ตอนที่ 14 แนะนำหมอเก่ง
“ค่ะป้า ป่วยหลายเดือนแล้วค่ะ” หรืออาจจะหลายปีแล้ว แต่มันเพิ่งมาแสดงอาการเอาตอนไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง
“ฉันอยากแนะนำให้เอ็งไปตรวจกับหมอคนหนึ่ง หมอคนนี้เก่งมากเลยนะ” ชาญชัยยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ภรรยาอย่างตั้งใจ
ถึงจะไม่เชื่อในปาฏิหาริย์แต่ก็ต้องรักษามารยาท อัจฉราจึงไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่าย “เขาอยู่ที่ไหนเหรอคะ” ความจริงก็ถามไปอย่างนั้น ในหัวไม่ได้คิดจะไปเลยสักนิด
“เขาอยู่อำเภอทุ่งกระเต็น ชื่อหมออนิรุจน์ คลินิกอยู่หน้าโรงพยาบาลทุ่งกระเต็นเลย แต่เตรียมเงินไปมากสักหน่อย แต่ไม่น่าจะถึงหมื่นหรอกนะ ตอนนั้นที่ฉันไปจ่ายไปประมาณสี่พัน”
“ป้าเคยไปเหรอครับ” ชาญชัยถามด้วยความสนใจ เพราะเขาอยากหาหมอคนใหม่เพื่อพาภรรยาไปรักษาอยู่พอดี
“เคย” สายสุดาจอดรถจักรยานไว้ จูงมืออัจฉราไปนั่งบนแคร่ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน แล้วจึงพูดต่อ “ตอนนั้นฉันเป็นมะเร็งรังไข่ แรก ๆ ไม่มีอาการอะไรเลย หรือฉันอาจจะเป็นมาตั้งแต่ประจำเดือนมาติดต่อกันประมาณสิบกว่าวันก็เป็นได้ แต่ฉันไม่ได้เอะใจ พอกินอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็รู้ท้องอืดแน่นท้องไปหมด ไปหาหมอบ้านเราเขาก็บอกว่าฉันเป็นโรคกระเพาะอาหาร ให้ยาลดกรดมากินก็ไม่หายสักที หลัง ๆ มา ท้องฉันเริ่มโตขึ้นเหมือนเอ็งตอนนี้นี่แหละก็เลยไปหาหมอที่ทุ่งกระเต็น เขาตรวจละเอียดมากเลยนะ”
“ตอนนี้ป้าหายดีแล้วเหรอคะ” ถ้าสายสุดาไม่เล่าให้ฟัง อัจฉราก็ไม่รู้มาก่อนว่าคนในหมู่บ้านนี้เคยเป็นโรคมะเร็งเหมือนกับเธอ
“อย่าเรียกว่าหายเลยเรียกว่าโรคสงบดีกว่า แต่ก็สงบมาเจ็ดแปดปีแล้วนะ” สายสุดาพูดด้วยสีหน้ายินดี “แต่หมออนิรุจน์ก็ไม่ใช่คนรักษาฉันหรอกนะ เขาแค่แนะนำหมอในจังหวัดให้เท่านั้น”
“อ๋อค่ะ”
“อย่าลืมลองไปตรวจดูนะ ตอนนั้นฉันก็คิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้วเหมือนกัน ก้อนเนื้อโตตั้งสามสิบเซ็นฯ แน่ะ” อัจฉราเบิกตาโต สามสิบเซนติเมตรนี่มันยาวเท่ากับไม้บรรทัดเลยนะ สายสุดายืนขึ้นพร้อมกับกล่าวลา “ฉันไปขายของต่อก่อนนะ กลัวทางจะมืดก่อนกลับถึงนา”
“ค่ะป้า ขอบคุณมากนะคะ”
สายสุดาลับสายตาไปแล้ว ชาญชัยจึงหันมาสบตากับภรรยา อ้าปากจะพูดออก เหมือนอัจฉราจะเดาความคิดของสามีออกจึงพูดดักทางไว้ก่อน “อย่าฝืนเลยค่ะพี่ชาญ หมอก็บอกแล้วว่าฉัน…” เธอละคำว่าอยู่ได้ไม่ถึงสองเดือนเอาไว้เพราะตาดำ ๆ ทั้งสามคู่ของเด็กน้อยยังยืนจ้องพ่อเลี้ยงกับแม่คุยกัน เธอไม่อยากให้ลูกรู้เรื่องนี้ พูดเพียงเท่านั้นร่างผอมบางก็เดินกลับเข้าไปในบ้านตามเดิม
ชาญชัยถอนหายใจออกมาเบา ๆ สายน้ำจึงเอ่ยถาม “แม่เป็นอะไรเหรอครับอา”
“ไม่เป็นอะไรแม่แค่เหนื่อยน่ะ ก็เลยอยากนอนพัก”
แสนดีเก็บความสงสัยไว้ตั้งแต่แม่กลับมาถึงบ้านแล้วจึงไม่อยากเชื่อคำพูดของพ่อเลี้ยงมากนัก ตอนกลับมาจากหาหมอแม่ก็เดินเข้าบ้าน พ่อเลี้ยงก็ไม่เอ่ยถึงอาการป่วยของแม่อีกเลย จนตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าแม่ป่วยเป็นโรคอะไร สิ่งที่ยายสายคุยกับแม่เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ รู้เพียงว่าแกแนะนำหมอให้แม่ไปรักษา
แสนดีไม่เก็บความสงสัยไว้อีกต่อไป ถามพ่อเลี้ยงว่า “แม่ป่วยเป็นอะไรเหรอครับอา”
“นั่นสิครับ ท้องแม่โตเหมือนคนมีน้องเลยครับ” สายน้ำแหงนมองหน้าพ่อเลี้ยงตาแป๋ว เพราะอัจฉราผอมลงมาก หน้าท้องจึงยื่นออกมา ทุกคนจึงสังเกตเห็น
“แล้วแม่จะหายป่วยไหมคะ” สตางค์
เด็กทั้งสามต่างรุมถาม ชาญชัยนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างใจเย็น “หายสิ แม่ของพวกเราแค่ไม่ขับถ่ายเท่านั้นจึงทำให้เป็นโรคขี้เต็มท้อง ท้องแม่ก็เลยบวมอย่างที่พวกเราเห็นนั่นละ” แม้คำอธิบายพวกนั้นจะเป็นคำโกหกก็ตาม หากพวกเขาโตกว่านี้ เขาก็อาจจะบอกความจริงกับลูกก็ได้
“โรคขี้เต็มท้องมีด้วยเหรอคะ” สตางค์เอ่ยถาม
“มีสิ ยังมีโรคแปลก ๆ อีกมากมายที่พวกเราไม่รู้จัก”
“แล้วต้องรักษายังไงเหรอครับ” แสนดีเริ่มจะเชื่อแล้วว่าสิ่งที่พ่อเลี้ยงพูดมาเป็นความจริง เพราะเขาสังเกตเหมือนกันว่าแม่ไม่ค่อยขับถ่าย
“แม่พวกเราเป็นมานานก็คงต้องผ่าตัด”
“น่ากลัวจังเลยค่ะ”
“ไม่น่ากลัว ตอนผ่าตัดแม่ไม่รู้สึกเจ็บหรอก ก็เหมือนตอนที่แม่ผ่าคลอดสตางค์ออกมายังไงล่ะ” อัจฉราเคยเล่าให้เจ้าของร่างนี้ฟังว่า ลูกคนสุดท้องของเธอผ่าคลอดเพราะต้องทำหมันด้วย
“แล้วอีกนานไหมครับกว่าแม่จะหายดี” แสนดี
“ก็คงหลายเดือนอยู่เหมือนกัน เพราะคนไข้มีเยอะ หมอคนเดียวรักษาคนไข้หลายคน ก็ต้องรักษาไปตามคิว” ชาญชัยพูดเผื่อไว้เพราะโรคนี้รักษานานจริง ๆ ดีไม่ดีอาจจะยืดเยื้อเป็นปีสองปี
“แสดงว่าแม่จะไม่ตายแล้วใช่ไหมคะ”
“แน่นอน แม่ไม่ตายอยู่แล้ว” ชาญชัยยืนยันกับเด็ก ๆ
“เย้ แม่จะหายป่วยแล้ว ๆ” เด็กทั้งสามกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ชาญชัยมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก
ได้ยินคำยืนยันจากปากเขาเช่นนั้นเด็ก ๆ จึงยิ้มออกและวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ชาญชัยไปเก็บอุปกรณ์ถางหญ้าหลังบ้าน จากนั้นจึงเข้าครัวไปทำอาหารตามลำพัง ในหัวคิดหาวิธีที่จะเกลี้ยกล่อมภรรยาให้ไปหาหมอที่ทุ่งกระเต็น
คืนนั้นลูกกับสามีนอนหลับกันหมดแล้ว อัจฉราลืมตาขึ้นมามองลูกทั้งสามที่นอนหลับตาพริ้มด้วยความสงสารเจือปวดใจ เธอรีบลุกเดินออกไปตรงห้องโถง แง้มหน้าต่างบานไม้ออกเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้ลมหนาวพัดเข้ามามากเกินไป จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ วันนี้ทั้งวันเธอเก็บกดความเครียดเอาไว้จนเต็มอก มองลูกทั้งสามทีไรแล้วน้ำตาจะไหลทุกที
ชาญชัยตื่นขึ้นมาไม่เห็นภรรยาจึงเดินตามออกมา หวังว่าเธอคงไม่คิดสั้น
เขาเดินเบาเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ คนตัวเล็กที่กำลังนั่งพิงผนังบ้าน ก้มหน้าร้องไห้จนตัวโยน หลายนาทีกว่าเธอจะรู้สึกตัวว่ามีคนนั่งอยู่ตรงนี้ฟังเธอร้องไห้นานแล้ว
อัจฉราเงยหน้าขึ้น ถามเขาเสียงเหมือนคนเป็นหวัดคัดจมูก “พี่มาตั้งแต่เมื่อไร”
“สักพักแล้ว” เธอยังเอาแต่ปาดน้ำตาและสูดน้ำมูก เขาจึงยื่นผ้าขาวม้าที่เตรียมมาด้วยให้เธอ เธอรับไปอย่างว่าง่าย ทั้งเช็ดทั้งสั่งน้ำมูกใส่ผ้าขาวม้าของสามี แต่ชาญชัยหาได้ถือสาไม่
กายใหญ่เอนหลังพิงผนังบ้าน ขาข้างหนึ่งเหยียดออก ขาอีกข้างชันเข่าขึ้น มือทั้งสองประสานไว้ตรงหัวเข่าด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย พูดออกเสียงเรียบเรื่อยว่า “ควายตายไม่ได้น่ากลัวหรอกนะเอื้อง บางคนตายแบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ” หนึ่งในนั้นก็คือเขานี่แหละ รู้ตัวอีกทีก็นอนตากฝนอยู่อีกภพหนึ่งแล้ว “นี่ยังดีนะที่เธอรู้ว่าตัวเองใกล้จะตายแล้ว ไม่สู้ทำทุกวันให้มีค่าที่สุดไม่ดีกว่าหรือ”
