บทที่หนึ่ง เป็นนักโทษกับบุรุษหน้าหนวด
กึกกัก กึกกัก
รถม้าสะเทือนเป็นจังหวะ กรงเหล็กที่โอบล้อมส่งเสียงครืดคราดไปตามทางที่ขรุขระ
นางกำลังสำรวจสถานที่แห่งใหม่เพื่อประเมินงานแล้วตอนนั้นก็เกิดสุริยุปราคาโดยไม่คาดคิด และใช่...
นางก็มาโผล่อยู่ที่นี่
อย่าบอกนะ...ว่านางทะลุมิติมาที่ยุคโบราณจริง ๆ หรือเนี่ย!
หลินอวี่ถงที่เงียบไปพักใหญ่เพราะถูกความจริงตบหน้า สมองมีแต่ความสับสนเต็มไปด้วยความไม่เข้าสุดท้ายนางตัดสินใจถามเสียงแผ่วออกไปอีกรอบ
“นี่พวกคุณ รู้ไหมว่าพวกเราจะถูกพาไปที่ไหน”
เสียงของนางสั่นเครือทว่าเต็มไปด้วยความอยากรู้ แต่ไม่มีผู้ใดตอบแม้แต่คำเดียว มีเพียงสายตาเฉยชาของเหล่านักโทษร่วมกรงขังที่เหลือบมองแล้วเมินเก็บสายตากลับไป ไม่มีใครปริปากแม้แต่น้อย
กลับกลายเป็นบุรุษหนวดเคราเฟิ้มที่แผ่มวลน่าเกรงขามมากที่สุดตรงหน้าหันหน้ามาสบตานาง แววตาคมดุจสัตว์ป่าทำให้นางใจหายวาบ
“สงบปากเสีย ข้ารำคาญเจ้ายิ่งนัก” น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยือก กดข่มจนหัวใจนางสะท้าน
หลินอวี่ถงสะดุ้งเฮือก รีบเม้มปากแน่น น้ำตาคลอเอ่อ นางขยับร่างกายถอยกลับไปชิดมุมกรงอย่างหวาดหวั่น นั่งกอดเข่าเงียบงัน ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดในหัวเองคนเดียวอีกรอบที่ล้าน ความคิดตีวนจนเกือบจะขาดสติ
นี่มัน…เหมือนนางทะลุมิติมาอยู่ในโลกจีนโบราณจริงๆ ไม่ต่างจากในซีรีย์ที่เคยดู ไม่มีผิด! หรือบางทีนี่อาจเป็นการถ่ายทำแอบแกล้งคน? แต่ไม่ว่าจะมองไปทางใด ทั้งกลิ่นเลือดที่ยังติดจมูก ทั้งดวงตาหนักแน่นของนักรบรอบกาย ล้วนสมจริงเกินกว่าจะเป็นฉากที่สร้างขึ้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกโชคร้าย นางทะลุมิติมาคนเดียว อยู่ในที่ที่ไม่รู้จัก ไม่รู้หนทางกลับ น้ำตาจึงไหลออกมาเงียบ ๆ โดยไม่สามารถห้ามตัวเองได้
“จะร้องไปไย ช่างอ่อนแอสิ้นดี พวกมันก็เป็นแค่เศษสวะไร้ฝีมือ เจ้าไม่ต้องไปกลัวหรอก”
เสียงทุ้มกระด้างดังขึ้นอีกครั้งจากบุรุษหน้าหนวดคนเดิมที่นางจำได้ว่าเขาคือคนที่นางเผลอตะโกนเตือนเขาในสนามรบเรื่องที่มีคนลอบโจมตีเขาจากข้างหลัง
ชิ ตอนนั้นไม่น่าตะโกนเตือนเลย อุตส่าห์หวังดีแต่กลับถูกเขาตวาดให้เงียบตั้งหลายครั้งหลายหน
นางช้อนตาขึ้นทั้งน้ำตายังคลอ ข่มความกลัวตอบกลับด้วยเสียงสั่นเครือ “เจ้าต่างหากปากดี ตัวเองยังถูกจับอยู่แท้ ๆ แต่กลับกล้าด่าพวกมันเสียงดัง หากพวกมันได้ยินเข้า มิพากันฆ่าพวกเราหมดหรือ”
“ฮึ ใครกลัวพวกมันกัน”
“!!”
ชายหนุ่มหน้าหนวดหัวเราะหยันเบา ๆ ก่อนหันไปสบถด่าพวกทหารเฝ้ารถม้าเสียงดังสนั่นอีกครั้งทำให้นางตัวสั่นพรั่นพรึง รู้สึกเหมือนความตายคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าเดิม
หากยังปล่อยให้บุรุษนี่ปากดีมีหวังได้ตายเร็วกันหมดกรงนี่แน่
“ไอ้หน้าหนวด ไอ้บ้า เจ้าหุบปากเลยนะ”
สุดท้ายหลินอวี่ถงรวบรวมแรงใจแรงกาย เขยิบตัวเข้าไป ใช้มือที่ถูกมัดแน่นทั้งสองข้างยกขึ้นกดปิดปากเขาไว้
ทหารคนอื่นที่ถูกขังร่วมกันต่างพร้อมใจกันอ้าปากค้าง พวกเขารู้ดีว่าเจ้านายของตนเกลียดนักที่ให้สตรีเข้ามาแตะต้องเนื้อต้องตัว สตรีในชุดประหลาดผู้นี้ใจกล้าไม่รู้ว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำยิ่งนัก จุดจบของนางไม่แคล้วโดนหั่นมือทิ้งหรือไม่ก็ถูกบั่นคอเป็นแน่
หลินอวี่ถงที่ไม่รู้ตัวว่าได้ทำการอันตรายไปยังคงยกมือมัดเชือกของตนปิดปากบุรุษหนวดเคราไว้ หัวใจเต้นระรัวราวกลองศึก
“เงียบเสียทีเถอะ ข้าขอร้อง” นางกระซิบแผ่วเบา ดวงตาสั่นระริกแต่ก็พยายามสบตาเขาอย่างฝืนกล้า
“...”
สายตาคมดุดันของบุรุษตรงหน้าที่จ้องกลับมาทำให้นางเหมือนถูกแรงกดข่ม มองลึกเข้าไปยิ่งเหมือนกำลังจ้องปิศาจในคราบมนุษย์ ร่างทั้งร่างแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนหลินอวี่ถงจะรีบชักมือกลับอย่างลนลานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดอะไรต่อแล้ว
แต่เพราะมือของนางเลอะดินมาตั้งแต่ล้มในป่า ใบหน้าคมเข้มของเขาจึงเปื้อนดินยิ่งกว่าเดิม รอยเปื้อนเป็นวงกว้างรอบปากเหมือนหมาเวลากินข้าวเลอะปากไม่มีผิด
มันทำให้นางอดกลั้นขำไม่ไหวจนหลุดหัวเราะออกมา
“ฮะ…ฮะ ตลกจัง”
“...”
“เอ่อ...ขอโทษนะ” นางยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเมื่อเห็นสายตาเหมือนอยากสังหารคนของอีกฝ่าย นางหันไปมองที่อื่นพยายามกลั้นเสียงหัวเราะแต่ก็ยังหลุดยิ้มออกมาอยู่ดี
บุรุษหนวดเครานิ่งเงียบ สายตาเย็นเฉียบกว่าคมดาบใด ๆ ตวัดมองนางราวกับพร้อมจะสังหารได้ทุกเมื่อ แววตานั้นทำเอาเลือดในกายของนางเย็นวาบ หลินอวี่ถงรีบเขยิบถอยกรูดกลับไปนั่งที่เดิม กอดเข่าตนเองแน่น คราวนี้นางเลือกนั่งให้ไกลที่สุดเท่าที่กรงไม้แคบ ๆ บนรถม้าโยกเยกนี้จะไกลได้
ในใจนางยังคงสั่นระรัว รู้สึกโชคดียิ่งนักที่ชายหนวดเคราผู้นี้ถูกมัดมือเท้าไว้แน่นหนากว่าผู้ใดในกรง ไม่อย่างนั้น…บางทีนางคงไม่มีโอกาสได้นั่งหายใจอยู่ตรงนี้อีกแล้ว
กุบกับ กุบกับ
เสียงล้อรถม้ายังคงบดไปตามเส้นทางขรุขระ ความเงียบแผ่กระจายทั่วกรงนักโทษอีกครั้ง ทุกคนเหมือนรอคอยชะตากรรมที่ไม่รู้ปลายทาง
หลินอวี่ถงนั่งกอดเข่า หัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่สายตาเย็นชาของบุรุษหนวดเคราตวัดมาสบเพียงแวบเดียว
จนกระทั่งเสียงกีบม้าของม้าจำนวนมหาศาลดังใกล้เข้ามาระลอกใหม่
เพียงชั่วอึดใจ เสียงตะโกนของคนด้านนอกก็ดังลั่นวุ่นวาย ก่อนตามด้วยเสียงดาบฟันกระทบกัน เสียงร้องโหยหวนจะตามมา เสียงต่อสู้รุนแรงสะท้อนก้องรอบทิศ รถม้าโคลงเคลงจนเกือบล้มคว่ำ
“บุกเข้าไป! ปกป้องนายท่าน!” เสียงห้าวก้องดังขึ้น
นางกลัวมาก
นางรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตาย
แต่ว่านางไม่อยากตาย!
หลินอวี่ถงนั่งก้มหน้าลงกอดเข่าแนบอก หลับตาปี๋แน่น เปลือกตาร้อนผ่าว มือเท้าที่ถูกมัดสั่นเทิ้ม นางไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบตาขึ้นมองเพราะเพียงแค่เสียงคมดาบกระทบกันกับเสียงร้องโหยหวนก็กัดกินหัวใจจนหวาดหวั่นสุดขีด
ตรงข้ามกัน บุรุษหนวดเคราและชายในกรงคนอื่นยังคงนั่งนิ่ง เฝ้ามองการนองเลือดราวกับเป็นเรื่องชินชา สายตาพวกเขาเย็นชาไร้ความสะทกสะท้าน ทว่าในโลกของหลินอวี่ถงกลับเต็มไปด้วยความกลัวว่าตนเองจะถูกลากออกไปฆ่าเสียเมื่อไรก็ได้
ความกดดันนั้นรุนแรงเกินรับไหวทำให้ร่างกายและสติของนางจึงดับวูบไปอีกรอบในที่สุด