หายไป
ซุบซิบ ซุบซิบ
เสียงโต้เถียงดังลั่นเป็นสิ่งแรกที่หลินอวี่ถงได้ยินเมื่อสติเริ่มหวนกลับมา เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ เปิดขึ้นปรากฎภาพตรงหน้าทำให้นางอ้าปากค้าง
รถม้าและกรงหายไปแล้ว ตอนนี้นางถูกพามาอยู่กลางลานกว้างอันเต็มไปด้วยศพเกลื่อนกราดพื้น เลือดนองจนกลิ่นคาวคลุ้งในลมหายใจ ทุกสิ่งไม่ต่างจากภาพฝันร้ายที่เพิ่งผ่านมา
แต่สิ่งที่นางตกใจยิ่งกว่าคือบุรุษหน้าหนวดกลับมีสถานะแตกต่างออกไป เขามิได้เป็นนักโทษร่วมชะตากรรมนางเช่นกาลก่อน
ยามนี้บุรุษหน้าหนวดผู้นั้นกำลังนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ที่มีคนจัดหามาให้อย่างสบายอารมณ์ ข้างกายรายล้อมด้วยทหารในชุดเกราะ อีกทั้งยังมีทหารอีกหลายคนคุกเข่าคอยรับคำสั่งของเขา บ้างยืนถืออาวุธเฝ้าระวังหน้าหลังอย่างระแวดระวังอีกด้วย
เลื่อนสายตาถัดออกมาอีกหน่อย กลางลานกว้างมีชายผู้หนึ่งถูกจับมัดแน่น ถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าบุรุษหน้าหนวด ใบหน้าเปื้อนเลือดแต่ยังพยายามเชิดศีรษะ แววตาไม่ยอมสยบนั้นเหมือนักโทษกำลังถูกสอบสวนไม่มีผิด
“แม้ว่าท่านอาไม่พูดก็ใช่ว่าข้าจะไม่รู้...”
อีกหลายประโยคที่พวกเขาสนทนากันซึ่งแน่นอนสตรีหลงยุคอย่างนางฟังไม่เข้าใจอยู่แล้วแต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้ยินทั้งหลายนั้นก็ทำให้หลินอวี่ถงเริ่มปะติดปะต่อทีละน้อยจากบทสนทนาที่ถกเถียงกันเสียงดัง
“ท่านอ๋อง”
“แผนการ”
“หัวหน้าศัตรู”
และ
“วังหลวง”
ในที่สุดนางก็เข้าใจคร่าว ๆ ได้ว่าการที่บุรุษหน้าหนวดเคราผู้นั้นถูกจับเป็นนักโทษแท้จริงแล้วหาใช่ความพ่ายแพ้จากสงครามหากแต่เป็นกลอุบายที่เขาวางไว้เพื่อจะล่อหัวหน้าของศัตรูออกมา แล้วจัดการจับตัวมันให้ได้ในคราวเดียว และแน่นอนว่าแผนการนี้ได้สำเร็จอย่างงดงามเรียบร้อยแล้ว
นักโทษคนนั้นคือน้องชายของฮ่องเต้องค์ก่อนที่ต้องการแก้แค้นให้น้องชายตนเอง โดยการก่อสงครามหลอกล่อให้บุรุษหน้าหนวดซึ่งคือฉินอ๋อง พระโอรสที่สังหารบิดาตนเองอย่างอดีตฮ่องเต้ออกมาจากเมืองหลวงเพื่อต้องการสังหาร
หากแต่แผนการกลับล้มเหลวเมื่อบัดนี้ฝ่ายของฉินอ๋องเป็นผู้ชนะอย่างสมบูรณ์ แถมยัสามารถจับตัวศัตรูกลับไปรับโทษประหารที่เมืองหลวงได้อีกด้วย
พอเรื่องราวหลักได้ข้อสรุป แน่นอนว่าต่อมาก็ถึงเวลาของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่พวกตนเองเหลือรอดอยู่คนเดียวอย่าง...นาง
เกิดการถกเถียงกันเสียงอึงคะนึงว่าจะจัดการกับสตรีที่แต่งตัวประหลาด ไม่ใช่พวกเดียวกันกับพวกเขาแน่นอนแต่ท่าทางก็ไม่ใช่พวกเดียวกับศัตรูเช่นกัน
“นางแต่งกายประหลาดยิ่ง ย่อมมิใช่คนของเรา” เสียงทหารคนหนึ่งเอ่ยเสียงกร้าวกระด้าง
“หากปล่อยไว้ วันหน้าจะเป็นภัยหรือไม่” อีกคนเสริมขึ้น
“ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง” เสียงที่สามเย็นเยียบ
หัวใจของหลินอวี่ถงเต้นโครมครามในอก ยิ่งกว่าตอนอยู่ในกรงเสียอีก สายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาเหมือนคมดาบเล่มเล็กที่พร้อมเฉือนเนื้อของนางทุกเมื่อ
ชะตากรรมของนางกำลังถูกตัดสินอยู่ตรงนี้เอง
จะทำอย่างไรดีให้ตนเองมีชีวิตรอด
หลินอวี่ถงกวาดสายตามองหาทางรอดจนสายตาไปหยุดอยู่ที่บุรุษหน้าหนวดที่นางคุ้นเคยมากที่สุด
เห็นทีว่าหากยังนิ่งอยู่ คงไม่มีโอกาสได้มีชีวิตหายใจต่อยาก หลินอวี่ถงอยากมีชีวิตต่อมากที่สุด อุปสรรคต่าง ๆ นานนางผ่านมาได้มากมายเรื่องอะไรจะยอมแพ้แค่เพราะถูกสวรรค์รังแกส่งนางมาที่ไหนก็ไม่รู้เช่นนี้กัน!
ร่างบางจึงขืนตัวพุ่งออกมาคุกเข่าก้มศีรษะ คุกเข่าต่อหน้าทุกคนในที่นั้น
“ข้าไม่ใช่คนของพวกศัตรูพวกท่าน ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
เสียงสั่นเครือดังออกมาจากลำคอ นางตัวสั่นสะท้านไม่ต่างจากใบไม้ต้องลม ทหารนายหนึ่งที่ดูมีอำนาจก้าวออกมา สบตานางด้วยแววตาของคนระแวงระวัง “เราจะเชื่อในสิ่งที่เจ้าพูดได้อย่างไร”
หลินอวี่ถงกัดริมฝีปากแน่นพยายามเอ่ยอธิบาย “ไม่เห็นหรือว่าชุดข้าแตกต่างจากพวกเขา ข้าไม่ได้เป็นคนของที่นี่ ความจริงแล้วข้า…ข้าถูกส่งข้ามมิติ…ทะลุมิติมาเจ้าค่ะ”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หมดหนทาง
พวกทหารกลับมองหน้ากันสับสน บ้างขมวดคิ้ว บ้างส่ายหน้า คำที่นางใช้ไม่มีผู้ใดเข้าใจ ความเงียบและสายตาไม่เชื่อยังคงกดทับ
จู่ ๆ หลินอวี่ถงก็พลันนึกถึงความทรงจำแรกที่ได้มาที่นี่ ภาพบุรุษหน้าหนวดที่เกือบถูกฟันจากด้านหลังแต่ตอนนี้รอดมานั่งมองผู้อื่นอย่างองอาจ หากไม่ใช่นางตะโกนเตือนคงสิ้นใจไปแล้ว นางจึงหันหน้าไปทางเขา น้ำตาคลอในดวงตา
“ท่านผู้องอาจ! ตอนนั้นข้าช่วยชีวิตท่านไว้ ข้าเป็นคนตะโกนเตือน ท่านยังจำได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ใช่แล้วหากนางไม่ได้เข้าใจผิด จากที่พวกเขาคุยกัน บุรุษน่ากลัวผู้นี้เป็นถึงฉินอ๋องที่มีอำนาจมากที่สุดในนี้ นางจึงเปลี่ยนใจพุ่งเป้าไปเรียกร้องความสนใจจากเขา
แต่นางต้องทำเป็นว่าไม่รู้ว่าเขาคืออ๋องของแคว้นเอาไว้ก่อน หลินอวี่ถงพยายามปลอบให้ตัวเองใจเย็น ๆ เข้าไว้แม้ตอนนี้นางจะแทบสติแตกแล้วก็ตาม
บรรยากาศพลันเงียบกริบ ทุกสายตาหันไปยังฉินอ๋องนายเหนือหัวที่สุดในที่นี่ ชายหนุ่มนั่งนิ่งยกมุมปาก หัวเราะเสียงต่ำ เสียงนั้นเย็นเยียบจนผู้ฟังขนลุกกันหมด
“ข้าไม่ชอบมีใครมาทวงบุญคุณ” เสียงเข้มก้องกังวนทั่วบริเวณ “และข้าไม่เคยคิดตอบแทนบุญคุณผู้ใด” ดวงตาคมกริบตวัดมองนาง “ยิ่งไม่ชอบการติดหนี้บุญคุณเสียด้วยสิ”
หลินอวี่ถงเบิกตาน้ำตาร่วงอาบแก้มแต่ยังฝืนพูดต่อทั้งที่กลัว “ใช่แล้ว ในเมื่อท่านไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร เช่นนั้นก็ไว้ชีวิตข้าสิเจ้าคะ หลังจากนั้นพวกเราจะได้ไม่ติดค้างกัน”
รอยยิ้มของเขากลับยิ่งคมกริบ “มีวิธีง่ายกว่านั้น...คือสังหารเจ้าผู้เป็นเจ้าหนี้เสีย เท่านี้ข้าก็ไม่ต้องติดหนี้ใคร”
หลินอวี่ถงสะอึก ดวงหน้าไร้สีเลือด ความกลัวแทบทำให้หัวใจหยุดเต้น ทว่าพยายามเอ่ยต่อเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความอ้อนวอน “ข้าเป็นเพียงสตรีโชคร้ายผู้หนึ่ง มิรู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเจ้าค่ะ หรือหากท่านต้องการสิ่งใดตอบแทน ข้าพร้อมจะทำไม่มีทางปฏิเสธแน่นอนเจ้าค่ะ”
บุรุษหน้าหนวดเอนกายเล็กน้อย แววตาคมจับจ้องลงมาอย่างสนใจมากกว่าเดิม “ทุกเรื่องเลยงั้นหรือ”
“เอ่อ...” พอได้สบสายตาดูเจ้าเล่ห์คู่นั้น หลินอวี่ถงบังเกิดความลังเลอยู่อึดใจก่อนสลัดทิ้งเพราะความอยากมีชีวิตรอดนั้นมีมากกว่า “เจ้าค่ะ…ได้หมดทุกเรื่อง หากสามารถทำให้พวกท่านยอมไว้ชีวิตข้า” นางรีบพยักหน้า
“เช่นนั้น…” เขาเว้นวรรคยาว ก่อนกล่าวชัดถ้อยคำ “ข้าจะพิจารณาเรื่องไว้ชีวิตเจ้าหลังจากที่เจ้าพิสูจน์ตัวเองว่าร่างกายเจ้ามีประโยชน์มากพอหรือไม่”
หลินอวี่ถงขมวดคิ้วจนหน้าผากยับย่น
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
บุรุษหนวดเครามิได้อธิบายต่อ เขาโบกมือเพียงน้อย “พาแม่นางผู้นี้ไปพักที่เรือนตากอากาศของข้าในเมือง ให้จัดเตรียมทุกสิ่งไว้ให้พร้อมก่อนข้ากลับไปหลังเสร็จสิ้นภารกิจ”
“พะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง!” เสียงทหารรับคำดังก้องพร้อมกัน
