บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 10 ที่ซ่อนเงิน

ชาญชัยก็คิดว่าคงต้องเป็นเช่นนั้น เพราะดูแล้วเด็กน้อยสองคนนี้น่าจะมีความตั้งใจหาเงินมารักษาแม่เป็นอย่างมาก แต่คำพูดของภรรยาที่ว่า ‘พอพวกเขาเหนื่อยแล้วก็คงพักเองแหละ’ คงใช้กับเด็กสองคนนี้ไม่ได้ เพราะช่วงบ่ายวันนี้ พวกเขาเกี่ยวข้าวแบบไม่พักเลย ถ้าเขาไม่พาเดินเข้าไปพักในร่ม แสนดีกับสายน้ำก็จะเกี่ยวข้าวอยู่อย่างนั้น กระทั่งคำว่าร้อนหรือเหนื่อยเขายังไม่ได้ยินจากปากทั้งคู่แม้แต่ครึ่งคำ

           สามคนพ่อลูกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันได้สี่วันแล้ว ยิ่งเกี่ยวข้าวหลายวันฝีมือการเกี่ยวข้าวของแสนดีกับสายน้ำก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น สามวันแรกพวกเขายังเกี่ยวข้าวได้วันละสามร้อยกว่าบาท พอเข้าวันที่สี่สามคนพ่อลูกก็มีรายได้ถึงสี่ร้อยยี่สิบบาทแล้ว ชาวบ้านที่ไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันถึงกับรู้สึกอิจฉา เพราะในหมู่บ้านนี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เด็กอายุเท่านี้จะเกี่ยวข้าวได้ อีกทั้งยังมีความอดทนเป็นเลิศ และถึงแม้พวกเขาจะพาลูกมาฝึกเกี่ยวข้าวตอนนี้ก็คงสู้แสนดีกับสายน้ำไม่ได้

           มิ่งพรเก็บความริษยาเอาไว้ในใจ ใครจะคิดว่าไอ้เด็กสองคนนั้นจะทำงานได้เทียบเท่ากับผู้ใหญ่คนหนึ่ง พอกลับมาถึงบ้านของตนเธอก็พูดสิ่งที่เก็บกดไว้ออกมา “เมียเอ็งเกี่ยวข้าวได้น้อยกว่าเด็กหกขวบเสียอีก” พูดพลางมองลูกสะใภ้ด้วยแววตาดูถูก พวกเขาสี่คนซึ่งเป็นผู้ใหญ่ทั้งหมดยังเกี่ยวข้าวได้เงินแค่ห้าร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น

           มิ่งพรพูดต่ออีกว่า “ลูกเอ็งสองคนก็อายุเจ็ดขวบแล้ว น่าจะสอนมันเกี่ยวข้าวบ้าง ดูเจ้าเด็กสองคนนั้นสิ เกี่ยวข้าวได้วันละเกือบร้อยมัด” ตั้งแต่ชาญชัยแต่งงานออกไป มิ่งพรที่ต้องดูแลค่าใช้จ่ายภายในบ้านทั้งหมดก็เกิดความเครียด เพราะไม่มีคนหาเงินมาใส่มือเหมือนตอนที่เขายังอยู่ด้วย

           “แม่ก็บอกลูกชายแม่สิมาบอกฉันทำไมล่ะ ลูกแม่เองก็เกี่ยวข้าวได้วันละไม่ถึงร้อยเหมือนกันนี่” พูดจบปลายฝนผู้เป็นลูกสะใภ้ก็เดินจ้ำอ้าวขึ้นไปบนบ้านเพื่อทำอาหารเย็นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ จะโทษใครได้ล่ะในเมื่อแม่สามีเลี้ยงลูกชายมาแบบนี้เอง

ตอนที่ชาญชัยยังอยู่บ้านหลังนี้เขาก็เป็นคนทำงานบ้านทุกอย่าง แถมยังออกไปรับจ้างข้างนอกด้วย แต่ลูกชายกับลูกสาว แม่สามีกลับตามใจทุกอย่าง จะทำงานหรือไม่ทำก็ได้ พอชาญชัยไม่อยู่ก็ต้องเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน แม้แต่เธอก็ต้องพลอยลำบากไปด้วย กลับจากทำงานนอกบ้านก็ต้องมาคอยทำงานบ้าน ทำกับข้าวกับปลาให้คนในบ้านกินอีก ทั้งที่วันนี้น้องสาวสามีกับน้องเขยก็อยู่บ้าน แต่กลับไม่ยอมทำอะไรเลย

“ดูเมียเอ็งสิ พูดอะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่ได้”

“แม่ก็ใจเย็น ๆ บ้างเถอะ จะไปว่าฝนมันทำไม มันก็ทำเต็มที่แล้ว” ก่อนแต่งงานกับเขาปลายฝนก็ไม่เคยทำงานหนัก ตอนนั้นแม่ยังเห็นดีเห็นงามด้วย บอกว่าคนสวยแบบผู้ดีอย่างปลายฝนไม่จำเป็นต้องทำงานหนักก็ได้ แต่พอตอนนี้กลับตำหนิที่เธอเกี่ยวข้าวได้น้อย

“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง แต่ละวันต้องรับผิดชอบกี่ปากกี่ท้อง เงินที่หามาได้ก็ใช้เลี้ยงพวกเอ็งทั้งนั้น” เงินที่หามาได้ห้าร้อยใช้ไม่ถึงสามวันก็หมดแล้ว เพราะเธอต้องดูแลคนในครอบครัวถึงสิบคนเลยทีเดียว

“แม่ก็บอกไอ้มากับผัวมันไปรับจ้างด้วยสิ ไม่ใช่มายืนด่าผมกับเมียอยู่แบบนี้” พูดจบก็ทำท่าหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปอีกคน

มาลินีลูกสาวคนเล็กได้ยินพี่ชายเอ่ยชื่อตนจึงเดินเข้ามาถาม “มีอะไรกันเหรอแม่”

“ไม่มีอะไร พรุ่งนี้เอ็งกับผัวไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วย” พูดแล้วก็เดินไปอาบน้ำ เพราะตอนนี้เธอรู้สึกร้อนเหลือเกิน ไม่ใช่เป็นเพราะอากาศร้อนแต่เป็นเพราะร้อนเงินต่างหาก

มาลินีได้แต่ยืนงง แค่เดินมาถามแค่นี้ก็ถูกบังคับให้ไปเกี่ยวข้าวเสียแล้ว รู้อย่างนี้ไม่เดินเข้ามาดีกว่า

คราแรกชาญชัยวางแผนไว้ว่าเกี่ยวข้าวเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็เสร็จ จากนั้นเขาจะเข้าตลาดไปขายข้าวแล้วพาภรรยาไปหาหมอ แต่พอเกี่ยวข้าวครบเจ็ดวันแล้วข้าวก็ยังเหลืออยู่อีกมาก จินดาจึงมาขอร้องเขากับลูกชายให้ไปช่วยเกี่ยวข้าวจนกว่าจะแล้วเสร็จ เพราะเธอบอกว่าเขากับลูกเกี่ยวข้าวเร็วและทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย วางข้าวเสมอกันทำให้ง่ายต่อการมัด เกี่ยวข้าวครบทุกรวง ข้าวรวงไหนร่วงหล่นลงบนพื้นดินก็เก็บมารวมใส่มัดไว้ให้ ซึ่งต่างจากคนงานคนอื่น ๆ ที่สักแต่ทำเท่านั้น จินดาจึงอยากให้ชาญชัยกับลูกไปช่วย เขาจึงกัดฟันช่วยจนถึงนาทีสุดท้าย

นาแปลงนั้นใช้เวลาเก็บเกี่ยวถึงสิบวัน และเขากับลูกชายก็ได้เงินจากการรับจ้างครั้งนี้เกือบสี่พันบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินค่อนข้างมากเลยทีเดียว

วันถัดมาหลังจากเกี่ยวข้าวของจินดาเสร็จ ชาญชัยก็ขออนุญาตภรรยาเข้าไปในตลาด พูดเหมือนอยู่ไกลแต่นั่งรถโดยสารประจำทางไปไม่ถึงสามกิโลเมตรด้วยซ้ำ โดยเขาให้เหตุผลว่าจะไปซื้อข้าวสาร เพราะนาที่ภรรยาให้คนอื่นทำตอนนี้ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ

อัจฉราไม่ได้ว่าอะไร แถมยังยื่นเงินให้สามีอีกสองพันบาท ชาญชัยไม่ได้ปฏิเสธเพราะเขาไม่มีเงินติดตัวสักบาท เพราะเงินค่าเกี่ยวข้าวจินดายังไม่ได้จ่าย อาจจะเป็นเย็นนี้หรือช้าสุดก็ไม่น่าจะเกินพรุ่งนี้เช้า

อาบน้ำเสร็จแล้วจึงหยิบกล่องใส่รองเท้าผ้าใบคู่โปรดของเจ้าของร่างเดิมออกมาจากข้างตู้เสื้อผ้าในห้องนอน จากนั้นเดินออกมาสวมที่หน้าบ้าน ก่อนสวมเขายังยกรองเท้าเคาะกับพื้นเพราะรู้สึกว่าด้านในรองเท้าข้างหนึ่งเหมือนมีอะไรอยู่ในนั้น และแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อมีถุงผ้าขนาดเท่าผ่ามือหลุดออกมาจากรองเท้า

มือใหญ่คลี่ถุงผ้าออกดูด้วยความสงสัย และเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อในนั้นมีเงินที่ใช้หนังยางรัดอยู่หนึ่งปึก ซึ่งเป็นธนบัตรหนึ่งพันบาททั้งหมด ลักษณะโค้งงอตามรูปของปลายรองเท้า นับดูแล้วเป็นเงินสองหมื่นห้าพันบาท เจ้าของร่างใหญ่นั่งตรองดูอยู่ครู่หนึ่งจึงจดจำได้ว่าเจ้าของร่างนี้แอบเก็บเงินไว้ตั้งแต่อาศัยอยู่บ้านปู่กับย่า กว่าเขาจะเก็บเงินได้มากขนาดนี้ต้องใช้เวลาเกือบสิบปี เพราะต้องซ่อนเงินเหล่านี้ไม่ให้ทุกคนในบ้านเห็น ไม่ว่าจะเป็นปู่กับย่า อาผู้หญิงกับอาเขย หรือแม้แต่ลูกอาทั้งสองก็ยังคอยจ้องแอบขโมยเงินของเขาทั้งนั้น

ชาญชัยกล่าวขอบคุณเจ้าของร่างเดิมในใจที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ใบหน้าคมคายผุดรอยยิ้มขึ้นมา เขามีเงินพาภรรยาไปหาหมอโดยไม่ต้องหาข้ออ้างแล้ว เช่นนั้นก็ทำให้เงินก้อนนี้มากขึ้นอีกสักหน่อยเถิด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel