ตอนที่ 3 หนี้สามพันตำลึง
เสียงฝนโปรยบาง ๆ กระทบชายคาเรือนบุปผาแดง
ค่ำคืนนี้แขกบางตา แต่บรรยากาศกลับอึมครึมกว่าทุกวัน
ซูเหยานั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ยในห้องส่วนตัว
เบื้องหน้าคือสมุดบัญชีเก่า ๆ ที่แม่เล้าเพิ่งโยนทิ้งไว้ให้
“ดูเสียให้เต็มตา จะได้รู้ชะตาตนเอง”
คำพูดของฮูหยินเหมยยังดังก้องในหัว
นางเปิดหน้ากระดาษทีละหน้า
ค่าผ้าไหม
ค่าเครื่องประดับ
ค่าเครื่องหอม
ค่าเล่าเรียนดนตรี
ค่าเลี้ยงดูตั้งแต่ถูกขายเข้าหอ
ตัวเลขถูกบวกทบต้นเหมือนดอกเบี้ยไม่สิ้นสุด
ยอดสุดท้ายเขียนชัดเจน—
สามพันตำลึงเงิน
ซูเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง
ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมาอีกระลอก
เด็กสาวยากจนถูกล่อลวงเข้ามา
สัญญาเขียนไว้เพียงไม่กี่บรรทัด
แต่ช่องว่างเล็ก ๆ นั้นกลายเป็นโซ่ตรวน
นางถอนหายใจยาว
“นี่ไม่ใช่หนี้…นี่คือกรงทอง”
ประตูเปิดเบา ๆ
หญิงงามอีกคนก้าวเข้ามา นามว่า “อวี้ฉิน” เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในหอ
“เจ้าดูแล้วหรือ” อวี้ฉินถามเสียงแผ่ว
ซูเหยาพยักหน้า
“หากสามเดือนนี้หาเงินไม่ครบ เจ้าจะถูกขายต่อไปยังเมืองชายแดน”
อวี้ฉินกัดริมฝีปาก
“ข้าเคยเห็นคนที่ถูกส่งไป…ไม่มีใครได้กลับมา”
คำพูดนั้นทำให้อากาศในห้องเย็นเฉียบ
เมืองชายแดน
แหล่งค้าทาส
ราคาถูกกว่าเดิม
อำนาจต่อรองเป็นศูนย์
ซูเหยาหลับตาเพียงชั่วครู่
ในโลกเดิม เธอเคยต่อรองค่าตัวเป็นร้อยล้าน
ที่นี่ เธอต้องดิ้นรนเพื่ออิสรภาพของตัวเอง
“สามพันตำลึงภายในสามเดือน…”
นางคำนวณอย่างรวดเร็ว
“ต่อให้รับแขกทุกคืนก็ไม่มีทางทัน”
อวี้ฉินพยักหน้า
“นอกจากมีผู้มีอำนาจไถ่ตัวเจ้า”
ซูเหยาเงยหน้าขึ้น
ผู้มีอำนาจ…
ข่าวลือที่ได้ยินในคืนก่อนลอยกลับมาอีกครั้ง
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ไม่มีสนม
ไม่มีหญิงใดเคียงกาย
ราชสำนักกดดันหนัก
หากสตรีคนใดสามารถทำให้พระองค์โปรดปรานได้
ชีวิตนางจะพลิกผันในชั่วข้ามคืน
ซูเหยาหรี่ตา
“ถ้าจะให้ใครไถ่ตัว…”
นางเอ่ยช้า ๆ
“ต้องเป็นคนที่ไม่มีใครกล้าต่อรอง”
อวี้ฉินเบิกตา
“เจ้าอย่าบอกนะว่า—”
ซูเหยายิ้มบาง
“ในเมื่อข้าหนีไม่ได้ ข้าก็จะปีนขึ้นไปเอง”
ฝนด้านนอกเริ่มตกแรงขึ้น
เสียงน้ำไหลคล้ายเสียงนาฬิกานับถอยหลัง
สามเดือน
หากล้มเหลว นางจะถูกขายไปไกล
อาจไม่มีวันได้เลือกชะตาอีก
แต่นางไม่ใช่ซูเหยาคนเดิม
นางคือลู่หลิน
ดาราที่สร้างชื่อจากศูนย์
ผู้หญิงที่เข้าใจว่า “ภาพลักษณ์” มีค่ามากกว่าเพชรทอง
ซูเหยาปิดสมุดบัญชีดังปัง
“แม่เล้าอยากได้เงินใช่หรือไม่”
ดวงตานางวาววับ
“เช่นนั้นข้าจะทำให้เรือนนี้คึกคักที่สุดในเมืองหลวง”
และเมื่อถึงวันนั้น
ชื่อ “ซูเหยา” จะไม่ใช่เพียงหญิงในหอคณิกา
แต่จะเป็นชื่อที่แม้แต่บัลลังก์มังกรยังต้องหันมามอง
