ทะลุมิติไปยุค 70 ภารกิจง้อสามีแลกสินค้าในมิติ

89.0K · จบแล้ว
อิ๋นเยว่
33
บท
892
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ทะลุมิติไปยุค 70 พร้อมห้างสรรพสินค้าส่วนตัว! เปลี่ยนสามีขาเป๋ให้เป็นท่านนายพลผู้คลั่งรัก! "ซูเจิน" สาวเก่งยุค 2025 ตื่นขึ้นมาอีกทีในร่างหญิงสาวชาวนาปี 1975 ที่ใครๆ ก็รังเกียจ แถมยังมีสามีเป็นทหารขาพิการอนาคตดับวูบ! แต่สวรรค์ยังเมตตา มอบ "มิติห้างสรรพสินค้า" ติดตัวมาด้วย! ขาดอาหารเหรอ? ในห้างมีเพียบ! ขาเจ็บเหรอ? ยาปฏิชีวนะและเวชภัณฑ์จากอนาคตช่วยได้! เงินไม่มี? ซาลาเปาทอดน้ำสูตรเด็ดและสกิลแปลภาษาขั้นเทพจะกอบโกยเงินหยวนให้ดู! จากสะใภ้บ้านดินที่ถูกดูแคลน สู่เจ้าแม่ธุรกิจหมื่นล้านในเมืองหลวง ภารกิจปั้นสามีให้เป็น "ท่านนายพล" และกำจัดตัวร้ายด้วยสมองและเงินตราจึงเริ่มขึ้น! "ใครหน้าไหนกล้ามารังแกผัวฉัน... เตรียมตัวเจอดี!"

ข้ามมิตินิยายย้อนยุคพิการระบบยุค70ฟินๆ

บทนำ: วิวาห์เลือดและรอยร้าวที่ไม่อาจประสาน

สายลมหวีดหวิวในยามค่ำคืนพัดกระโชกแรงจนหน้าต่างไม้ผุพังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผี บรรยากาศภายในห้องหอที่ควรจะอบอวลไปด้วยความชื่นมื่นกลับหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งในฤดูเหมันต์

บนผนังดินสีทึมทึบมีกระดาษตัดสีแดงรูปอักษร 'ซวงสี่' (มงคลคู่) แปะอยู่อย่างลวกๆ สีแดงสดของมันดูขัดตาอย่างประหลาดเมื่อเทียบกับความทรุดโทรมของข้าวของเครื่องใช้ในห้อง แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบวาบ สาดส่องให้เห็นเงาร่างของคนสองคนที่นั่งอยู่คนละมุมห้อง

ลู่เฟิง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดทหารสีเขียวมะกอกที่เริ่มซีดจาง นั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงเตา ใบหน้าคมคายที่เคยฉายแววองอาจบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเจ็บปวด ดวงตาคมกริบมองดูขาซ้ายของตนเองที่พันด้วยผ้าพันแผลหยาบๆ ขาที่เคยพาเขาก้าวข้ามสมรภูมิรบเพื่อปกป้องประเทศชาติ บัดนี้กลับกลายเป็นเครื่องตอกย้ำความไร้ค่า เมื่อเขาถูกส่งตัวกลับบ้านพร้อมกับคำสั่ง ‘พักราชการชั่วคราว’ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปลดประจำการกลายๆ

เขากำหมัดแน่น ก่อนจะคลายออกอย่างเชื่องช้า ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบซองกระดาษสีน้ำตาลที่ยับย่นออกมา

“นี่คือเงินก้อนสุดท้าย”

เสียงทุ้มต่ำของเขาแหบพร่า เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “เงินชดเชยอาการบาดเจ็บ กับเงินเก็บทั้งหมดที่ผมมี เจ็ดร้อยหยวน”

ที่อีกมุมหนึ่งของห้อง หญิงสาวรูปร่างบอบบางในชุดเจ้าสาวสีแดงเก่าๆ ที่ดูไม่พอดีตัวหันขวับกลับมาทันที ดวงตาของ 'ซูเจิน' (เจ้าของร่างเดิม) เป็นประกายวาววับเมื่อได้ยินจำนวนเงิน เธอแทบจะกระโจนเข้าหาเขา ไม่ใช่ด้วยความรักใคร่ แต่ด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด

“เจ็ดร้อยหยวน? ไหนเอามาดูซิ!”

เธอกระชากซองกระดาษไปจากมือเขาอย่างหยาบคาย นิ้วเรียวรีบนับธนบัตรด้วยความชำนาญ โดยไม่สนใจสีหน้าเจ็บปวดของชายหนุ่มตรงหน้าแม้แต่น้อย

“พอ.. พอใช้ได้” ซูเจินพึมพำ มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ “ถ้าอย่างนั้นข้อตกลงของเราถือเป็นอันสิ้นสุด พรุ่งนี้ฉันจะเอาเงินนี้ไป เอ้อ ไปจัดการธุระให้น้องชาย แล้วฉันจะหย่าให้คุณ”

ลู่เฟิงมองดูหญิงสาวที่ตนเองปักใจรักมาตั้งแต่เด็ก หญิงสาวที่เขาเฝ้าทะนุถนอมส่งเสียเงินทองมาให้ตลอดเวลาที่อยู่ในค่ายทหาร เขาไม่เคยคิดเลยว่า เนื้อแท้ของเธอจะโหดร้ายและเลือดเย็นได้ถึงเพียงนี้

“ซูเจิน” เขาเรียกชื่อเธอเสียงแผ่ว “แม่กับน้องสาวของผมล่ะ? เงินก้อนนี้ผมตั้งใจจะเก็บไว้รักษาแม่ แล้วก็น้องเล็ก”

“โอ๊ย! จะมาห่วงอะไรตอนนี้!” ซูเจินตวาดแว้ด เก็บเงินยัดใส่กระเป๋าเสื้อด้านในอย่างมิดชิด “แม่คุณก็แค่คนแก่ใกล้ตาย น้องสาวคุณก็แค่นังเด็กไร้ประโยชน์ คุณขาเป๋แบบนี้จะเลี้ยงพวกมันไหวเหรอ? สู้เอาเงินนี้ให้ฉันไปตั้งตัวใหม่ แล้วคุณก็ปล่อยฉันไปซะ ไม่ดีกว่าหรือไง!”

คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ ลู่เฟิงหลับตาลง ขบกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน

“ได้” เขาตอบรับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความรู้สึก “คุณไปเถอะ ไปให้พ้นหน้าผม”

ซูเจินไม่รอให้เขาพูดซ้ำ เธอรีบคว้าห่อผ้าที่เตรียมไว้ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกระแทกเท้าออกจากห้องหอไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองชายหนุ่มผู้เป็นสามีทางพฤตินัยแม้แต่หางตา ประตูห้องถูกกระชากเปิดและปิดลงอย่างแรง ทิ้งให้ลู่เฟิงจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดเพียงลำพัง

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูรั้วบ้านตระกูลลู่ ซูเจินก็รีบสาวเท้ากึ่งวิ่งฝ่าความมืดออกไปที่ท้ายหมู่บ้าน ลมหนาวพัดกรรโชกจนเสื้อผ้าบางๆ แนบไปกับลำตัว แต่ไฟแห่งความโลภทำให้เธอไม่รู้สึกหนาว

ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ท้ายหมู่บ้าน มีเงาตะคุ่มสองร่างยืนรออยู่

“อาเจิน! ทางนี้ๆ!” เสียงกระซิบกระซาบของหญิงวัยกลางคนดังขึ้น พร้อมกับร่างท้วมของ แม่เฒ่าซู ที่โผล่ออกมาจากเงามืด ข้างกายคือน้องชายตัวดี ซูเฉียง ที่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความหนาว

“แม่! อาเฉียง!” ซูเจินวิ่งเข้าไปหา หอบหายใจถี่

“ได้มาไหม? นังลูกกตัญญูของแม่ ได้เงินมาไหม?” แม่เฒ่าซูรีบคว้าไหล่ลูกสาว เขย่าตัวถามด้วยความร้อนรน

ซูเจินตบที่อกเสื้อตัวเองแรงๆ ยิ้มกว้าง “อยู่นี่จ้ะแม่! เจ็ดร้อยหยวน! ไอ้ขาเป๋นั่นมันโง่ยอมให้ฉันหมดเลย”

“เยี่ยม! เยี่ยมจริงๆ!” ซูเฉียงตาลุกวาว รีบแบมือขอ “พี่สาว เอามาให้ฉันสิ ฉันจะเอาไปนับ ฉันอยากเห็นเงิน!”

“อย่าเพิ่ง! รีบไปกันก่อน” ซูเจินปัดมือน้องชาย “รถบรรทุกที่จะเข้าเมืองนัดไว้ตอนตีสามที่ถนนใหญ่ ถ้าช้าเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแม้วินาทีเดียว บ้านตระกูลลู่นั่นทั้งเหม็นสาบ ทั้งจน ดินพอกหางหมูชัดๆ!”

“ใช่ๆ ไปกันเถอะ ไปเสวยสุขในเมืองกัน” แม่เฒ่าซูเร่งเร้า “ทิ้งไอ้ทหารพิการนั่นให้มันเน่าตายคาบ้านไปเลย ลูกสาวฉันสวยปานนี้ จะให้มาจมปลักอยู่ชนบทได้ยังไง”

ทั้งสามคนแม่ลูกรีบเร่งฝีเท้า เดินลัดเลาะไปตามคันนาที่ลื่นและเต็มไปด้วยโคลนตม มุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักที่ตัดผ่านตำบล ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงทุกที

โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า มีเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนกำลังเดินกะเผลกตามหลังมาห่างๆ

ลู่เฟิงกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่บาดแผล เขากลัวว่าซูเจินจะได้รับอันตรายกลางดึก จึงฝืนสังขารตามมาดูด้วยความเป็นห่วง แม้ใจจะสลายไปแล้ว แต่สัญชาตญาณของการปกป้องยังคงทำงาน

ทว่าภาพที่เขาเห็นและบทสนทนาที่แว่วมาตามลม กลับทำให้หัวใจเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม

“โง่จริงๆ ไอ้ลู่เฟิงนั่น” “เอาเงินมันมาให้หมด” “หนีไปให้ไกล”

ลู่เฟิงกำหมัดแน่น น้ำลูกผู้ชายไหลรินปนกับเม็ดฝน เขาหยุดยืนอยู่ตรงเนินดิน มองดูเงาร่างทั้งสามที่กำลังปีนขึ้นสู่ถนนใหญ่

ทันใดนั้น แสงไฟสาดจ้าจากหน้ารถบรรทุกคันใหญ่ก็สาดส่องทะลุความมืดเข้ามา พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามก้อง

ซูเจินที่กำลังรีบร้อนปีนขึ้นไปบนถนนไม่ทันระวัง เท้าของเธอลื่นไถลไปกับดินโคลนที่ลาดชัน ร่างของเธอถลาออกไปกลางถนนโดยไม่ทันตั้งตัว

“ระวัง!!!”

เสียงตะโกนของลู่เฟิงดังก้องแข่งกับเสียงแตรรถที่บีบยาวเหยียด

เอี๊ยดดดดดดดด! โครม!

เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงกระแทกที่ชวนให้ขนหัวลุก ร่างของซูเจินกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกพื้นถนนอย่างแรง กลิ้งไปหลายตลบก่อนจะแน่นิ่งไป เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาผสมกับน้ำฝนจนเจือจาง

“อาเจิน!!!” ลู่เฟิงตะโกนสุดเสียง ลืมความเจ็บปวดที่ขา รีบวิ่งตะเกียกตะกายขึ้นไปบนถนน

แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้เขาต้องหยุดชะงักด้วยความสะเทือนใจถึงขีดสุด

แทนที่แม่เฒ่าซูและซูเฉียงจะรีบเข้าไปดูอาการของซูเจิน พวกเขากลับพุ่งเข้าไปตะครุบ ‘ซองเงิน’ ที่กระเด็นหลุดออกมาจากเสื้อของซูเจินตกอยู่ข้างตัวเธอ

“เงิน! เงินของข้า!” แม่เฒ่าซูตะครุบซองเงินไว้แน่น มือสั่นเทา

“แม่! มันตายหรือยัง?” ซูเฉียงถามเสียงสั่น แต่ตายังจ้องที่เงิน

แม่เฒ่าซูใช้เท้าเขี่ยร่างที่นอนจมกองเลือดของลูกสาวตัวเองเบาๆ เห็นซูเจินยังหายใจรวยริน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดและร้องขอความช่วยเหลือ

“ช.. ช่วย.. แม่” ซูเจินพยายามยกมือขึ้น

แม่เฒ่าซูหน้าซีดเผือด หันไปมองแสงไฟรถบรรทุกที่จอดอยู่ไกลๆ และเห็นเงาคนขับกำลังวิ่งลงมา เธอตัดสินใจในเสี้ยววินาที

“ไป! รีบหนีเร็วเข้าอาเฉียง! ขืนอยู่ต้องโดนจับแน่ เงินก้อนนี้พอให้เราไปตั้งตัวได้ ทิ้งมันไว้นี่แหละ มันไม่รอดแล้ว!”

“แต่แม่”

“ไปสิวะ! เอ็งอยากติดคุกรึไง!”

สองแม่ลูกรีบกอดซองเงินแน่น แล้วพากันวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าข้าวโพดข้างทาง ทิ้งเลือดในอกให้นอนรอความตายอย่างเลือดเย็นที่สุด

ลู่เฟิงลากขาที่เจ็บเจียนตายเข้ามาถึงร่างของภรรยา เขาคุกเข่าลงบนพื้นถนนที่เปียกชุ่ม ประคองร่างที่โชกเลือดของเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน

“ซูเจิน ซูเจิน” เขาเรียกเธอเสียงสั่น

ซูเจิน (เจ้าของร่างเดิม) มองหน้าสามีที่ตนเองดูถูกเหยียดหยามมาตลอด น้ำตาแห่งความสำนึกเสียใจไหลออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ดวงตาของเธอจะค่อยๆ ปิดลง ลมหายใจแผ่วเบาขาดห้วงไปในที่สุด

ลู่เฟิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิด ปล่อยให้สายฝนชะล้างคราบเลือดและน้ำตา ความรักความผูกพันที่เคยมี บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าและความโกรธแค้นต่อชะตากรรม

‘ทำไม ทำไมคนดีถึงไม่ได้ดี ทำไมความรักของผมถึงถูกตอบแทนด้วยการทรยศเช่นนี้’

ในขณะที่สติของลู่เฟิงกำลังจะแตกสลาย และวิญญาณของซูเจินคนเดิมได้หลุดลอยไป

ห้วงมิติเวลาเกิดการบิดเบี้ยว วิญญาณของหญิงสาวอีกคนจากปี 2025 ผู้ซึ่งประสบอุบัติเหตุเช่นเดียวกัน กำลังถูกดึงดูดเข้ามาสวมรอยแทนที่ ภารกิจอันหนักอึ้งในการกอบกู้ซากปรักหักพังของชีวิตและหัวใจที่แหลกสลายของชายชาติทหารผู้นี้ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น