ตอนที่ 11 เงินเก็บ
ชาญชัยเก็บเงินใส่ในถุงผ้าใบเดิมแล้วเดินออกไปทันที เขาเดินไปที่บ้านของอาคนเล็กซึ่งอยู่ถัดไปประมาณสามร้อยเมตร
มาถึงก็บอกความต้องการของตนออกไป “อาครับผมขอเช่ารถอีแต๋นเข้าตลาดได้ไหมครับ” ถ้าเขานั่งรถโดยสารประจำทางไปจะไม่สะดวกตอนขนข้าวไปขายที่โรงสีข้าว
“เช่าทำไม คนกันเองทั้งนั้น แค่เติมน้ำมันให้ไปกลับได้ก็พอแล้ว” อุทิศบอกหลานชายด้วยความเต็มใจ
“ขอบคุณครับอา”
“พี่ชาญจะเข้าตลาดเหรอครับ” คชา ลูกชายเพียงคนเดียวของอุทิศเอ่ยถาม เขาอายุน้อยกว่าชาญชัยห้าปี ตอนนี้แต่งงานมีภรรยาแล้ว แถมยังมีลูกชายอายุห้าขวบแล้วหนึ่งคน
“อืม จะเข้าไปซื้อข้าวสารสักหน่อย”
“ไปซื้อทำไมให้เปลืองเงิน มาเอาที่บ้านอาไปกินก่อนก็ได้ พอได้ข้าวเปลือกมาค่อยเอามาคืน” ฟาง ภรรยาของอุทิศบอก เพราะไม่อยากให้หลานสิ้นเปลืองเงิน
“อย่าเลยครับอา ผมเกรงใจน่ะครับ ซื้อกระสอบเดียวก็พอแล้วครับ” เพราะอีกไม่ถึงเดือน แพรพิไลซึ่งทำนาให้อัจฉราก็คงเอาข้าวเปลือกมาให้แล้ว
“อย่างนั้นก็ตามใจ” ฟางไม่อยากให้หลานชายสามีต้องลำบากใจจึงไม่รบเร้าอีก
ชาญชัยสตาร์ทรถเกษตรแล้วจึงขับออกไป มีทางลัดเข้าตลาดที่สองข้างทางเป็นป่า ผู้คนไม่ค่อยสัญจรไปมา เขาจึงเลือกขับรถไปทางนั้น เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนผ่านมาทางนี้เขาจึงเปิดมิตินำกระสอบข้าวเปลือกออกมาจนเต็มคันรถนับจำนวนได้ทั้งหมดห้าสิบกระสอบ จากนั้นจึงขับรถเกษตรเข้าตลาดอย่างอารมณ์ดี รอบนี้เขานำข้าวเปลือกจ้าวออกมาขายก่อน แต่หยิบทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าวออกมาเผื่อไว้สำหรับนำไปสีที่โรงสีข้าวแล้วนำกลับไปกินที่บ้านด้วยอย่างละกระสอบ
ข้าวเปลือกจ้าวห้าสิบกระสอบขายได้เงินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท วันนั้นชาญชัยเอาข้าวเปลือกไปขายที่โรงสีสามรอบ ซึ่งรอบที่สองกับสามเขานำข้าวเปลือกเหนียวไปขาย ซึ่งได้ราคาสูงพอ ๆ กันกับข้าวจ้าว เพราะเจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบเมล็ดข้าวบอกว่าข้าวของเขาเป็นข้าวสายพันธุ์ดีมีความชื้นที่เหมาะสม ซึ่งหาได้ยากในพื้นที่จังหวัดนี้ ข้าวของเขาจึงขายได้ราคาสูงกว่าเจ้าอื่น
วันนั้นชาญชัยจึงกลับบ้านพร้อมกับเงินสดเกือบเจ็ดหมื่นบาท เพราะรวมกับเงินเก็บสองหมื่นห้าพันบาทที่นำติดตัวมาด้วย ก่อนกลับยังแวะซื้อของกินของใช้อีกหลายอย่าง ข้าวสารที่สีกลับบ้านวันนี้มีทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าว ที่บ้านภรรยาไม่ได้ขาดแคลนผ้าห่มเขาจึงไม่ได้ซื้อกลับไปด้วย
เขาขับรถเกษตรไปที่บ้านเพื่อเอาของไปเก็บ ยกของลงจากรถไปกองไว้ในบ้าน บอกภรรยาว่าจะเอารถไปคืนอุทิศแล้วก็ขับรถจากไปทันที ชาญชัยรู้ว่าถ้าเอาเงินให้ อาของเขาคงไม่รับเป็นแน่ จึงเติมน้ำมันใส่รถจนเต็มถัง
ชาญชัยเดินเข้าไปหาอุทิศกับฟางซึ่งกำลังนั่งเลี้ยงหลานอยู่ที่แคร่ใต้ถุนบ้าน ยื่นขนมให้หลานชายตัวน้อย “อาซื้อขนมมาฝาก”
แต่คนเป็นหลานยังไม่กล้าเข้าใกล้ ยืนโอบคอย่าเอาไว้อย่างหวาดกลัว เพราะชาญชัยคนก่อนไม่ค่อยเข้าหาเด็กนัก จึงทำให้หลานไม่กล้าเข้าใกล้เหมือนกัน
“ไปเอาขนมกับลุงชาญสิลูก” ฟางบอกหลาน
ทิวไผ่หันมองย่าแวบหนึ่งเพื่อความมั่นใจ แล้วจึงเดินไปรับขนมห่อใหญ่จากมือลุง ผู้เป็นย่าบอกว่า “ไหว้ขอบคุณลุงด้วย”
ทิวไผ่จึงยกมือขึ้นไหว้ กล่าวเสียงเบาว่า “ขอบคุณครับ”
ชาญชัยยกยิ้มขึ้นจาง ๆ เอ่ยถามอุทิศ “ชากับปิ่นไม่อยู่เหรอครับ”
“ไปรับจ้างตัดอ้อยเสี่ยหง่า” สง่าคือเถ้าแก่ไร่อ้อยไร่มันสำปะหลังที่มีพื้นที่ปลูกอยู่หลายอำเภอ และมีอยู่เกือบหนึ่งพันไร่ ซึ่งมีทั้งคนงานประจำและไม่ประจำ ใครอยากไปรับจ้างก็ไปได้ ชาญชัยก็เป็นหนึ่งในคนงานเหล่านั้น “แล้วนี่เมียเอ็งเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่ดีขึ้นเลยครับ พรุ่งนี้ผมว่าจะพาไปหาหมอ”
ฟางกับอุทิศสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนมองชาญชัยด้วยความคาดไม่ถึง
“เอ็งมีเงินรึ” อุทิศถามอย่างเป็นห่วง เพราะแค่หลานชายถูกพ่อกับแม่และพี่สาวของเขาบังคับให้แต่งงานเพราะอ้างคำว่าบุญคุณเขาก็สงสารมากพอแล้ว ตอนนี้ยังคิดหาทางรักษาภรรยาที่ป่วยหนักอีก
“ก็พอมีครับ”
ฟางละมือจากการแกะขนมให้หลาน มองหน้าชาญชัยพร้อมเอ่ยออก “คิดดีแล้วหรือ”
“ดีแล้วครับ” เขาตอบอย่างมั่นใจ
“อืม ถ้าคิดดีแล้วก็ทำเถอะ แต่ถ้าทำแล้วมันไม่เป็นไปตามที่หวังก็อย่าได้เสียใจ” อุทิศเป็นคนกล่าว คนในหมู่บ้านนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าอัจฉราใกล้จะลาโลกแล้ว หากคนอื่นได้ยินว่าชาญชัยจะพาภรรยาไปหาหมอ ก็คงถูกตราหน้าว่าเป็นคนโง่
“ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” เขารู้ว่าคนในหมู่บ้านนี้พูดถึงเขาว่าอย่างไร แต่เขาไม่เคยสนใจ คนอื่นก็เป็นคนอื่นอยู่วันยังค่ำ
ชาญชัยเดินจากไปไกลแล้ว ฟางจึงพูดกับสามี “ชาญพูดเก่งขึ้นนะ” หากเป็นเมื่อก่อนเขาไม่มีทางมานั่งสนทนาสบตากับคนอื่นแบบนี้ ไม่มีทางที่จะซื้อขนมมาให้หลาน
“อืม มันคิดยังไงถึงจะพาเมียไปหาหมอ” เมียที่พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะตั้งแต่แต่งงานกันไปก็คงไม่อาจเข้าหอกันได้ แบบนี้จะเรียกว่าเมียได้อย่างไร
“นั่นน่ะสิ ไม่ใช่เป็นการเอาเงินไปทิ้งเปล่าหรอกหรือ” อีกอย่างสองคนนี้ไม่ได้ตกลงเป็นภรรยาสามีกันจริง ๆ เสียหน่อย อยู่ด้วยกันทำหน้าที่ของใครของมันเท่านั้น
“มันโตแล้ว ปล่อยให้มันคิดเองบ้างเถอะ” อุทิศกล่าว
ชาญชัยเดินกลับมาถึงบ้านก็พบว่าเด็ก ๆ กำลังนั่งกินขนมดูการ์ตูนอยู่ในบ้าน เขาถามขึ้นว่า “แม่ไปไหน”
“ไปเข้าห้องน้ำค่ะ” สตางค์ตอบ
“ทำไมอาซื้อขนมมาเยอะจังเลยครับ” สายน้ำถาม
“เป็นค่าตอบแทนที่พวกเราไปช่วยอาเกี่ยวข้าวยังไงล่ะ” พูดจบชาญชัยก็ผละไปเก็บข้าวสารที่กองอยู่ลานบ้าน แต่ของอย่างอื่นอัจฉรากับเด็ก ๆ คงเอาไปเก็บหมดแล้ว
กำลังจะเดินเข้าห้องครัวอัจฉราก็เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าซีดเซียว เขาเอ่ยถามอย่างห่วงใย “เป็นอะไรไป”
เกรงว่าลูกจะได้ยินจึงพูดออกเสียงเบา “ถ่ายเป็นเลือดค่ะ”
“เป็นมากี่วันแล้ว” พูดพร้อมกับเดินยกข้าวสารเข้าไปเก็บในครัว อัจฉราก็เดินตามเข้าไปนั่งบนแคร่
“สามสี่วันแล้วค่ะ”
“ปวดท้องไหม”
“ปวดเป็นบางครั้งค่ะ” และทุกครั้งที่ปวดก็ปวดมากจนตัวงอ
“ที่ท้องก็เป็นก้อนแข็งด้วยใช่ไหม”
อัจฉราแปลกใจเล็กน้อยที่เขารู้ เพราะเธอไม่เคยให้เขาคลำท้องมาก่อน แต่ก็ตอบออกไปอย่างไม่ปิดบัง “ค่ะ” อีกทั้งก่อนหน้าเขาไม่เคยถามอาการป่วยไข้ของเธอเลยสักครั้ง
