บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 11 วันแรกในบ้านตระกูลฮั่ว

ยามเช้าตรู่ แสงแดดสาดส่องเข้ามาในบ้านผ่านหน้าต่าง ซูว่านอิง

ตื่นขึ้นมาเพราะแสงสว่างที่สองเข้ามา นางขยี้ตาและพบว่าทุกสิ่งเบื้องหน้า

ดูแปลกไปเล็กน้อย หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองแต่งงานแล้วและไม่ได้อยู่ในตระกูลซูอีกต่อไป

นางมองไปทางสามีแต่ไม่พบใคร ซูว่านอิงรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย ตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก เขาไปที่ใดเสียล่ะ ซูว่านอิงนึกถึงคำสั่งของแม่ก่อนแต่งงานจึงรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำ

หลี่เหนียงบอกกับนางว่าวันแรกของการแต่งงาน นางต้องไปยกชา

ให้แม่สามีและทำอาหารเช้า ซูว่านอิงเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว

นางเพิ่งมาถึงที่นี่และไม่รู้ว่าห้องครัวอยู่ที่ไหน จึงเดินไปรอบ ๆ ก่อนที่จะเจอห้องครัว เมื่อเดินเข้าไปก็พบว่ามีคนกำลังทำอาหารเช้าอยู่แล้ว

เป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ อายุใกล้เคียงกับน้องสาวของนางกำลังยัดฟืนลงในเตา คน ๆ นั้นน่าจะเป็นฮั่วซือซือน้องสาวของฮั่วเหลียนเฉิง ซูว่านอิงได้ยินมาว่าฮั่วซือซือเป็นคนเงียบขรึมแต่ขยันขันแข็ง

ซูว่านอิงเดินไปหาฮั่วซือซือแล้วพูดว่า “เจ้าต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่”

ฮั่วซือซือเเงยหน้าขึ้นมองพี่สะใภ้ นางตอบเสียงเบาว่า

“ไม่เจ้าค่ะ นี่ก็ใกล้เสร็จแล้ว ข้าทำเองได้” จากนั้นนางก็ก้มหน้าลงทันทีและทำงานต่อ

เมื่อเห็นว่าน้องสาวของสามีดูเหมือนจะไม่ชอบนาง ซูว่านอิงรู้สึก

อึดอัดที่ยืนอยู่ตรงนั้น นางจึงคิดว่าจะออกไปหาอะไรทำ หลังจากที่ซูว่านอิงออกไปแล้ว ฮั่วซือซือก็เหลือบมองไปที่ประตูด้วยสายตาแปลก ๆ

ซูว่านอิงหยิบไม้กวาดขึ้นมาและเริ่มกวาดลานบ้าน นางเคยเห็นน้องสาวกวาดพื้นทุกเช้าเวลาอยู่บ้าน และคิดว่าตระกูลฮั่วก็คงทำแบบเดียวกัน

นางกวาดลานบ้านและสำรวจผังบ้านของตระกูลฮั่ว บ้านของตระกูลฮั่วมีขนาดเล็กกว่าของตระกูลซู แต่สร้างด้วยอิฐสีน้ำเงินและกระเบื้องสีดำ มีลานบ้านขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำ ต้นหลิว และต้นพุทรา ใต้ต้นไม้มีชิงช้า ซึ่งพ่อของฮั่วเหลียนเฉิงน่าจะสร้างให้ฮั่วซือซือ นอกจากนี้ยังมีกระถางต้นไม้เรียงรายอยู่ แต่ไม่มีอะไรเติบโตในนั้น ซูว่านอิงคิดที่จะปลูกดอกไม้และต้นไม้ในอนาคต

ตรงกลางคือห้องโถงใหญ่ ที่ซึ่งตระกูลฮั่วใช้รับประทานอาหารและรับแขก มีห้องอยู่สองห้องในแต่ละด้าน สองห้องทางทิศตะวันออกน่าจะเป็นห้องของแม่ฮั่วและห้องของฮั่วซือซือ ส่วนห้องทางทิศตะวันตกเป็นห้องของฮั่วเหลียนเฉิง สำหรับห้องถัดไป ซูว่านอิงที่เพิ่งมาถึงยังไม่แน่ใจนัก

ขณะที่นางกำลังเดิน ซูว่านอิงเห็นแปลงผักอยู่หลังบ้าน ขณะที่เดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงรดน้ำ ใครกันที่ขยันขันแข็งถึงขนาดตื่นมารดน้ำผัก

แต่เช้า

ซูว่านอิงประหลาดใจที่เห็นฮั่วเหลียนเฉิงกำลังรดน้ำผัก

นางประหลาดใจเพราะตอนที่อยู่ที่ตระกูลซู หลังจากตื่นนอน นางสังเกต

เห็นสถานะอันสูงส่งของเหล่านักวิชาการ ยกตัวอย่างเช่น พ่อและน้องชายของนางซึ่งเป็นนักวิชาการจึงไม่ต้องทำงาน

มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องทำงาน ซูว่านอิงจึงประหลาดใจที่เห็นเขารดน้ำแปลงผัก เขาดูขยันขันแข็ง แม้จะอารมณ์ฉุนเฉียวเล็กน้อย

นางรู้สึกว่าก่อนที่จะสูญเสียความทรงจำ การตัดสินใจของนางยังคงดีอยู่

แม้ว่าฮั่วเหลียนเฉิงจะรดน้ำ แต่ก็ไม่ได้ทำให้กิริยามารยาทอันงดงามของเขาลดลงไปแม้แต่น้อย

เขาสวมชุดคลุมสีฟ้าอ่อน แขนเสื้อพับขึ้นสูง มือขาวยาวของเขา

กำน้ำเต้าผ่าครึ่งซีก ตักน้ำขึ้นมาหนึ่งครั้ง แล้วสะบัดมือ น้ำก็กระจายไปทั่วแปลงผักอย่างทั่วถึง การเคลื่อนไหวของเขาไม่เร่งรีบหรือเชื่องช้า ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แม้แต่การรดน้ำต้นไม้ก็เปรียบเสมือนภาพวาดที่งดงามสำหรับคนเช่นเขา

ซูว่านอิงอดถอนหายใจไม่ได้ นางยืนชื่นชมอยู่ไม่ไกล ฮั่วเหลียนเฉิงสังเกตเห็นซูว่านอิงยืนอยู่ใกล้ ๆ แต่เขาไม่สนใจและทำงานต่อไป หลังจาก

รดน้ำเสร็จ เขาจึงหันกลับมามองนางอย่างใจเย็น แล้วพูดว่า “มองพอแล้วหรือยัง เจ้าเตรียมน้ำชาสำหรับพิธีหรือยัง”

ซูว่านอิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเวลาไปพลางมองชายหนุ่มรูปงาม

จึงรีบวิ่งไปที่ห้องครัวทันที สายมากแล้ว แม่ฮั่วน่าจะตื่นแล้ว จะทำเยี่ยงไรดี นางเพิ่งมาถึงก็ทิ้งความประทับใจที่ไม่ดีไว้กับแม่สามีแล้ว

นางวิ่งไปที่ประตูห้องครัว ทันเวลาพอดีที่เห็นฮั่วซือซือเดินออกมา

ซูว่านอิงจึงหยุด เมื่อเห็นซูว่านอิงยืนหายใจหอบอยู่ตรงนั้น ฮั่วซือซือจึงถามว่า “ท่านต้องการน้ำชาหรือไม่เจ้าคะ”

ซูว่านอิงก้มลงมองฮั่วซือซือที่กำลังถือกาน้ำชาอยู่ นางรู้สึกโชคดีมาก จึงกล่าวอย่างซาบซึ้งว่า “ขอบคุณมาก ข้าโชคดีที่มีเจ้า ไม่เช่นนั้นข้าก็ไม่รู้จะทำเยี่ยงไรดี”

ซูว่านอิงนำน้ำชาไปยังห้องโถงกลาง พบว่าแม่ฮั่วได้นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว

ฮั่วเหลียนเฉิง เดินเข้ามาทันที และทันใดนั้น สมาชิกตระกูลฮั่วก็มาถึง

ซูว่านอิงมองแม่ฮั่ว และในที่สุดก็รู้ว่าใครคือผู้ที่ถ่ายทอดความสง่าของ

ฮั่วเหลียนเฉิง

แม่ฮั่วกับฮั่วเหลียนเฉิงดูคล้ายกันมาก ทั้งคู่มีดวงตาเหมือนเหยี่ยวและจมูกโด่ง เสื้อผ้าของแม่ฮั่วทำจากผ้าเนื้อหยาบ ทำให้แม่ฮั่วมองดูแก่

ไปนิดหน่อย

นางนั่งตัวตรงพร้อมรอยยิ้ม ยังคงรักษากิริยามารยาทไว้ได้แม้มอง

ไม่เห็นใคร แม่ฮั่วมีกิริยาท่าทางที่ค่อนข้างเรียบง่าย ซูว่านอิงรู้สึกประทับใจ

ในความใจดีของนาง

แม่ฮั่วถามอย่างอ่อนโยนว่า “ซูว่านอิงอยู่ที่นี่หรือไม่”

ซูว่านอิงรีบตอบทันทีตอบว่า “อยู่เจ้าค่ะ ข้าขอโทษจริง ๆ วันแรกที่มาที่นี่ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยยังมาสายอีกต่างหาก”

แม่ฮั่วยิ้มจาง ๆ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร วันนี้เป็นวันแรก

ของเจ้า เจ้ายังไม่ค่อยคุ้นเคยกับที่นี่ เดี๋ยวก็ชินไปเอง อีกอย่างในครอบครัวของเราไม่มีใครตื่นเช้าหรอก เจ้าไม่ต้องตื่นเช้าหรอกนะ เด็ก ๆ น่าจะนอน

ให้มากขึ้น”

ซูว่านอิงคิดในใจว่า “แม่สามีคุยด้วยง่ายจริง ๆ” ตอนที่ยังอยู่กับบ้านตระกูลซู ถ้านอนตื่นสาย ท่านแม่จะพูดว่า “ลูกกำลังจะเป็นลูกสะใภ้

คนอื่นแล้ว ยังขี้เกียจอีก ระวังพ่อแม่สามีจะไม่ชอบลูกหลังแต่งงานนะ”

นางคิดว่าแม่สามีทุกคนใจร้าย ฮั่วเหลียนเฉิงกับซูว่านอิงคุกเข่าลง

บนฟูก ถือถ้วยชา แล้วยื่นให้แม่ฮั่ว เนื่องจากนางมองไม่เห็น ฮั่วซือซือจึงรับชาจากซูว่านอิงให้ท่านแม่

แม่ฮั่วรับถ้วยชามาจิบ สีหน้าของนางดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่นาง

ก็รีบกลืนชาลงคอและกลับมายิ้มอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง ซูว่านอิงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของแม่ฮั่ว

ฮั่วเหลียนเฉิงก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของท่านแม่เช่นกัน ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ เขารู้ว่าแม่เป็นคนมั่นคงมาก ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ สีหน้าถึงจะเปลี่ยนไป เขามองไปที่ถ้วยน้ำชาอย่างเงียบ ๆ

แม่ฮั่วยื่นซองแดงให้ซูว่านอิงพร้อมพูดว่า “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

ลูกกับสามีต้องช่วยเหลือกัน แม่จะฝากเหลียนเฉิงเอาไว้ให้เจ้าดูแล”

ซูว่านอิงรับซองมาและพูดว่า “ป้าฮั่ว”

แม่ฮั่วยิ้มและพูดว่า “เรียกแม่สิเจ้าไม่ควรเรียกแม่ว่าแม่รึ”

ซูว่านอิงตอบเสียงใสและชัดเจน “แม่!” แม่ฮั่วยิ้มกว้าง จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มทานอาหารเช้า หลังจากนั้นซูว่านอิงอาสาเก็บจาน แต่ฮั่วซือซือกลับรีบคว้าจานไว้แล้วพูดว่า

“ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าทำเอง” พูดจบนางก็เก็บจานที่สกปรกแล้วเดินออกไป ซูว่านอิงรีบวิ่งเข้าไปช่วย แต่ไม่เปิดโอกาสให้นางเข้าไปแทรกแซง

ซูว่านอิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย เด็กหญิงคนนี้ไม่คุ้นเคยกับนางหรือเกลียดนางกันแน่ นางไม่มีอันใดทำจึงเดินกลับห้อง ฮั่วเหลียนเฉิงนั่งอยู่ข้าง ๆ

โต๊ะในห้องแล้ว มีกาน้ำชาวางอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าของเขาซีดเผือด

เขาถือถ้วยชาไว้ในมือและค่อย ๆ แตะที่ขอบถ้วยชา เขาได้ยินเสียงประตู

เปิดออกและรู้ว่าซูว่านอิงเป็นคนเดินเข้ามา เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า “เหตุใดเจ้าไม่ไปช่วยน้องสาวล้างจาน”

ซูว่านอิงตอบว่า “น้องสาวบอกว่านางทำเองได้”

ฮั่วเหลียนเฉิงพูดขึ้นมาว่า “โอ้ จริงหรือ”

ซูว่านอิงรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาดูประชดประชันอยู่เสมอฮั่วเหลียนเฉิงวางถ้วยชาในมือลง หยิบกาน้ำชาขึ้นมา รินชาครึ่งถ้วยใส่ถ้วยวางลงบนโต๊ะ แล้วพูดว่า “มาดื่มชาสิ”

ซูว่านอิงรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย หลังจากคุยกันมาทั้งวัน นางรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนที่จะรินชาให้นางด้วยตัวเอง นางจึงตื่นตัวและระมัดระวังจากนั้น

ก็พูดว่า

“ข้าไม่กระหายน้ำ ท่านดื่มเถอะ”

ฮั่วเหลียนเฉิงพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชาและพูดด้วยน้ำเสียงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ดื่ม ข้าบอกให้ดื่มก็ดื่มจะพูดมากอันใดนักหนา”

ซูว่านอิงไม่กล้าขัดขืน จึงหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ อย่างที่คาดไว้ชามีรสเค็มจัด นางคายชาออกหมดในอึกเดียวแล้วพ่นใส่เขาทันที สีหน้าของ

ฮั่วเหลียนเฉิงยิ่งดูแย่เข้าไปอีก

นางอยากจะหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมารินชาเพื่อดับความเค็ม

ในปาก แต่พอรู้สึกว่าชาในกานั้นเค็ม นางจึงหันหลังกลับและเดินออกไปหยิบน้ำมาดื่ม

เมื่อเห็นว่าฮั่วเหลียนเฉิงเห็นว่านางต้องการจะออกไป เขาที่คิดว่านางเป็นคนผิดผิดจึงดึงตัวนางเอาไว้ ซูว่านอิงไม่ทันได้ระวัง เมื่อเขาดึง

ตัวนางไว้ ทำให้นางล้มหงายหลัง เอวฟาดขอบโต๊ะอย่างแรง ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด ฮั่วเหลียนเฉิงไม่สนใจสีหน้าของนางและถามอย่างเย็นชาว่า

“เจ้าไม่คิดว่ากาน้ำชานี้ดูคุ้น ๆ รึ”

ซูว่านอิงมองอย่างพินิจพิเคราะห์ มันไม่ใช่กาน้ำชาที่นางยกให้แม่ฮั่วเมื่อเช้านี้หรอกเหรอ เหตุใดมันถึงเค็มจัง นางจำได้ว่าน้องสาวของสามีเป็นคนชงชาให้นางเมื่อเช้านี้

ในที่สุดซูว่านอิงก็เข้าใจ แต่นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮั่วซือซือถึงได้ทำแบบนี้ เมื่อฮั่วเหลียนเฉิงเห็นว่าซูว่านอิงไม่ได้พูดอันใด ในใจของเขาก็คิดว่าเป็นความผิดของนาง เขาก็พูดประชดประชันว่า

“นี่เป็นวิธีต่ำ ๆ อย่างเดียวที่เจ้าใช้ได้รึ”

ซูว่านอิงรู้สึกว่าตัวเองถูกเข้าใจผิด อยากจะอธิบายว่า “ข้า...ไม่ได้...”

แต่แค่คิดถึงหลังของเด็กหญิงผอมบางก็ทำให้กลืนคำพูดที่ติดปากลงไป ฮั่วเหลียนเฉิงมองซูว่านอิงอย่างดูถูกเหยียดหยามและพูดว่า

“เจ้าไม่รู้หรือเยี่ยงไรว่าเหตุใดเจ้าถึงได้แต่งงานเข้ามาในตระกูลฮั่วนี้ มันก็เพียงเพราะวิธีการอันต่ำช้าและน่ารังเกียจของเจ้า”

ซูว่านอิงเองไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงตกลงแต่งงานกับนาง เขายังพูดต่อว่า “เจ้าแต่งเข้ามาตระกูลฮั่วเพื่อดูแลแม่ของข้าและน้องสาวของข้า

เพียงเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นก็อย่าได้คิดได้ฝันเลย คนที่มีแผนการต่ำช้าในใจเช่นเจ้า แค่มองดูข้าก็รู้สึกสะอิดสะเอียน”

เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ซูว่านอิงทั้งรู้สึกอึดอัด ทั้งรู้สึกน้อยใจทำอันใดไม่ถูก ฮั่วเหลียนเฉิงสะบัดแขนเสื้อ กวาดกาน้ำชาและถ้วยทั้งหมดบนโต๊ะ

ลงพื้น มองตรงไปที่ซูว่านอิงแล้วเตือนว่า

“เจ้าควรจะรู้ตัวตนของเจ้า รู้ว่าควรทำอันใดไม่ควรทำอันใด ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจ อย่าหวังว่าชีวิตนี้จะได้อยู่ดีเลย”

หลังจากนั้นเขาก็หันหลังกลับ ซูว่านอิงยืนนิ่งงัน ฮั่วเหลียนเฉิงคิดในใจขณะเดินออกไปว่า “ผู้หญิงคนนี้เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว”

แม่ของเขาตาบอด ส่วนน้องสาวก็อ่อนแอ นางคงจะรังแกแม่และน้องสาวของเขาแน่ ๆ เวลาที่เขาไม่อยู่บ้าน ไม่สิเขาต้องสั่งสอนนางก่อนจะจากไป เพื่อที่นางจะได้ไม่กล้าทำเรื่องวุ่นวาย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel