ตอนที่ 12 ยอมใจอ่อน
เก็บข้าวสารเสร็จเขาจึงหันมาคุยกับภรรยาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไปหาหมอเถอะนะ”
อัจฉราแหงนหน้ามองสามี วูบหนึ่งเธอเห็นแววตาเว้าวอนอยู่ในดวงตาคู่นั้น “แต่เราไม่มีเงินมากขนาดนั้น ถ้าหมอรักษาไม่ได้ ไม่เท่ากับเราเอาเงินเอาแรงไปทิ้งเหรอคะ” ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยป่วยหนักขนาดนี้มาก่อน เพียงไม่กี่เดือนน้ำหนักก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ กินอะไรไม่ได้ จนตอนนี้เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว จากคนผิวขาวก็กลายเป็นดำคล้ำไปทั้งตัว ตอนนี้เธอแทบไม่อยากส่องกระจกด้วยซ้ำ
“แล้วเธอไม่คิดว่าตัวเองจะหายป่วยบ้างเหรอ”
อัจฉราส่ายหน้าช้า ๆ “ถ้าคิดว่าจะหายป่วยฉันคงไม่แต่งพี่เข้าบ้านหรอก” เพราะเธอเลี้ยงลูกไม่ไหวแล้ว เงินก็เหลือน้อย ถึงได้ให้เขามาดูแลแทน
จากที่ยืนอยู่ก็นั่งชันเข่าข้างหนึ่งจ้องหน้าภรรยานิ่ง “แล้วไม่คิดจะอยู่เพื่อลูกบ้างเหรอ คนอื่นเลี้ยงให้ก็ไม่เหมือนเราเลี้ยงด้วยตัวเองหรอก”
เจ้าของร่างผอมแห้งเม้มปากแน่น พริ้มตาลงเพื่อขับไล่หยาดน้ำตา ครู่หนึ่งจึงลืมตาขึ้นมาอย่างพร่ามัว พูดออกอย่างไม่มั่นใจ “แต่ฉันกลัว” กลัวว่าหมอจะบอกว่ารักษาไม่ได้แล้วและคงอยู่อีกได้ไม่นาน สู้ให้เธออยู่แบบไม่รู้ยังดีกว่า
มือหนาเอื้อมไปกุมมือของเธอข้างหนึ่งไว้ ถามออกไปว่า “กลัวความตายเหรอ”
“เปล่า ฉันแค่ไม่กล้ายอมรับความจริงเท่านั้น”
“เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ หรือเธอว่าไม่จริง”
“จริงค่ะ” ทำไมจะไม่จริง เพราะพ่อกับแม่ก็จากไปตั้งแต่เธอยังเด็ก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยายก็มาจากไปอีกคน ทิ้งเธอไว้ให้อยู่เพียงลำพัง มีสามีก็พึ่งพาไม่ค่อยได้
ชาญชัยมองออกไปข้างนอก เด็กทั้งสามยังนั่งคุยกันเสียงดังจอแจ ละสายตาจากเด็กจึงพูดกับเธอ “เด็กสามคนนั้นกำพร้าพ่อแล้วนะ ลองคิดดูถ้าแม่จากไปตอนนี้ พวกเขาจะอยู่ยังไง” เขากล่าวพลางหยิบถุงผ้าที่ใส่เงินไว้ออกมาแล้วยื่นถุงนั้นให้ภรรยา “พี่ลืมบอกเธอเรื่องหนึ่ง”
“อะไรเหรอคะ” อัจฉราหยิบถุงผ้าออกมาเปิดดูถึงกับตาเบิกโพลง “พี่เอาเงินมาจากไหน”
“เงินเก็บของพี่เองแหละ”
“เท่าไรคะ”
“เกือบเจ็ดหมื่น”
“พี่เอามาให้ฉันทำไม” ทำไมเขาเก็บเงินได้มากขนาดนี้ มือเล็กสั่นน้อย ๆ
“เก็บไว้เถอะ”
“เงินมากขนาดนี้ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” เกิดมาเธอไม่เคยมีเงินมากขนาดนี้มาก่อน
“ไม่เป็นไร งั้นพี่จะเก็บไว้เป็นค่ารักษาให้เธอก็ได้” ว่าพลางหยิบถุงเงินขึ้นมา “ตกลงจะไปหาหมอได้หรือยัง”
“แต่ว่า…”
“ตอนนี้เรามีเงินแล้วนะ ยังจะคิดมากอีกเหรอ”
“แต่นั่นมันเป็นเงินพี่”
“เงินผัวก็เหมือนเงินเมียนั่นละ” เขามองหน้าภรรยา “ไปเถอะนะพี่อยากให้เธออยู่กับลูกนาน ๆ” คนป่วยมักดื้อเหมือนกันหมดหรือไง พ่อเขาเองถ้าไม่กลัวตายก็ไม่ยอมไปหาหมอเด็ดขาด
“ไปก็ได้ค่ะ” อัจฉราหยิบเงินออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้เขา “เงินค่าเกี่ยวข้าว น้าจินดาเอามาให้”
ชาญชัยลุกขึ้นหันไปวุ่นวายกับการทำอาหาร โดยไม่สนใจภรรยา พูดออกว่า “เธอเก็บไว้เถอะ”
อัจฉรามองเงินในมืออย่างชั่งใจ ชาญชัยจึงพูดขึ้นอีก “ไปนั่งรอข้างนอกเถอะ เดี๋ยวพี่อุ่นข้าวต้มให้”
“… ค่ะ” อัจฉราเก็บเงินใส่กระเป๋าไว้ดังเดิมเดินเหมือนคนไม่มีแรงออกไปนั่งรอกับลูก ๆ ด้านนอก
ชาญชัยทำอาหารเสร็จแล้วจึงยกออกไปกินข้างนอก
ช่วงบ่ายเขาจึงชวนลูกชายทั้งสองไปขุดหอย และไปทอดแหตรงคลองข้างหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้มีคลองน้ำไหลผ่านเรียกว่าคลองหมาโตน แสนดีกับสายน้ำก็ไม่ได้ปฏิเสธ แอบดีใจที่จะได้ไปเล่นน้ำ
แสนดีสะพายข้อง สายน้ำถือเสียมเล็ก ส่วนชาญชัยสะพายย่ามด้านในใส่แหกับขวดน้ำดื่มเอาไว้ ในมือถือเคียวสองเล่ม พวกเขาเดินไปที่นาของเพิ่ม ตอนนี้เจ้าของนากำลังฟาดข้าวอยู่ที่เถียงนา
ชาญชัยตะโกนบอกเจ้าของนาว่า “ลุงเพิ่มขอขุดหอยในนาหน่อยนะครับ”
“ขุดเอาเลยไม่ต้องเกรงใจ” เพิ่มตะโกนตอบ แปลกใจอยู่เหมือนกันที่เขาพาลูกเลี้ยงมาด้วย เพราะปกติเขาชอบไปไหนมาไหนคนเดียว อีกทั้งคนส่วนมากที่มาขุดหอยที่นาเขามักไม่มีใครเอ่ยขออนุญาตสักคน มีเขานี่แหละเป็นคนแรก
“ดูเข้ากับลูกเลี้ยงได้ดีนะคะ” ภรรยาของเพิ่มเอ่ยขึ้น
“ก็จ้างแล้วนี่ ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี” ทั้งสองคุยกันเท่านั้นก็กลับไปทำงานต่อไม่ได้สนใจสามพ่อลูกนั้นอีก แต่ละครอบครัวก็ต้องดิ้นรนกันไป นั่นก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
ขุดหอยได้พอสมควรแล้วชาญชัยจึงพาลูกชายไปทอดแหต่อ ช่วงหน้าแล้งน้ำในคลองไม่ลึกมาก แสนดีกับสายน้ำจึงลงไปงมปลากับพ่อเลี้ยงได้ ทั้งสองรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือการงมปลาในน้ำลึกเป็นครั้งแรก ปกติจะจับอยู่ในทุ่งนาที่มีน้ำน้อยเท่านั้น
แสนดีจับปลาที่อยู่ใต้แหได้จึงร้องขึ้นเสียงสั่น “อาชาญผมจับได้ปลาช่อน” ตัวมันกลม ๆ เขาจึงคิดไปเองว่าเป็นปลาช่อน
“ตัวใหญ่ไหมพี่แสนดี” สายน้ำก็พลอยทำตาโตไปด้วย ยืนขึ้นเดินเร็วไปใกล้พี่ชาย
มือข้างหนึ่งกดหัวปลาจมลงในโคลนมืออีกข้างคลำไปตามลำตัวปลาก่อนตอบ “ก็ใหญ่นะ”
ชาญชัยเดินไปหาเด็กน้อยทั้งสอง “ขออาดูหน่อย” เขาก้มลงเอามือไปคลำมือแสนดีแล้วบอก “ปล่อยมือได้”
เมื่อนิ้วชี้กับนิ้วกลางสอดเข้าไประหว่างเงี่ยงทั้งสองข้างของมันเขาถึงกับหัวใจหล่นวูบ ปลาตัวนี้ค่อนข้างใหญ่ถ้าแสนดีโดนเงี่ยงมันตำขึ้นมาจะทำอย่างไร นี่มันใช่ปลาช่อนที่ไหน มันคือปลาดุกทั้งไส้ทั้งพุง
ชาญชัยจับปลาขึ้นมาแล้วบอกกับทั้งสอง “มันคือปลาดุกไม่ใช่ปลาช่อน”
“ว้าว พี่แสนดีเก่งจังเลย จับปลาดุกได้ด้วย” สายน้ำยังเอ่ยชมพี่ชายด้วยดวงตาเป็นประกาย
แสนดีก็ยิ้มเขินอาย ชาญชัยจึงเอ่ยเตือนลูกเลี้ยง “ต่อไปนี้เราทั้งสองต้องระวังให้ดี โดนเงี่ยงปลาดุกตำปวดยิ่งนัก ร้องไห้สามวันสามคืนก็ไม่หาย” มันปวดมากจริง ๆ ขนาดเขาโดนเงี่ยงมันตำตอนโตแล้วยังเกือบนอนร้องไห้
“จริงเหรอครับอา” สายน้ำหน้าซีดเผือด แสนดีก็หน้าเจื่อนลง
“จริงสิ บางคนถึงกับเป็นไข้เลยนะ แสนดีกับสายน้ำขึ้นไปรอจับข้างบนเถอะ ถ้าไม่ใช่ปลาดุก อาจะโยนขึ้นไปให้จับดีไหม”
“ก็ได้ครับ” แสนดีตอบอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ในใจก็กลัวเงี่ยงปลาดุกอยู่เหมือนกัน จึงยอมขึ้นจากน้ำแต่โดยดี
ชาญชัยก่อไฟให้ลูกเลี้ยงแล้วจึงลงไปหาปลาต่อ
เย็นวันนั้นสามพ่อลูกกลับมาได้ปลาเกือบครึ่งข้อง มีทั้งปลาดุก ปลาช่อน ปลาตะเพียน และปลาแขยง อีกทั้งยังเก็บสายบัวมาด้วย เย็นนี้เขาจึงทำแกงปลาใส่สายบัวเพื่อให้ภรรยาได้ซดน้ำร้อน ๆ แต่เธอก็กินได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
