บทที่ 4: เสน่ห์ปลายจวักและความสะอาด
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาอย่างไม่ปรานีปราศรัย ความร้อนระอุของฤดูแล้งทำให้พื้นดินแตกระแหงเป็นรอยแยกกว้าง ต้นหญ้าข้างทางแห้งกรอบเป็นสีฟางข้าว บรรยากาศในหมู่บ้านซิงหัวเงียบเหงาวังเวง ชาวบ้านส่วนใหญ่ออกไปทำงานในนารวมเพื่อแลกแต้มค่าแรง แม้จะรู้ดีว่าผลผลิตปีนี้คงได้ไม่คุ้มเสีย
ในขณะที่ ลู่เฟิง แบกตะกร้าไม้ไผ่เดินกะเผลกหายเข้าไปในป่าเพื่อหาของป่าประทังชีวิต ซูเจิน ที่รับปากว่าจะดูแลบ้านก็ไม่ได้อยู่เฉย
เธอยืนเท้าสะเอวมองดูสภาพในห้องนอนของสมาชิกครอบครัวตระกูลลู่ด้วยความรู้สึก "รับไม่ได้" อย่างรุนแรง
กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นเหงื่อไคลโชยมาจากกองผ้าปูที่นอนสีเทาตุ่นๆ ที่เดิมทีน่าจะเป็นสีขาว และกองเสื้อผ้าเก่าๆ ที่หมกอยู่มุมห้อง
"พระเจ้าช่วย นี่มันแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชัดๆ" ซูเจินบ่นพึมพำกับตัวเอง "ขืนปล่อยไว้แบบนี้ สุขอนามัยแย่ขนาดนี้ ป่วยตายก่อนจะอดตายแน่นอน"
ด้วยนิสัยรักความสะอาดของคนยุคปัจจุบัน ซูเจินจึงตัดสินใจรื้อบ้านครั้งใหญ่
เธอขนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และเสื้อผ้าเน่าๆ ทั้งหมดออกมาที่ลานข้างบ่อน้ำ ถลกแขนเสื้อขึ้น และเริ่มลงมือซักขยี้อย่างเอาเป็นเอาตาย
"ซูเจิน! แกจะบ้ารึไง!" เสียงแม่หลิวตะโกนแว้ดมาจากระเบียงหน้าบ้าน เมื่อเห็นลูกสะใภ้กำลังตักน้ำจากบ่อมาใช้ "น้ำท่ามันหายาก แกจะเอามาผลาญซักผ้าพวกนี้ทำไม! แค่ตากแดดเอาไม้ฟาดฝุ่นออกก็ใช้ได้แล้ว!"
ซูเจินเงยหน้าขึ้น ปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา ส่งยิ้มใจดีสู้เสือกลับไป
"แม่จ๊ะ ผ้าพวกนี้หมักหมมมานาน มันเป็นที่อยู่ของไรฝุ่นกับเชื้อโรค ถ้าไม่ซักให้สะอาด ขาของลู่เฟิงอาจจะติดเชื้อหายช้า แล้วแม่เองก็จะคันตามตัวนอนไม่หลับนะจ๊ะ ฉันใช้น้ำไม่เปลืองหรอก น้ำซักผ้าพวกนี้เดี๋ยวฉันเอาไปรดแปลงผักสวนครัวต่อ ได้ประโยชน์สองต่อนะจ๊ะ"
คำว่า "ขาของลู่เฟิง" และ "รดแปลงผัก" ทำให้แม่หลิวชะงัก เธอทำปากขมุบขมิบ "เชอะ ข้ออ้างเยอะจริง อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่าให้เปลืองสบู่ล่ะ!"
ซูเจินลอบยิ้ม เธอแอบหยิบ 'สบู่หอม' ก้อนเล็กๆ ที่เพิ่งปลดล็อกได้จากระบบเมื่อวานออกมาถูผ้า กลิ่นหอมสดชื่นของดอกมะลิฟุ้งกระจายไปทั่วลานซักล้าง กลบกลิ่นเหงื่อไคลจนหมดสิ้น ผ้าที่เคยสีหมองคล้ำเมื่อผ่านการขยี้ด้วยมือและไม้ทุบผ้าอย่างชำนาญ ก็เริ่มกลับมาขาวสะอาดน่ามอง
หลังจากตากผ้าจนลานบ้านเต็มไปด้วยธงทิวแห่งความสะอาด ซูเจินก็หันมาจัดการกับกองเสื้อผ้าของ ลู่ชิง
เสื้อผ้าของเด็กสาววัยรุ่นมีแต่รอยปะชุนที่น่าเกลียด เสื้อตัวเก่งของลู่ชิงมีรอยขาดขนาดใหญ่ที่ข้อศอกและชายเสื้อรุ่ยร่าย ดูแล้วน่าเวทนา
"อาชิง มานี่หน่อยสิ" ซูเจินกวักมือเรียกน้องสามีที่กำลังนั่งเด็ดผักอยู่
"คะ? พี่สะใภ้?" ลู่ชิงเดินเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ซูเจินหยิบเข็มกับด้ายออกมา เธอไม่ได้แค่เย็บปิดรูขาดแบบลวกๆ เหมือนที่คนยุคนั้นทำกัน แต่เธอใช้เทคนิค 'การปักผ้า' เข้ามาช่วย
เธอตัดเศษผ้าสีเข้มเป็นรูปใบไม้เล็กๆ มาปะทับลงบนรอยขาดที่ข้อศอก แล้วเดินเส้นด้ายเป็นลายกิ่งไม้เลื้อยพันกันอย่างอ่อนช้อย เปลี่ยนรอยขาดที่น่าอายให้กลายเป็นลวดลายตกแต่งที่ดูเก๋ไก๋ทันสมัย ส่วนชายเสื้อที่รุ่ย เธอพับเก็บและกุ๊นขอบด้วยเศษผ้าลายดอกเล็กๆ ทำให้เสื้อตัวเก่าดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา
"เสร็จแล้ว! ลองใส่ดูสิ" ซูเจินยื่นเสื้อให้
ลู่ชิงรับเสื้อไปใส่ แล้วรีบวิ่งไปส่องเงาตัวเองในถังน้ำ ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างเป็นประกายวิบวับ
"โห สวยจังเลยค่ะพี่สะใภ้! รอยขาดหายไปแล้ว กลายเป็นรูปใบไม้แทน สวยกว่าเสื้อใหม่ในสหกรณ์อีก!" ลู่ชิงหมุนตัวไปมาด้วยความดีใจ แก้มตอบๆ ของเด็กสาวมีสีเลือดฝาดขึ้นมา
[ ติ๊ง! ] [ ลู่ชิง: -15% ➔ -5% ] [ ความไว้วางใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก! อีกนิดเดียวจะพ้นขีดอันตราย! ]
แม่หลิวที่นั่งสานตะกร้าอยู่แอบชำเลืองมอง แม้ปากจะไม่ได้เอ่ยชม แต่สายตาที่มองลูกสะใภ้ก็ลดความแข็งกร้าวลงไปหลายส่วน 'นังสะใภ้นี่ งานบ้านงานเรือนก็ไม่เลวแฮะ ผิดกับเมื่อก่อนลิบลับ'
ตะวันคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง บรรยากาศยามเย็นกลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อ ลู่เฟิง เดินโซซัดโซเซกลับมาถึงบ้าน
สภาพของชายหนุ่มดูเหนื่อยล้าอ่อนแรง เสื้อทหารชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ขาที่เจ็บดูจะบวมขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่น่าหนักใจที่สุดคือ ตะกร้าไม้ไผ่ บนหลังของเขา
"ได้อะไรมาบ้างล่ะลูกชาย?" แม่หลิวรีบวางมือจากงานแล้วเดินเข้าไปหาลูกชาย
ลู่เฟิงวางตะกร้าลงบนแคร่ไม้ไผ่อย่างหมดแรง เขาเม้มปากแน่นก่อนจะตอบเสียงแหบพร่า "บนเขาแล้งมากแม่ ผักป่าแห้งตายหมด สัตว์ป่าก็ไม่มีสักตัว ผมขุดมาได้แค่นี้"
ในตะกร้ามีหัวพืชสีน้ำตาลรูปร่างยาวรี ผิวขรุขระเปื้อนดินโคลน กองอยู่ประมาณ 4-5 หัว
ทันทีที่แม่หลิวเห็นของสิ่งนั้น เธอก็ผงะถอยหลัง ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
"ตายแล้ว! นี่มัน 'มันสำปะหลังป่า' (มันไม้) นี่นา! แกขุดมันมาทำไม! แกลืมไปแล้วรึว่าผู้เฒ่าจางท้ายหมู่บ้านเคยขุดมากินแล้วชักตาตั้ง น้ำลายฟูมปากตายคาที่! นี่มันของพิษนะ!"
ลู่ชิงได้ยินคำว่า 'ตาย' ก็หน้าซีด ตัวสั่นหลบหลังแม่
ลู่เฟิงกำหมัดแน่น ก้มหน้าลงด้วยความเจ็บปวด "ผมรู้แม่ แต่ผมหาอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ ถ้าไม่กินไอ้นี่ พรุ่งนี้เราก็ไม่มีอะไรจะกินแล้ว เราจะอดตายกันหมด!"
ความเงียบอันน่าสลดหดหู่เข้าปกคลุมบ้านตระกูลลู่ ความจนตรอกบีบคั้นจนคนต้องยอมเสี่ยงตายกินของพิษ
"ใครบอกว่ามันกินไม่ได้?"
เสียงใสๆ ดังแทรกความเงียบขึ้นมา ทุกคนหันขวับไปมอง ซูเจิน ที่เดินออกมาจากครัว เธอมองหัวมันในตะกร้าด้วยสายตาเป็นประกาย ราวกับเห็นทองคำ
"นังสะใภ้! เอ็งอยากตายรึไง!" แม่หลิวตวาด "นั่นมันรากไม้ปีศาจ กินแล้วลิ้นชา คอแข็ง ตายทรมาน!"
ซูเจินเดินเข้าไปหยิบหัวมันขึ้นมาพิจารณา นี่คือมันสำปะหลังพันธุ์พื้นเมืองที่มีกรดไซยาไนด์สูงจริงตามที่ชาวบ้านกลัว แต่สำหรับคนยุคปัจจุบัน การจัดการกับมันเป็นเรื่องกล้วยๆ
"มันกินได้จ้ะแม่ แต่ต้องรู้วิธีทำ" ซูเจินพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ที่คนตายเพราะเขากินดิบ หรือต้มไม่สุก พิษมันอยู่ที่เปลือกกับยาง ถ้ากำจัดถูกวิธี มันคืออาหารชั้นเลิศเลยนะ"
"แกจะอวดรู้ไปถึงไหน!" แม่หลิวทำท่าจะไม่ยอม
"เชื่อฉันเถอะจ้ะ" ซูเจินสบตาลู่เฟิง "คุณอุตส่าห์แบกมันลงมาจากเขาด้วยความลำบาก จะให้ทิ้งไปเปล่าๆ เหรอ? ให้ฉันลองทำเถอะ ถ้าฉันทำเสร็จแล้ว ฉันจะกินให้ดูคนแรก ถ้าฉันไม่ตาย พวกคุณค่อยกิน ตกลงไหม?"
แววตาเด็ดเดี่ยวของซูเจินทำให้ลู่เฟิงนิ่งอึ้ง เขาพยักหน้าช้าๆ "เอาสิ ลองดู"
ซูเจินยิ้มกริ่ม ขนหัวมันเข้าครัวทันที
เธอจัดการล้างดินโคลนออกจนเกลี้ยง ใช้มีดปอกเปลือกหนาๆ ออกอย่างไม่เสียดาย เพื่อกำจัดไซยาไนด์ที่สะสมอยู่ใต้เปลือก จากนั้นนำเนื้อสีขาวนวลไปแช่น้ำทิ้งไว้สักพักเพื่อล้างยาง
"เสียดายไม่มีกะทิกับน้ำตาล งั้นทำเป็นของคาวก็แล้วกัน"
ซูเจินหั่นมันสำปะหลังเป็นท่อนๆ นำไปนึ่งจนสุกใส เนื้อแป้งที่สุกแล้วเปลี่ยนจากสีขาวขุ่นเป็นสีใสวาววับ ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว จากนั้นเธอตั้งกระทะ ใช้น้ำมันก้นขวดเพียงน้อยนิด เจียวกระเทียมกับพริกแห้ง ที่แอบหยิบยืมจากในมิติออกมา 2-3 เม็ดจนหอมฉุย แล้วนำมันนึ่งลงไปคลุกเคล้า ปรุงรสด้วยเกลือและซีอิ๊ว
กลิ่นหอมของ 'มันผัดพริกเกลือ' ลอยฟุ้งออกมาจากครัว มันหอมยั่วน้ำลายจนท้องของทุกคนร้องประท้วง
ซูเจินยกจานออกมา วางลงกลางโต๊ะ ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของสามคนแม่ลูก
"เอ้า ดูนะ"
ซูเจินคีบมันชิ้นใหญ่ที่สุด ใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ เธอเคี้ยวอย่างละเอียดแล้วกลืนลงคอ ทำหน้าฟินสุดๆ "อื้ม เหนียวนุ่ม หอมมัน อร่อยกว่าข้าวโพดตั้งเยอะ"
เธอนั่งรออยู่ 5 นาที เพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีอาการน้ำลายฟูมปาก
"พี่สะใภ้ ไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?" ลู่ชิงถามเสียงอ่อย น้ำลายสอเต็มปาก
"กินสิ อาชิง" ซูเจินคีบใส่ถ้วยให้น้องสาว
ความหิวชนะทุกสิ่ง ลู่ชิงคีบเข้าปาก ดวงตาเบิกกว้าง "อร่อย! แม่จ๋า พี่ใหญ่! มันกินได้จริงๆ ด้วย! อร่อยเหมือนเนื้อเลย!"
เมื่อเห็นน้องสาวกินได้ ลู่เฟิงและแม่หลิวจึงเริ่มลงมือบ้าง รสชาติเหนียวหนึบของแป้งมันสำปะหลัง ผสมกับรสเค็มเผ็ดของพริกเกลือ ช่วยเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่ามาทั้งวันให้แน่นตึ้บ ความรู้สึกอิ่มท้องทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที
"ไม่น่าเชื่อ" แม่หลิวเคี้ยวตุ้ยๆ "ของที่คนว่ามีพิษ เธอกลับทำให้มันอร่อยขนาดนี้ได้ นับว่าเธอก็พอมีดีอยู่บ้าง"
[ ติ๊ง! ] [ แม่หลิว: -59% ➔ -55% ] [ คะแนนความพึงพอใจ: รอดตายจากความหิวโหย ]
มื้ออาหารจบลงด้วยความอิ่มหนำ ซูเจินอาสาล้างจาน เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อน
ค่ำคืนนั้น พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า สาดแสงสีนวลลงมากระทบผิวน้ำในบ่อ ซูเจินนั่งยองๆ ล้างจานอยู่ข้างบ่อน้ำ ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่งทำให้เธอรู้สึกหนาวสะท้าน แต่ในใจกลับอบอุ่นที่วันนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เธอฮัมเพลงเบาๆ เพลงป๊อปจากยุค 2024 ที่เธอชอบฟัง เพื่อผ่อนคลายอารมณ์
"เพลงแปลกดีนี่ ไม่เคยได้ยินมาก่อน"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซูเจินสะดุ้งสุดตัว เกือบทำจานหลุดมือ
เธอหันขวับไปมอง เห็นลู่เฟิงยืนพิงเสาเรือนอยู่ เงาร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงจันทร์ ทำให้ใบหน้าซีกหนึ่งตกอยู่ในความมืด ดูลึกลับและน่าเกรงขาม
"คุณมาเงียบๆ ทำเอาฉันตกใจหมด" ซูเจินเอามือทาบอก
ลู่เฟิงไม่ยิ้ม เขาเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงไม้ค้ำยันกระทบพื้นดินดัง ตึก ตึก ฟังดูเหมือนเสียงนับถอยหลังระเบิดเวลา
เขามาหยุดยืนอยู่ข้างเธอ มองลงมาด้วยสายตาคมกริบที่ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ
"ซักผ้าจนขาวสะอาด เย็บปักถักร้อยเก่งกาจ รู้จักแยกแยะพืชมีพิษ ทำอาหารเป็นเลิศ แถมยังเก่งคำนวณยิ่งกว่าครู"
ลู่เฟิงไล่เรียงสิ่งที่เธอทำมาตลอดสองวันนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่แฝงความกดดันมหาศาล
"ซูเจินที่ผมรู้จัก ไม่เคยหยิบจับงานบ้าน เกลียดความสกปรกแต่ไม่เคยซักผ้าเอง อ่านหนังสือไม่ออก บวกเลขไม่เป็น และที่สำคัญ เธอไม่เคยมองคนในครอบครัวผมด้วยสายตาแบบที่คุณมอง"
ซูเจินหัวใจเต้นแรงราวกับกลองรัว เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "คนเรามันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิคะ หลังจากเฉียดตาย ฉันก็แค่"
"การเฉียดตายอาจทำให้คนเปลี่ยนนิสัย" ลู่เฟิงพูดแทรกขึ้นมาทันที เขาโน้มตัวลงมา ใบหน้าของเขาห่างจากเธอเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินที่แก้ม "แต่การเฉียดตาย ไม่ได้ทำให้คนมีความรู้ที่ตัวเองไม่เคยเรียนมาก่อนได้"
ซูเจินตัวแข็งทื่อ พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
มือหนาหยาบกร้านของนายทหารหนุ่มเอื้อมมาจับที่ข้อมือของซูเจินเบาๆ แต่แน่นหนา ราวกับคีมเหล็ก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ความระแวง และความค้นหาความจริง
"บอกความจริงผมมา"
เสียงของเขากระซิบแผ่วเบาแต่ดังก้องกังวานในความเงียบยามค่ำคืน
"คุณ เป็นใครกันแน่?"
สายลมพัดวูบ เทียนในตะเกียงวูบไหว ซูเจินสบตากับสามีผู้ฉลาดเป็นกรดผู้นี้ รู้ดีว่าข้ออ้างตื้นๆ คงใช้ไม่ได้ผลกับเขาอีกต่อไป
