะไม่ค่อยมีใครทำ หลายคนดูถูกไส้หมูจนไม่อยากกิน สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือว่าถ้าทำอาหารจานนี้ให้ดีมันจะอร่อยมาก ข้าลองดูก่อนว่าฝีมือของเสี่ยวอิงอร่อยแค่ไหน”
พูดจบ แม่ฮั่วก็คีบชิ้นหนึ่งจากจานที่เตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ เอาเข้าปาก เคี้ยว แล้วชมว่า “อร่อยจริง ๆ!”
พอได้ยินท่านแม่บอกว่าอร่อย ฮั่วซือซือก็คีบชิ้นหนึ่งมาลองชิม ปรากฏว่ารสชาติดีมาก ๆ
หลังจากได้อยู่กับซูว่านอิงมาหลายวัน นางก็รู้สึกว่าพี่สะใภ้ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ที่จริงแล้วนางนิสัยดีมาก พอมาถึงก็ไม่ต้องเหนื่อยยากอะไร
แถมยังทำอาหารง่ายขึ้นอีกต่างหาก อีกอย่างอาหารที่พี่สะใภ้ทำทำก็อร่อยมาก ๆ เช่นกัน
แต่นางก็ยังคิดว่าซูว่านอิงไม่คู่ควรกับพี่ชาย และในใจก็ยังคงต่อต้านอยู่ เมื่อรู้ว่าฮั่วเหลียนเฉิงไม่ได้ขยับตะเกียบ แม่ฮั่วจึงพูดอย่างตั้งใจว่า
“เหลียนเฉิง มาลองชิมอาหารจานโปรดของท่านยายของเจ้าดูสิ รสชาติเป็นเยี่ยงไร”
ฮั่วเหลียนเฉิงไม่อยากปฏิเสธความต้องการของท่านแม่ เขาจึงหยิบชิ้นเล็ก ๆ ขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจแล้วนำเข้าปาก มันไม่ได้มีกลิ่นแปลก ๆ อย่างที่เขาจินตนาการไว้ และรสชาติก็...
ดวงตาของเขาเปลี่ยนไป ซูว่านอิงรอคอยคำตอบของเขาด้วยความคาดหวัง ฮั่วเหลียนเฉิงค่อย ๆ วางตะเกียบลงและพูดเบาๆ ว่า “รสชาติธรรมดาไม่ได้มีอันใดพิเศษ”
ซูว่านอิงไม่ได้ยินคำชมของเขาและรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่ฮั่วเองก็ยิ้ม หยุดพูด และกินต่อ ในตอนเย็นซูว่านอิงวางแผนที่จะไปที่ห้องหนังสือเพื่อหารือบางอย่างกับฮั่วเหลียนเฉิง
ฮั่วเหลียนเฉิงต้องรีบกลับไปที่โรงเรียนแต่เช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ และ
ไม่แน่ใจว่าเขาจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ นางจึงต้องรีบไปหาเขาเพื่อหารือและขออนุญาต
