ทะลุมิติไปก็หนีไม่พ้นท่านอ๋องทรราช

72.0K · จบแล้ว
น้องเหม่ยเหมย
48
บท
1.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ที่แท้ท่านอ๋องก็เป็นเกย์นี่เอง,เกย์คือสิ่งใด, ยุคนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ ประมาณว่าไม่ชอบสตรีมั้งเพคะ, เช่นนั้นข้าเป็นเกย์, คืนนี้พระองค์คงต้องลำบากใจหน่อยแล้ว ท่านนอนเฉย ๆเดี๋ยวที่เหลือหม่อมฉันจัดการเอง

นิยายรักโรแมนติกนิยายจีนโบราณนิยายรักฮ่องเต้ท่านอ๋องข้ามมิตินิยายย้อนยุค

บทนำ

หลินอวี่ถง หญิงสาววัยยี่สิบแปดที่ชีวิตดูจะสมบูรณ์แบบตามเส้นทางที่เธอวาดฝันไว้ วิศวกรโยธาผู้เฉลียวฉลาดและหน้าที่การงานมั่นคง เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นหัวหน้างานในบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ความสำเร็จที่เธอได้มาไม่ได้มาง่าย ต้องแลกกับการอดหลับอดนอนและความพยายามหลายปี แต่เมื่อถึงวันนี้หลินอวี่ถงก็ภูมิใจว่าเธอกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง

จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทมีโปรเจกต์ใหม่ โดยเธอได้รับหน้าที่ในการไปสำรวจพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงซึ่งบริษัทเพิ่งซื้อมา หลินอวี่ถงถูกมอบหมายให้ลงพื้นที่ตรวจสอบเอง ในวันที่เธอก้าวเข้าสู่สถานที่นั้น ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มขึ้นอย่างฉับพลัน แสงอาทิตย์หายไปดั่งถูกมือยักษ์ปิดบัง เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงตรงหน้า

สายลมแรงพัดวูบมาพร้อมความเย็นยะเยือก ร่างของเธออ่อนแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว สติหลุดหายไปในความมืด

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งสิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่สถานที่เธอก้าวเข้าไปสำรวจ แต่กลับเป็นสนามรบกว้างใหญ่

ตอนนี้รอบกายของหญิงสาวเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้อง เสียงเหล็กปะทะกันดังสนั่นไปทั่ว ดินฟ้าเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดและฝุ่นควัน ร่างทหารนับไม่ถ้วนกำลังฟาดฟันกันตรงหน้าเต็มไปหมด

อย่างกับสนามรบในซีรีส์ย้อนยุคที่เคยดูแหนะ

หลินอวี่ถงหอบหายใจรุนแรงเมื่อภาพรอบตัวมันเหมือนจริงเกินไป สมองยังไม่ทันคิดหาคำตอบให้ตัวเองได้ สัญชาตญาณผลักให้มือบางก้มลงคว้าเกราะเหล็กหนักที่ตกอยู่ข้างกายขึ้นมาสวมใส่ป้องกันตัวเอง แม้มันจะหนัก ร่างเพรียวบางจนแทบขยับไม่ถนัด แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่ามีเกราะคุ้มภัย

ดวงตาของหลินอวี่ถงเบิกกว้างอีกครั้ง สติแตกกระเจิงกับภาพตรงหน้า มีร่างของทหารกระเด็นมาข้างหน้าแล้วสิ้นใจตายตรงหน้าเลยทีเดียว

แม้ความหวาดกลัวกัดกินในใจแต่ร่างกายกลับเคลื่อนไหว ออกตัววิ่งเพื่อออกจากที่นี่

เคร้ง!

เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องทั่วทุ่งโล่ง ดินฟุ้งคละคลุ้งปะปนกลิ่นคาวเลือด

ปึง ปึง

เสียงกลองศึกกระหึ่มไปทั่ว หอกดาบปะทะกันสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจาย หลินอวี่ถงวิ่งขาสั่น ตัวสั่นอยู่กลางสนามรบ

นางช่างเหมือนแกะดำในที่นี้ยิ่งนัก

หลินอวี่ถงมิได้สวมชุดผ้าแพรสีเข้มย้อนยุคดังเหล่าทหารนับร้อยรอบกาย หากแต่นางสวมเป็นเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงยีนรัดรูปที่เลอะฝุ่นจนหม่นซีด รองเท้าผ้าใบขาวที่เคยดูทันสมัยกลับเปื้อนดินและเลือดแดงฉานในชั่วพริบตาเดียว ร่างของนางโดดเด่นผิดแผกยิ่งนัก ประหนึ่งแกะดำพลัดหลงมาอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า

ทหารที่วิ่งผ่านหลายคนเหลือบตาเพียงแวบเดียวแล้วสบถต่ำ ๆ คิดว่าเป็นสิ่งของประหลาดสวมชุดอันใดก็ไม่รู้ หลินอวี่ถงหายใจหอบถี่ มือสั่นเทาขณะกำลังนั่งหลบอยู่ข้างกองศพไร้ชีวิตของทหาร มองภาพกลียุคเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง สมองยังไม่สามารถประมวลผลหาคำตอบได้ว่าตนมาที่นี่ได้อย่างไร

ความโกลาหลในสนามรบกึกก้องไปทั่วทุกทิศ

ขณะที่กำลังหลบอยู่ในพื้นที่ที่คิดว่าปลอดภัยชั่วคราวเนื่องจากยังไม่สามารถหาทางออกจากที่นี่ได้ สายตาของนางสะดุดเข้ากับบุรุษหนวดเคราเฟิ้มคนหนึ่งกลางวงล้อม เขาสูงสง่าในชุดเกราะหนักสีดำหม่น ดาบในมือสะบัดอย่างแม่นยำเด็ดขาด เลือดสาดกระเซ็นไปตามทางที่เขาฟาดฟัน ใบหน้าเคร่งขรึมไม่แสดงความหวั่นไหวแม้แต่น้อย

นางมองบุรุษผู้นั้นต่อสู้อย่างกล้าหาญราวกับต้องมนต์อยู่พักใหญ่ทว่าทันใดนั้น หลินอวี่ถงสังเกตเห็นคมดาบจากด้านหลังอีกฝ่ายกำลังจะพุ่งเสียบเข้ากลางแผ่นหลังอย่างหมาลอบกัด นางไม่ทันคิดอะไร สิ่งที่ทำเพราะสัญชาตญาณคนดีสั่งให้อ้าปากตะโกนสุดแรง

“ระวังข้างหลัง!”

เสียงนั้นฝ่าคลื่นเสียงเหล็กกระทบกันไปถึงหูเขาพอดี บุรุษหันกลับอย่างว่องไว ดวงตาคมกริบสบเข้ากับนางชั่วขณะก่อนดาบในมือเขาจะตวัดฟันขาดลำคอศัตรูลอบกัดในพริบตา

เลือดสาดลงพื้นแต่แววตาคมกริบของเขายังตรึงอยู่ที่หลินอวี่ถง ราวกับกำลังพยายามจดจำคนที่แม้เป็นคนแปลกหน้าแต่คือคนตะโกนเตือนเขาไว้ทำให้ไม่ตกไปในห้วงความเป็นความตาย

เพียงเสี้ยวอึดใจนั้น โลกทั้งสนามรบเหมือนจะหยุดลงชั่วขณะ เหลือเพียงสายตาสองคู่ที่สบกัน สายตาของนางเต็มไปด้วยความตกใจสับสน สายตาของเขาเยือกเย็นดุดันแต่ก็แฝงแววบางอย่างที่นางไม่ทันตีความ

หลินอวี่ถงสะดุ้งหลุดจากภวังค์เมื่อคมดาบอีกหลายเล่มแหวกอากาศตรงเข้ามาหาตนเองที่คิดว่าหลบในที่ปลอดภัย นางไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่าหมุนตัววิ่งหนีต่อไปในทิศทางที่เห็นว่าเป็นทางเข้าไปในป่า

ขณะภาพสุดท้ายที่ติดตาคือดวงตาคมเข้มของบุรุษคนนั้นที่ยังจับจ้องนางอยู่แม้ท่ามกลางกลียุคสงคราม

หลินอวี่ถงวิ่งหนีสุดแรงเกิด ลมหายใจหอบกระชั้นจนอกแทบระเบิด ลมหายใจร้อนผ่าวผสมกลิ่นเลือดในอากาศทำให้เธอแทบอาเจียน

นางมุ่งหน้าวิ่งลึกเข้าไปในป่า แต่ยังไม่ทันเข้าไปได้ลึกเท่าไร เท้าที่อ่อนล้าก็พลันสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ที่โผล่ขึ้นจากพื้น ร่างทั้งร่างล้มไปข้างหน้ากระแทกลงไปอย่างแรง สติพลันดับวูบเข้าสู่นิทรา

หลายชั่วยามผ่านไป

เมื่อสติหวนกลับมาอีกครั้ง หลินอวี่ถงลืมตาขึ้นช้า ๆ สายตาพร่ามัวมองเห็นท้องฟ้าเหนือหัวที่มีลูกกรงเหล็กขวางกั้น นางขยับตัวก็พบว่าข้อมือถูกมัดแน่นด้วยเชือกเส้นหยาบ ขยับทีรู้สึกเจ็บแสบจนผิวถลอก

เวลานี้นางกำลังถูกขังอยู่ในกรงเหล็กบนรถม้าที่กำลังเคลื่อนไปตามทาง หันมองรอบกายก็เห็นทหารอีกหลายคนต่างนั่งนิ่งอยู่ด้วยท่าทีเหนื่อยล้าเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ทุกคนล้วนแต่งกายในชุดฮั่นฝูโบราณ ต่างจากนางเพียงผู้เดียวที่สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกับกางเกงยีน รองเท้าผ้าใบขาวที่เปื้อนดินยังอยู่ครบ คราบฝุ่นเลือดยังติดตามแขนเสื้อ ราวกับนางคือแกะดำที่ถูกจับโยนเข้ามาท่ามกลางฝูงโบราณชน

ตรงข้ามกับนางคือบุรุษใบหน้าเคร่งขรึมหนวดเคราเฟิ้ม สวมเกราะอ่อนสีหม่น แม้ถูกมัดแน่นเหมือนกันแต่ท่วงท่ากลับสงบนิ่ง ราวกับสิงโตที่ถูกขังแต่ยังคงอำนาจแฝงอยู่ในแววตา ข้างกายเขายังมีชายหนุ่มอีกคนที่ดูอายุน้อยกว่า คงเป็นลูกน้อง ใบหน้าเปรอะเลือดแต่สายตายังคงแข็งกร้าว

หัวใจหลินอวี่ถงกระตุกวูบ ความจริงที่ไม่อยากเชื่อเริ่มกดทับลงมาเต็มสองบ่า

“นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมฉันถึงถูกจับราวกับเป็นนักโทษอย่างนี้ พวกคุณช่วยเฉลยความจริงหน่อยเถอะว่ากำลังถ่ายหนังหรือรายการแกล้งคนกันอยู่”

ความคิดดังสนั่นอยู่ในหัวหญิงสาว ขณะสายตาของบุรุษตรงข้ามที่นางเคยช่วยไว้ในสนามรบยังจับจ้องมาที่นางไม่วางตา

“พูดจาเลื่อนเปื้อนราวกับคนบ้า หุบปากเสียที ข้ารำคาญ”

“!!”