ตอนที่ 5 สั่งสอนคนพาล
ตอนที่ 5 สั่งสอนคนพาล
แสงแดดสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดมิดเริ่มโรยตัวปกคลุมจวนที่รกร้าง แต่ภายในห้องครัวท้ายเรือนหลัก กลับมีแสงไฟวับแวมจากเตาฟืน นางลงมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว ยกหม้อดินเผามาตั้งบนเตาใส่น้ำวิเศษและผักที่หั่นลงไป
ขั้นตอนสำคัญอยู่ที่ไข่เป็ดหากเป็นไข่เป็ดธรรมดานางคงกังวลเรื่องกลิ่นคาว แต่นี่เป็นไข่จากมิติทำให้นางไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น หว่านหนิงตอกไข่ลงในถ้วยบิ่นๆ ไข่แดงของมันมีสีส้มจัดจนเกือบแดง นางตีไข่จนฟูเล็กน้อยแล้วเทลงในน้ำแกงผักกาดขาวที่กำลังเดือดพล่าน กลิ่นหอมละมุนของไข่สดและผักที่เต็มไปด้วยปราณพลังวิญญาณโชยฟุ้งไปทั่วห้องครัวที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ
เมื่ออาหารสุกแล้ว หว่านหนิงก็ตักใส่ชามดินเผา นางเดินประคองถาดอหารอย่างระมัดระวังกลับไปที่ห้องนอนของเซี่ยจื่อรุ่ย
ภายในห้องนอนยามนี้เงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียง เซี่ยจื่อรุ่ยลืมตาขึ้นเมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมา เขาขยับตัวเล็กน้อย แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ที่หว่านหนิงจุดไว้ทำให้เขาเห็นเงาร่างผอมบางของนางเดินเข้ามาใกล้
“เจ้าหายไปไหนมา...” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ไม่ได้แหบพร่าเหมือนเมื่อเช้า
“ข้าไปเตรียมอาหารเย็นมา และก็จัดการทำความสะอาดรอบจวนนิดหน่อย” หว่านหนิงวางถาดอาหารลงที่โต๊ะข้างเตียง “ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? เจ็บตรงไหนไหม?”
เซี่ยจื่อรุ่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับนิ้วมือ “ข้ารู้สึก...ดีขึ้นมากแล้ว” เขามองสตรีตรงหน้าที่ตอนนี้ตามตัวมีคราบฝุ่นและเขม่าไฟ แต่ดวงตาของนางกลับสดใสยิ่งกว่าดวงดาวข้างนอกนั่นเสียอีก
“ข้าทำแกงจืดผักกาดขาวใส่ไข่มาให้” หว่านหนิงพยุงร่างของเขาให้ลุกขึ้นนั่งพิงหมอน
เซี่ยจื่อรุ่ยมองดูชามอาหารตรงหน้าด้วยความฉงน “ไข่เป็ด? เจ้าไปเอามาจากไหน?”
เขารู้ดีว่าจวนหลังนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เหลืออยู่นอกจากมดและแมลง แม้แต่พวกทหารที่เฝ้าประตูยังแทบจะไม่ได้กินไข่ แล้วสตรีที่ไม่มีแม้แต่เงินติดตัวอย่างนางจะไปหาไข่เป็ดมาจากที่ไหน
“เมื่อครู่ข้าไปเดินสำรวจป่าด้านหลังจวนมา เจอแม่เป็ดป่าตัวหนึ่งมันมาไข่ทิ้งไว้ในพงหญ้า ช่างเป็นโชคดีของพวกเราจริงๆ”
เซี่ยจื่อรุ่ยขมวดคิ้วจ้องมองดวงตากลมโตของนาง ราวกับพยายามจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่
“เป็ดป่า?” เซี่ยจื่อรุ่ยทวนคำเบาๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาอยู่จวนนี้มาเป็นเดือน เห็นแต่หนูและแมลงสาบ ไม่เคยเห็นเป็ดแม้แต่ตัวเดียว
“ท่านจะสงสัยไปไย เรื่องผักเรื่องไข่แค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนโชคดีอย่างข้า... ท่านไม่เคยได้ยินคำนี้รึ?...ว่าคนเราถ้าขยันอยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย” หว่านหนิงรีบตัดบทด้วยการตักน้ำแกงขึ้นมาเป่าเบาๆ
“ทานตอนร้อนๆ มันจะช่วยให้ท่านมีแรงขึ้น”
เซี่ยจื่อรุ่ยจำใจอ้าปากรับอาหารคำแรก ความนุ่มนวลของไข่เป็ดที่สุกกำลังดีผสานกับความหวานฉ่ำของผักกาดขาวทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับพลังงานบางอย่างไหลซึมเข้าสู่ร่างกายทันที รสชาติของมันไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่มันมีความรู้สึกที่ประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เขาเริ่มทานคำต่อๆ ไปด้วยความรวดเร็วขึ้น จนกระทั่งหมดชามในเวลาอันสั้น
หว่านหนิงมองดูเขาด้วยความพอใจ ก่อนจะถอยออกมาที่ห้องโถงกลาง นางหยิบเสื่อกกผืนเก่าที่เจ้าของร่างเดิมเคยใช้นอนมาปูที่กลางห้องโถง แม้อากาศกลางคืนที่นี่จะหนาวเย็นไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนตอนกลางวัน แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันทำให้นางหลับไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันต่อมา หว่านหนิงตื่นขึ้นพร้อมกับความตั้งใจใหม่ นางเดินไปดูอาการของเซี่ยจื่อรุ่ยก่อนเป็นอันดับแรก ชายหนุ่มยังคงหลับอยู่ แต่ใบหน้าของเขาดูดีกว่าเมื่อวานมาก แผลกดทับที่เคยอักเสบแดงเริ่มหายแล้ว
“น้ำวิเศษจากมิตินี่ดีจริงๆ” นางยิ้มกับตัวเองก่อนจะเดินไปที่ห้องครัว
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เริ่มก่อไฟ เสียงตะโกนเรียกของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูจวน
“เฮ้ย! คนข้างในตายไปแล้วหรือยังวะ? ถ้ายังไม่ตายก็ออกมารับอาหารซะ!”
หว่านหนิงก้าวเดินออกจากห้องครัวมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ที่ผุพังจนแทบจะหลุดจากบานพับ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู แสงแดดยามเช้าก็สาดส่องกระทบใบหน้ามอมแมมของนาง ทหารยามสามสี่คนในชุดเกราะที่สวมใส่อย่างลวกๆ กำลังยืนจับกลุ่มหัวเราะเยาะเย้ย คนที่ยืนอยู่หน้าสุดคือจางตงทหารเลวที่มีหน้าที่ส่งอาหาร เขาถือตะกร้าหวายเก่าๆ มาให้นาง
“อ้าว... ยังไม่ตายหรอกรึ?” จางตงแค่นยิ้ม ถ่มน้ำลายลงพื้นพลางมองสำรวจหว่านหนิงตั้งแต่หัวจรดเท้า “ข้านึกว่าพระชายาคนงามจะตรอมใจตายเสียแล้ว เห็นเงียบเชียบไปหลายวัน”
หว่านหนิงมองตะกร้าในมือเขา ภายในนั้นมีเพียงหมั่นโถวแห้งๆ ที่มีรอยเชื้อราสีดำขึ้นประปรายกับน้ำแกงใสๆ ที่มีแต่ผักเหี่ยวๆ อยู่เต็มถ้วย
“นี่น่ะหรืออาหารที่เจ้าเอามาให้ท่านอ๋อง?...พวกเจ้าเป็นทหารกินเงินเดือนหลวง มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของท่านอ๋อง แต่กลับเอาของแบบนี้มาให้ นี่คือการหมิ่นพระเกียรติเชื้อพระวงศ์ มีโทษถึงตายนะรู้ไหม?”
จางตงชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทางข่มขวัญของนาง แต่แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “พระเกียรติ? เชื้อพระวงศ์? ฮ่า ๆๆ! นังหนู เจ้าลืมไปหรือเปล่าว่าที่นี่คือชายแดน ใครจะมาสนใจว่าอ๋องขาพิการอย่างเขาจะกินข้าวหรือกินรำ? แม้แต่เจ้าเอง... ถ้าข้าอยากจะทำอะไรเจ้า ใครจะมาช่วย?”
มันก้าวเข้ามาหาหว่านหนิงด้วยท่าทางคุกคาม มือสากของมันหมายจะเอื้อมมาจับใบหน้าของนาง
“ถอยไป” หว่านหนิงเอ่ยเสียงเรียบ
“ถ้าไม่ถอยล่ะจะทำไม...”
ผัวะ!
“โอ๊ยยยย!”
เสียงร้องโหยหวนของจางตงดังลั่น เพื่อนทหารอีกสามคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ภาพที่เห็นคือร่างหนาเตอะของจางตงถูกเหวี่ยงลอยละลิ่วข้ามไหล่บางๆ ของหว่านหนิงไป ก่อนจะกระแทกพื้นดินแข็งๆ ดัง อั่ก! จนฝุ่นตลบ
หว่านหนิงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สายตาที่เคยดูนิ่งสงบกลับวาวโรจน์ไปด้วยโทสะ ในโลกก่อน นอกจากจะเป็นเจ้าของร้านอาหารสุขภาพแล้ว นาวยังเป็นถึงนักกีฬาเทควันโดสายดำที่เคยกวาดรางวัลมาแล้วหลายเวที ต่อให้ร่างกายเล็กกว่า แต่ถ้าใช้แรงเหวี่ยงและจุดศูนย์ถ่วงให้เป็นก็ล้มยักษ์ได้ แม้ร่างของซ่งหว่านหนิงจะบอบบางและขาดสารอาหารมานาน แต่ด้วยผลของน้ำวิเศษจากระบบที่นางดื่มเข้าไปเมื่อเช้านี้ตอนตื่นนอน ทำให้พละกำลังของนางฟื้นฟูกลับมา
“นังแพศยา! เจ้ากล้าทำร้ายข้า!” จางตงพยุงตัวลุกขึ้นด้วยความโกรธแค้น ใบหน้าของมันแดงก่ำด้วยความอับอายต่อหน้าลูกน้อง มันชักดาบที่เหน็บอยู่ที่ข้างเอวออกมา แสงแดดสะท้อนคมดาบวับวาวดูน่ากลัว
“พี่จางตง! ตบปากสั่งสอนมันเลย!” ทหารอีกคนตะโกนยุยง
จางตงคำรามลั่น พุ่งเข้าใส่หว่านหนิงหมายจะใช้ด้ามดาบกระแทกใบหน้าของนางให้เสียโฉม แต่นางกลับไม่ถอยหนี หว่านหนิงย่อตัวลงต่ำหลบการโจมตีของศัตรู ก่อนจะหมุนตัวเตะเข้าที่ข้อพับเข่าของมันอย่างแรง
ปึก!
“อ้ากกก!” เข่าของจางตงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง ดาบในมือหลุดกระเด็นไปไกล หว่านหนิงไม่ปล่อยให้มันได้ตั้งตัวอีก นางใช้มัดกระแทกเข้าที่ปลายคางของมันทันที
ตุ้บ!
คราวนี้จางตงกระอักเลือดออกมาคำโต มันนอนนิ่งตาเหลือกค้าง
“พวกเจ้าที่เหลือ... อยากจะลองด้วยไหม?” หว่านหนิงหันไปมองทหารอีกสองคนที่ยืนสั่นพั่บๆ อยู่ด้านหลัง พวกมันเห็นหัวหน้าหน่วยของตนถูกสตรีตัวเล็กๆ จัดการหมอบในไม่กี่กระบวนท่า ก็ขวัญหนีดีฝ่อทิ้งหัวหน้าวิ่งหนีเตลิดไปในทันที
หว่านหนิงถอนหายใจยาว นางพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แม้จะชนะมาได้ แต่นางรู้ดีว่าร่างกายนี้ยังอ่อนแอเกินไป หลังจากใช้พละกำลังออกไปครู่เดียวนางก็เริ่มรู้สึกสั่นที่ปลายนิ้ว
“หึ... เจ้าพวกขยะ!” นางมองจางตงที่ยังนอนร้องครวญคางอยู่บนพื้นดินด้วยแววตาสมเพช ก่อนจะเตะตะกร้าอาหารนั้นไปทางมัน “เอาของพวกนี้กลับไป แล้วบอกหัวหน้าของเจ้าด้วย... ว่าต่อไปนี้อย่าเอาอาหารเช่นนี้มาให้ท่านอ๋องอีก”
จางตงที่ตอนนี้ความโอหังหายไปจนหมดสิ้น พยายามกระเสือกกระสนลุกขึ้นคว้าตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปอย่างทุลักทุเลโดยไม่หันกลับมามองหว่านหนิงอีกเลย
