บท
ตั้งค่า

บทที่ 2: มื้ออาหารจากเศษวัตถุดิบ

ควันไฟสีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ปล่องควันเหนือหลังคาบ้านตระกูลลู่ เป็นสัญญาณแห่งชีวิตที่ห่างหายไปนานจากบ้านหลังนี้

ภายในห้องครัวที่คับแคบและมืดสลัว ซูเจิน กำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ยากตรงหน้า บนโต๊ะไม้เก่าคร่ำครึมีเพียงอ่างดินเผาใส่แป้งข้าวโพดสีเหลืองเข้มเนื้อหยาบกร้านราวกับทราย และตะกร้าไม้ไผ่ที่มีผักกาดขาวเหี่ยวเฉาจนใบเริ่มเหลืองวางอยู่สองสามหัว

ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ‘แป้งข้าวโพด’ ถือเป็นอาหารหลักของชาวบ้านร้านตลาด แต่มันไม่ใช่แป้งข้าวโพดบดละเอียดแบบในศตวรรษที่ 21 มันคือแป้งหยาบที่เวลากินเข้าไปจะรู้สึกสากลิ้นและระคายคอจนกลืนแทบไม่ลง เด็กๆ หลายคนร้องไห้งอแงไม่ยอมกินเพราะมันบาดคอ

"ของมีแค่นี้ แต่ก็ต้องทำให้กินได้ล่ะนะ"

ซูเจินถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นข้อมือขาวผ่องที่ดูบอบบางเกินกว่าจะทำงานหนัก แววตาของเธอเปลี่ยนจากความกังวลเป็นความมุ่งมั่นแบบมืออาชีพ

เธอตักน้ำใส่หม้อต้มจนเดือดพล่าน จากนั้นค่อยๆ รินน้ำเดือดลงไปในอ่างแป้งข้าวโพดทีละน้อย พลางใช้ตะเกียบคนอย่างรวดเร็ว

ซู่

ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของธัญพืช เทคนิคนี้เรียกว่า "ทั่งเมี่ยน" (การลวกแป้ง) น้ำเดือดจะทำให้แป้งสุกบางส่วนและเหนียวนุ่มขึ้น ลดความหยาบกระด้างของรสสัมผัสลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนและอุณหภูมิลดลงพอให้มือสัมผัสได้ ซูเจินก็เริ่มลงมือนวด สองมือของเธอขยับอย่างคล่องแคล่วและมีจังหวะจะโคน ราวกับกำลังร่ายรำอยู่บนกองแป้ง เธอใช้น้ำหนักจากฝ่ามือกดและนวดคลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนก้อนแป้งที่ร่วนซุยให้กลายเป็นเนื้อเนียนนุ่มยืดหยุ่น

"เสียดายไม่มีไข่ไก่ ถ้ามีสักฟองคงจะนุ่มกว่านี้" เธอบ่นพึมพำ ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงไหเครื่องปรุงที่มุมห้อง เธอเดินไปเปิดดูและพบสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทองในยุคนี้ 'กากหมูเจียว' ที่เหลืออยู่ก้นไหเพียงเล็กน้อย

ดวงตาของซูเจินเป็นประกาย เธอบดกากหมูจนละเอียดแล้วผสมลงไปในแป้ง เพิ่มความหอมมันและรสชาติที่กลมกล่อม จากนั้นแบ่งแป้งเป็นก้อนกลมๆ กดให้แบน แล้วนำลงไปนาบในกระทะเหล็กที่ทาน้ำมันบางๆ

ฉ่า

เสียงแป้งกระทบกระทะร้อนฉ่าดังเสนาะหู กลิ่นหอมของแป้งข้าวโพดผสมกากหมูเริ่มโชยตลบอบอวลไปทั่วห้องครัว ลอยผ่านหน้าต่างไม้ออกไปเตะจมูกคนที่เดินผ่านไปมา

ระหว่างรอแป้งสุก ซูเจินหันมาจัดการกับผักกาดขาวเหี่ยวๆ เธอเด็ดใบที่เน่าเสียทิ้งไปอย่างไม่เสียดาย นำส่วนที่เหลือไปแช่น้ำเย็นเพื่อคืนความสดชื่น จากนั้นหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

"ผักเหี่ยวต้องผัดไฟแรง ให้มันสะดุ้งไฟจะได้กรอบ"

เธอเร่งไฟในเตาจนลุกโชน เหยาะน้ำมันลงไปเล็กน้อย ใส่กระเทียมกลีบเล็กๆ ที่ค้นเจอลงไปเจียวจนหอมฉุย แล้วโยนผักกาดขาวลงไปผัดอย่างรวดเร็ว ปรุงรสด้วยเกลือและซีอิ๊วเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยจังหวะการผัดที่แม่นยำ ทำให้ผักกาดขาวธรรมดากลายเป็นเมนูที่ดูน่ารับประทาน สีเขียวสดตัดกับสีขาวนวล ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

ที่หน้าประตูห้องครัว ศีรษะเล็กๆ ของ ลู่ชิง โผล่ออกมาดูด้วยความอยากรู้ออยากเห็น เด็กสาวกลืนน้ำลายเอือกใหญ่เมื่อได้กลิ่นหอมที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนกลิ่นอาหารไหม้ๆ ดิบๆ ที่พี่สะใภ้คนเดิมเคยทำ

ซูเจินหันไปเห็นเข้าพอดี เธอยิ้มหวาน "อาชิง มาช่วยพี่ยกจานหน่อยสิ แป้งจี่เสร็จแล้วนะ"

ลู่ชิงสะดุ้งโหยง แต่ความหอมของอาหารมีอำนาจเหนือความกลัว เธอค่อยๆ เดินเข้ามาในครัว มองดูแผ่นแป้งสีเหลืองทองที่วางเรียงรายอยู่อย่างไม่อยากเชื่อสายตา

"พี่สะใภ้ นี่แป้งข้าวโพดจริงๆ เหรอคะ? ทำไมมันหอมจัง"

"ลองชิมดูสิ" ซูเจินบิดแผ่นแป้งชิ้นเล็กๆ ส่งเข้าปากน้องสาว

ลู่ชิงเคี้ยวตุ้ยๆ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ "อร่อย! อร่อยมากเลยค่ะ! ไม่บาดคอเลย หวานด้วย!"

ติ๊ง!

[ ลู่ชิง: -20% ➔ -15% ] [ คะแนนความประทับใจเพิ่มขึ้นจากทักษะ 'เสน่ห์ปลายจวัก' ]

ซูเจินลอบยิ้มในใจ 'เส้นทางสู่หัวใจคน เริ่มต้นที่กระเพาะอาหารจริงๆ ด้วย'

ในขณะที่บรรยากาศในครัวกำลังอบอุ่นขึ้น ที่หน้าประตูรั้วบ้านตระกูลลู่ ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดทหารสีเขียวเก่าซีดกำลังยืนนิ่งงัน

ลู่เฟิง ใช้ไม้ค้ำยันรักแร้พยุงร่างที่บาดเจ็บของตนเอง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

เขากลับมาจากไปรษณีย์ในตำบลเพื่อส่งโทรเลขแจ้งข่าวเรื่องการบาดเจ็บให้หน่วยงานทราบ ตลอดทางเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องกลับมาเจอสภาพบ้านที่พังพินาศ เสียงด่าทอของแม่ หรือไม่ก็ข้าวของที่ถูกรื้อค้นกระจุยกระจายฝีมือภรรยาตัวดีที่คงกำลังอาละวาดเพราะไม่ได้เงิน

แต่สิ่งที่รอต้อนรับเขาอยู่กลับเป็น กลิ่นหอม

กลิ่นอาหารที่หอมกรุ่นจนท้องไส้เขาปั่นป่วน ผสมผสานกับเสียงหัวเราะเบาๆ ของลู่ชิง น้องสาวขี้อายของเขา

"เกิดอะไรขึ้น?"

ลู่เฟิงกระชับไม้ค้ำยันในมือแน่น ก้าวเท้าเดินผ่านลานบ้านเข้าไปด้วยความระแวดระวัง ราวกับกำลังเดินเข้าสู่สมรภูมิรบที่มีกับดักวางอยู่

ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เขาต้องชะงัก

บนโต๊ะอาหารไม้เก่าๆ มีจานใส่อาหารวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ แผ่นแป้งจี่สีเหลืองทองซ้อนกันเป็นตั้ง ผัดผักกาดขาวควันฉุย และถ้วยน้ำแกงใสๆ

แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือหญิงสาวที่กำลังเดินออกมาจากครัว ซูเจิน

เธอไม่ได้แต่งหน้าหนาเตอะทาปากแดงแจ๋เหมือนทุกวัน ผมยาวที่เคยปล่อยสยายรุงรังถูกรวบขึ้นเป็นมวยต่ำปักด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย ใบหน้าขาวซีดไร้เครื่องสำอางกลับดูสะอาดสะอ้านและน่ามองกว่าเดิมหลายเท่า ที่สำคัญคือแววตา แววตาคู่นั้นไม่มีความจองหองอวดดีหลงเหลืออยู่เลย

ซูเจินที่กำลังยกหม้อน้ำแกงออกมา เงยหน้าขึ้นสบตาเข้ากับสามีที่ยืนขวางประตูอยู่พอดี

เปรี๊ยะ!

บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยรังสีความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม

ซูเจินมองเห็นตัวเลขสีแดงเข้มที่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะของเขา มันแดงฉานจนน่ากลัวยิ่งกว่าของแม่หลิวเสียอีก

[ ลู่เฟิง (สามี) ] [ ระดับความสัมพันธ์: -80% (เย็นชา/เกลียดชัง/หมดศรัทธา) ] [ คำเตือน: เป้าหมายอันตรายระดับสูงสุด ระวังคำพูดและการกระทำ ]

"คุณ.. กลับมาแล้วเหรอคะ" ซูเจินพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น เอ่ยทักทายออกไปก่อน

ลู่เฟิงไม่ตอบ เขาใช้สายตาคมกริบกวาดมองอาหารบนโต๊ะ แล้วเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าของเธอ แววตานั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและจับผิด

"นี่มันเรื่องอะไร?" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นชาบาดลึกไปถึงกระดูก "วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง คุณหนูซูถึงได้ลดตัวลงมาเข้าครัวทำกับข้าวให้คนบ้านนอกอย่างพวกเรากิน"

ถ้อยคำประชดประชันนั้นเจ็บแสบ แต่ซูเจินรู้ดีว่าร่างเดิมสมควรได้รับมัน เธอสูดหายใจลึก วางหม้อแกงลงบนโต๊ะอย่างเบามือ

"ฉันแค่เห็นว่าทุกคนเหนื่อย ก็เลยอยากช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง คุณไปล้างมือเถอะค่ะ จะได้มากินข้าว"

"แบ่งเบาภาระ?" ลู่เฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เขาเดินกะเผลกเข้ามาใกล้เธอ จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตา "หรือว่า วางแผนอะไรไว้อีก? เงินเจ็ดร้อยหยวนนั่นยังไม่พอใจใช่ไหม? หรืออยากจะวางยาให้พวกเราตายกันให้หมด จะได้หนีไปเสวยสุขได้สะดวกๆ?"

ลู่ชิงที่ยืนอยู่ข้างหลังพี่สะใภ้หน้าซีดเผือด ตัวสั่นด้วยความกลัวเมื่อเห็นพี่ชายโกรธ

ซูเจินรู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอหอย แต่เธอไม่หลบสายตา ไม่โต้เถียง และไม่แก้ตัวในสิ่งที่ร่างเดิมเคยคิดจะทำจริงๆ

"ถ้าฉันจะวางยา ฉันคงไม่ลงมือทำอาหารเองให้เหนื่อยหรอกค่ะ" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่หนักแน่น "และถ้าฉันจะหนี ฉันคงไม่อยู่รอให้คุณกลับมาด่าฉันถึงที่นี่ อาหารนี่ฉันทำจากใจ ถ้าคุณไม่กล้ากิน ก็ให้แม่กับอาชิงกินเถอะค่ะ พวกเขาหิวมากแล้ว"

พูดจบ เธอก็หันไปตักข้าวต้มใส่ถ้วยให้ลู่ชิง โดยไม่สนใจสายตาอำมหิตของสามีอีก

ลู่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นเธออาละวาด กรีดร้อง หรือบีบน้ำตาขอความเห็นใจเหมือนทุกครั้ง แต่ปฏิกิริยาที่นิ่งสงบและวาจาที่ฉะฉานนี้ มันไม่ใช่ซูเจินที่เขารู้จัก

"พี่ใหญ่" ลู่ชิงรวบรวมความกล้า ดึงชายเสื้อพี่ชายเบาๆ "กินข้าวเถอะจ้ะ อาหารที่พี่สะใภ้ทำหอมมากเลยนะจ๊ะ"

ลู่เฟิงมองหน้าน้องสาวที่ผอมแห้ง แล้วมองแผ่นแป้งข้าวโพดสีทองบนโต๊ะ ท้องของเขาร้องประท้วงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความหิวโหยและความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลทำให้ทิฐิในใจเริ่มสั่นคลอน

"ก็ได้" เขาพูดเสียงแข็ง "กินข้าว!"

ลู่เฟิงนั่งลงที่หัวโต๊ะ แม่หลิวเดินออกมาจากห้องนอนพอดี เธอมองลูกชายสลับกับลูกสะใภ้ แล้วนั่งลงเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร แต่สายตาก็อดเหลือบมองอาหารหน้าตาดูดีบนโต๊ะไม่ได้

ทันทีที่ลู่เฟิงกัดแผ่นแป้งข้าวโพดคำแรกเข้าไป ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

รสสัมผัสมันนุ่มนวล ไม่สากคอเหมือนที่เคยกิน รสชาติหวานนิดๆ ของแป้งผสมกับความเค็มมันของกากหมูระเบิดซ่านในปาก มันอร่อย อร่อยจนน่าตกใจ

เขาเหลือบตามองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ อยู่ที่มุมโต๊ะ ความสงสัยในใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

ผู้หญิงคนนี้ ใช่ซูเจินจริงๆ หรือ? ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนไปราวกับคนละคน?

แม้ปากจะบอกว่าเกลียด แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่ดีที่สุดที่เขาได้กินในรอบหลายปี และลึกๆ ในใจที่ด้านชา ตัวเลขความรู้สึกติดลบนั้นกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง

ติ๊ง!

เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นเบาๆ ในหัวซูเจิน เธอแอบชำเลืองมอง

[ ลู่เฟิง: -80% ➔ -79.9% ]

แม้จะขยับเพียงทศนิยม แต่ซูเจินก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

'เอาล่ะ อย่างน้อยเขาก็ไม่ปฏิเสธฝีมือทำอาหารของฉัน ด่านแรก ผ่าน!'

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel