เรือนพักผ่อนชั่วคราว
ในที่สุดนางก็เดินมายังเรือนพักผ่อนชั่วคราวของตัวเอง ภายในห้องกว้างสว่างด้วยตะเกียงน้ำมันเรียงราย กลิ่นกำยานหอมกรุ่นคลุ้งอยู่ในอากาศ หลินอวี่ถงนั่งตัวแข็งอยู่บนตั่งไม้ ข้างกายมีผ้าห่มแพรบางวางพาดไว้ ผมที่เพิ่งถูกหวีเรียบยาวสลวยปักด้วยปิ่นเรียบง่าย สวมชุดแพรสีขาวนวลบางเบา
หัวใจของนางเต้นแรงไม่หยุด ความสับสนและความหวาดกลัวผสมกันจนแทบไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าที่ที่พวกเขาพูดถึงคือสิ่งใดกันแน่
ในความเงียบงันนั้น เสียงก้าวเท้าหนักของทหารดังผ่านระเบียงด้านนอก ประกอบกับเสียงสนทนากระซิบกระซาบที่ลอดเข้ามาให้ได้ยินอย่างไม่ตั้งใจ
“เจ้าเห็นแขกสตรีคนใหม่หรือไม่”
“เห็นสิ นางถูกพาไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับรับใช้ท่านอ๋องคืนนี้เรียบร้อยแล้ว”
“ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องเคยเฟ้นหาสตรีงามอันดับหนึ่งของเมืองชิงหลินมาหนึ่งคน สตรีนางนั้นใครต่างก็คิดว่าจะช่วยท่านอ๋องได้ทว่าสุดท้ายก็เป็นอย่างไรเจ้าน่าจะรู้ดี”
“ใช่ สุดท้ายก็ไร้ผลข้าได้ยินว่าสาวงามผู้นั้นถูกสังหารตายในห้องบรรทมท่านอ๋อง”
“พวกเจ้าเงียบเสียงหน่อย หากมีใครได้ยินเข้า ศีรษะพวกเราจะหลุดจากบ่าโดยไม่รู้ตัว”
เสียงนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปตามทางเดิน แต่กลับยังวนดังสะท้อนซ้ำในโสตประสาทของหลินอวี่ถงที่แอบฟังอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
ร่างกายของนางเย็นวาบ ดวงตาเบิกกว้าง
“ตกลงแล้วหน้าที่ของข้าคืออะไรกันแน่เนี่ย”
นางรีบลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าลนลานไปยังประตูห้อง มือคว้าที่จับบานประตูแล้วออกแรงผลักออก แต่ด้านนอกคงถูกไม้ขัดไว้แน่นหนา ขยับแรงเท่าไรก็ไม่เปิดออกจนกระทั่งมันถูกเปิดออกมาจากข้างนอก มีบ่าวชายสองคนเชิญให้หญิงสาวเดินตามไปหยุดหน้าประตูไม้บานใหญ่ กลิ่นกำยานอวลคลุ้งจนชวนให้เวียนหัว
ประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นห้องพักที่เครื่องเรือนหรูหราทว่าห้องที่นางพักอยู่ชั่วคราว ข้างหน้าสุดก่อนเดินผ่านไปถึงตั่งมีบุรุษในชุดเกราะอ่อนยืนรออยู่ เขาคือหนึ่งในคนสนิทของอ๋องหนุ่ม ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความเย็นชาไม่ต่างจากเจ้านายไล่สายตามองนางตั้งหัวจรดเท้า ถัดไปข้างหลังบุรุษที่นั่งอยู่บนตั่งคือเจ้าของจวน...จ้าวสี่เย่ ฉินอ๋องที่บอกว่าจะพิจารณาเรื่องไว้ชีวิตนางนั่นเอง
หลินอวี่ถงถูกผลักให้นั่งลงตรงเบื้องหน้าเขา
“เจ้ามีนามว่าหลินอวี่ถงใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ รู้ชื่อข้าแล้ว ท่านเล่าชื่ออะไรหรือ”
“อู๋เจี้ยนคือนามของข้า ข้าคือองครักษ์ของฉินอ๋อง คนที่เจ้าควรคำนับในยามนี้”
“อ๋อ...เจ้าค่ะ”
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คนยุคโบราณพวกนี้เจ้ายศเจ้าอย่าง ยึดถือเรื่องชนชั้นอย่างยิ่ง หลินอวี่ถงโค้งศีรษะคำนับเจ้านายของพวกเขาอย่างว่าง่าย
“แม่นางหลิน เจ้าคงรู้แล้วว่าท่านอ๋องไว้ชีวิตเจ้าเพราะเหตุใด”
“หือ? ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครอธิบายให้ฟังเลย”
หลินอวี่ถงเถียงเสร็จก็ก้มหน้าหลบสายตาน่ากลัวของอ๋องจ้าวสี่เย่ ความหวาดกลัวตีรวนในอก
นางไม่เคยเจอใครที่มีแววตาน่ากลัว ไม่น่าเข้าใกล้เท่าบุรุษตรงหน้านี้เลย
ชายผู้เป็นองครักษ์ที่เอาแต่พูดแทนเจ้านายที่เหมือนกลัวพิกุลทองร่วงออกจากปากผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้ เอ่ยชัดถ้อยคำต่อ
“ที่แม่นางยังไม่ตายเพราะท่านอ๋องทรงมีเมตตา ยื่นข้อเสนอให้แม่นางทำตัวเองให้มีประโยชน์ หากแม่นางสามารถช่วยถอนพิษออกจากพระวรกายพระองค์ได้”
“ถอนพิษหรือ?”
“ใช่ เรื่องนี้มีน้อยคนนักที่รู้ แน่นอนว่าหากคนผู้นั้นรู้ความลับนี้ของท่านอ๋องแล้วพบว่าสุดท้ายไร้ประโยชน์ ย่อมถูกบทลงโทษ...”
“คือตายใช่หรือไม่...เอ่อ คือข้าไม่ใช่หมอจะช่วยเหลือท่านอ๋องเรื่องถอนพิษได้อย่างไรกัน”
บ้าไปแล้ว นางถูกยัดเยียดให้รู้ความลับแท้ ๆ ใครขอให้พวกเขาบอกความลับเรื่องพิษนั่นกันเล่า!
ซวยจริง ๆ ชีวิตของวิศวะสาวมาถึงจุดนี้ได้ยังไงเนี่ย...
“ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ เอาล่ะ ข้าจะไม่พูดอันใดมากไปกว่านี้เพราะก่อนไปถึงหน้าที่ถอนพิษนั้น เวลานี้หน้าที่ของแม่นางหลินคือพิสูจน์ว่าตนเองสามารถเป็นพาหนะพายาถอนพิษเข้าร่างของท่านอ๋องได้หรือไม่ และวิธีพายาถอนพิษเข้าไปนั้นคือการร่วมเสพสังวาสกับผู้ถูกพิษ”
“หา!”
คำพูดนั้นดังชัดเต็มสองหูจนเลือดในกายของนางเย็นวาบ หน้าซีดเผือดราวไร้เลือดหล่อเลี้ยง
บ้าไปแล้ว นี่มันวิธีรักษาอะไรกัน
สมองหญิงสาวยังไม่ทันได้คิดใคร่ครวญให้เข้าใจสิ่งที่เขาบอก ชายผู้เป็นลูกน้องของอ๋องผู้นั้นก็พูดต่อยาวเหยียด
“แต่จงจำไว้ ไม่ใช่ว่าใครจะทำหน้าที่นี้ได้” เขาพูดต่อ “ท่านอ๋องของข้าไม่ชอบให้สตรีเข้าใกล้ ร่างกายพระองค์ต่อต้านทุกการสัมผัสโดยเฉพาะการร่วมรัก หากเจ้าล้มเหลวในการเข้าใกล้ท่านอ๋อง เจ้าเองก็จะจบชีวิตไม่ต่างจากสตรีที่อาสามาทดสอบก่อนหน้านี้”
ดวงตาของหลินอวี่ถงเบิกกว้าง ความจริงที่ได้ยินทำให้ขาอ่อนแรงอย่างสิ้นเชิง
ความคิดในหัวพร่ามัวมีเพียงประโยคเดียว
แย่แล้ว…นางเจอของยากแล้ว
นางเผลอกัดริมฝีปากจนเจ็บจนช้ำ
ความเป็นความตายของนางถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายบางเฉียบโดยไม่ต้องสงสัย
