บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 13 อยากกินอะไรก็กิน

วันรุ่งขึ้นหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ห้าคนพ่อแม่ลูกก็เตรียมตัวเข้าตลาด พวกเขาออกไปยืนรอรถหน้าบ้าน เพราะรถโดยสารประจำทางในหมู่บ้านขับผ่านเส้นทางนี้อยู่แล้ว

           ไม่นานรถโดยสารก็วิ่งเข้ามาจอดเทียบ แสนดีประคองแม่เดินขึ้นไปก่อน สายน้ำเดินไปนั่งตาม และชาญชัยก็อุ้มลูกสาวไปนั่งข้างสายน้ำเป็นคนสุดท้าย ภายในรถมีผู้โดยสารอยู่แล้วสามสี่คน

           สายตาทุกคนที่มองมามีทั้งสมเพช เวทนา และสงสาร แต่ชาญชัยไม่ได้สนใจ ผู้หญิงหนึ่งในนั้นเอ่ยถามภรรยาของเขาว่า “จะเข้าตลาดเหรอเอื้อง”

           “ค่ะ”

           “ทำไมไม่นอนพักอยู่ที่บ้านแล้วให้ลูกกับผัวมาแทน เอ็งจะมาให้มันลำบากทำไม”

           “ฉันอยากมาเปิดหูเปิดตาบ้างน่ะค่ะ อยู่แต่ในบ้านอุดอู้เกินไป” อัจฉราไม่อยากบอกใครว่าเธอกำลังจะไปหาหมอ เพราะไม่อยากให้คนอื่นวิจารณ์มากนัก แค่นี้คนก็ลือไปทั้งหมู่บ้านแล้วว่าถึงเธออยู่ก็ดูเหมือนตายไปแล้วถึงเก้าในสิบส่วน

           จากนั้นชาวบ้านก็ไม่มีใครถามเธออีก แต่ภายในรถยังมีเสียงซุบซิบดังขึ้น “ไอ้ชาญมันก็ดีนะ เมียหน้าตายังกับผีมันยังกล้าไปไหนมาไหนด้วย”

           “มันก็แสร้งทำดีไปอย่างนั้นแหละ อีกไม่นานเมียมันก็ไม่อยู่แล้วนี่ ตอนนั้นจะหาเมียใหม่สวย ๆ ก็ยังไม่สาย พูดแล้วฉันยังเสียดาย หน้าตามันออกจะหล่อเหลา แต่กลับได้เมียหน้าตาแบบนี้ แถมยังมีลูกติด” ชาญชัยเป็นคนสูงใหญ่หน่วยก้านดี รูปหน้าหล่อเหลาคมคาย มีใครบ้างที่ไม่เสียดายเมื่อรู้ว่าเขาแต่งงานกับอัจฉรา

           “แต่ก่อนเอื้องก็เป็นคนสวยมากไม่ใช่เหรอ”

           “ใช่ สวยมาก มีผู้ชายมาจีบไม่เว้นแต่ละวัน แต่ตอนนี้มองยังไงก็ไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว”

           “น่าเสียดายจริง ๆ”

ถึงจะบอกว่าเป็นการซุบซิบแต่ทั้งชาญชัยและอัจฉราก็ยังได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ชาญชัยก็ไม่สนใจอยู่ดี

ห้าคนพ่อแม่ลูกลงจากรถสองแถวหน้าตลาดสด จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถสามล้อเครื่องต่อ ไม่ถึงห้านาทีสามล้อก็มาจอดหน้าคลินิกหมอจักรี หมอจักรีเป็นหมอที่มีชื่อเสียงในอำเภอนี้ชาวบ้านต่างยืนยันว่าหมอคนนี้เก่งมาก บางครั้งไม่ต้องตรวจละเอียด แค่มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าคนไข้เป็นโรคอะไรแล้ว

อัจฉรานั่งรอคิวอยู่ครู่หนึ่งผู้ช่วยหมอก็เรียกไปซักประวัติอยู่พักใหญ่ จากนั้นนั่งรออีกประมาณยี่สิบนาทีก็ได้เข้าพบหมอ ส่วนชาญชัยกับลูกนั่งรออยู่ด้านนอก

หมอสอบถามอาการคนไข้อย่างละเอียด ใช้มือคลำก้อนเนื้อที่หน้าท้องแล้วกะขนาด และอัลตร้าซาวด์หน้าท้องให้ เท่านั้นหมอก็บอกว่าเพียงพอแล้ว คิ้วของหมอเดี๋ยวคลายเดี๋ยวขมวดอยู่หลายคราก่อนจะเอ่ยกับคนไข้ “คนไข้เป็นมะเร็ง”

ดวงตากลมเบิกกว้างมือไม้สั่นไปหมด อัจฉราหูดับไปชั่วขณะไม่สามารถพูดคำใดออกมาได้ในตอนนั้น หมอจึงถามอีกว่า “มีญาติมาด้วยไหมครับ”

“มี มีค่ะ”

“เรื่องนี้ต้องคุยให้ญาติคนไข้ฟังด้วย”

“ค่ะ” เธอรับคำเสียงแผ่ว ในหัวสับสนอึงอลไปหมด

หมอจึงบอกให้ผู้ช่วยหมอไปตามญาติคนไข้เข้ามาฟังผลวินิจฉัยโรคด้วยกัน ชาญชัยฝากสตางค์ไว้กับลูกชายทั้งสอง และยังกำชับว่าให้นั่งรออยู่ในนี้อย่าเดินเพ่นพ่าน แสนดีกับสายน้ำก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ

เขาเดินเข้ามาในห้องตรวจนั่งลงข้างภรรยา หมอถามว่า “เป็นอะไรกับคนไข้เหรอครับ”

“เป็นสามีครับ”

หมอทำท่าหนักใจแล้วกล่าวออก “คืออย่างนี้นะครับ ภรรยาคุณเป็นมะเร็ง ซึ่งน่าจะรักษาไม่ทันแล้ว เพราะก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ เชื้อมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ แล้ว อีกทั้งก้อนเนื้อร้ายยังอยู่ตรงจุดสำคัญ จึงไม่สามารถผ่าตัดได้ เสียดายที่คนไข้มาพบหมอช้าเกินไป”

ใจดวงน้อยหล่นวูบเมื่อได้ยินหมอกล่าวออกมาอย่างนั้น อัจฉราพยายามห้ามน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา สุดท้ายมันก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้จริง ๆ เธอเป็นมะเร็งอย่างนั้นหรือ ในหมู่บ้านเธอยังไม่เคยได้ยินว่าใครเป็นโรคนี้สักคน แต่เธอรู้มาว่าโรคนี้ถ้าใครเป็นแล้วก็ยากที่จะรักษาให้หายขาด

หมอพูดต่อว่า “หลังจากนี้อยากกินอะไรก็กินเลยนะครับ”

“นานแค่ไหนคะหมอ” อัจฉราถามหมอเสียงไม่ปกตินัก

“ไม่น่าจะเกินสองเดือนครับ” ยิ่งฟังคำตอบของหมอ เธอก็ยิ่งใจเสีย แทบจะหมดสติอยู่ในห้องนั้น

“กรณีเช่นนี้ภรรยาผมเป็นคนเดียวเหรอครับ” ชาญชัยรู้สึกไม่ค่อยชอบหมอคนนี้เท่าไรนัก เพราะเขาพูดเหมือนมั่นใจในตัวเองมากเกินไป

“ก็มีหลายคน แต่ถ้าผมบอกว่าผ่าไม่ได้หมอคนอื่นก็ไม่มีทางผ่าได้” หมอตอบอย่างมั่นใจ ทำหน้าไม่แยแสสองสามีภรรยาแม้แต่น้อย

ชาญชัยสูดหายใจเข้าลึกถามอย่างใจเย็น “แล้วผมต้องทำยังไงต่อครับ”

“วันจันทร์เข้ามาหาหมอที่คลินิกตอนเจ็ดโมง หมอจะส่งตัวคนไข้ไปรักษาต่อที่โรงพยายาบาล” ถึงรักษาไม่หายแต่ก็ต้องรักษาแบบประคับประคองไปก่อน

“ครับ”

วันนั้นชาญชัยจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปประมาณพันกว่าบาท ออกจากคลินิกเขาก็พาทุกคนกลับบ้านทันที

กลับมาถึงบ้านอัจฉราก็ไม่พูดไม่จา เอาแต่นั่งเหม่อลอยหรือไม่ก็นอนหลับตานิ่งทั้งที่เธอไม่ง่วงเลยสักนิด

ชาญชัยก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไรจึงปล่อยให้เธอนอนอยู่อย่างนั้นตามลำพัง แต่เขาไม่ได้หมดหวังหรอกนะ อย่างไรก็ต้องหาทางรักษาเธอให้ได้ พ่อเขาก็เป็นหนักเหมือนกันยังหายได้เลยแล้วทำไมเธอจะหายไม่ได้ คนตัวใหญ่ถือจอบเดินไปถางหญ้าข้างบ้านกับลูก ๆ เขากะว่าจะพาลูกปลูกผักไว้กินเอง เพราะพื้นที่ว่างยังมีอีกมาก เพียงแต่มันรกเท่านั้น

ถางหญ้าจนบ่ายคล้อยก็ยังไม่เสร็จ หน้าบ้านมีคนมายืนตะโกนถามหา “มีใครอยู่ไหม” เป็นเสียงผู้หญิงวัยกลางคนไปแล้ว

ชาญชัยกับลูกเดินมาจากหลังบ้าน อัจฉราก็เปิดประตูบ้านออกมาเช่นกัน พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “ป้าสาย ได้อะไรมาขายเหรอคะ” สายสุดาคือคนในหมู่บ้านที่ออกไปทำเกษตรที่นา แล้วนำผลผลิตใส่จักรยานเข้ามาขายในหมู่บ้าน กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ล้วนเป็นเธอที่นำมาปลูกขายเป็นคนแรก แต่นานแล้วที่เธอไม่ได้มาขายของที่นี่

“เอาปลานิล ตะไคร้ กับผักกาดขาวมาขาย” สายสุดาตอบ

“ปลายังพอมีอยู่ค่ะ พี่ชาญเพิ่งไปหามาเมื่อวาน งั้นเอาผักกาดขาวไว้นึ่งใส่ปลาก็แล้วกันค่ะ”

“ได้ ๆ หัวละสิบบาทเอากี่หัวดี”

“สองหัวก็พอค่ะ” ผักกาดขาวแต่ละต้นใหญ่มาก ซื้อสองต้นคงกินได้หลายมื้ออยู่เหมือนกัน

สายสุดาเหลือบมองท้องของอัจฉราพูดเสียงเบาว่า “ฉันได้ยินว่าเอ็งป่วย” เธอกับสามีนอนอยู่ที่นา ปล่อยให้ลูกสาวกับลูกเขยนอนบ้าน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องของคนในหมู่บ้านเท่าใดนัก เพราะส่วนมากก็ทำงานในสวน ไม่ค่อยได้สุงสิงกับใคร รู้ข่าวคนนั้นคนนี้บ้างก็เพราะลูกสาวเล่าให้ฟัง ตั้งแต่รู้ข่าวว่าอัจฉราป่วย เธอก็ยังไม่ได้มาเห็นกับตาสักที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel