ตอนที่ 3 หยกสายน้ำผึ้ง! กรีดหินพลิกชะตา - 1
แสงแดดช่วงบ่ายคล้อยของเมืองรุ่ยลี่ยังคงแผดเผาอย่างไม่ปรานี แต่ความร้อนระอุของอากาศก็ยังสู้ความบ้าคลั่งในใจของเหล่านักพนันหินในตลาดไม่ได้
มู่หลานถอนสายตาจากก้อนหินสีดำเมี่ยมที่เปื้อนคราบโคลนใต้โต๊ะไม้วางชา เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นความตื่นเต้นที่เต้นระทึกอยู่ในอก แม้ในอดีตชาติเธอจะเคยประเมินหยกมูลค่าหลักร้อยล้านมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่การได้ค้นพบหยกสายน้ำผึ้งเนื้อแก้วที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คราบสกปรกราวกับผ้าขี้ริ้วห่อทองด้วยตาของตัวเองเช่นนี้ ก็ยังทำให้เลือดในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง
หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่เปื้อนหัวเข่ากางเกงผ้าฝ้ายตัวเก่าออกลวกๆ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ดึงเอาธนบัตรใบละสิบหยวนที่ยับยู่ยี่และมีรอยเปื้อนคราบเหงื่อออกมา มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลือติดตัวร่างเดิม
เธอเดินตรงไปหาเถ้าแก่ร่างอ้วนที่กำลังนั่งหลับตาสัปหงกอยู่บนเก้าอี้โยก โยนธนบัตรสิบหยวนลงบนโต๊ะไม้อย่างไม่อินังขังขอบ
"เถ้าแก่ ฉันเอาหินรองขาโต๊ะก้อนนี้"
น้ำเสียงของมู่หลานไม่ได้ดังมากนัก แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบเหงาในมุมอับของตลาด ประโยคนี้กลับดังกังวานชัดเจนจนคนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดชะงัก
เถ้าแก่ร่างอ้วนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เขาลืมตาขึ้นมามองธนบัตรสิบหยวนบนโต๊ะสลับกับใบหน้ามอมแมมของเด็กสาว ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองก้อนหินสีดำสกปรกที่หนุนขาโต๊ะอยู่ มุมปากของเขาพลันกระตุกยิ้มหยัน
"นังหนู สมองเธอมีปัญหาหรือเปล่า หินก้อนนั้นมันก็แค่หินภูเขาธรรมดาที่ฉันเก็บมาจากข้างทางเอามาหนุนขาโต๊ะกันมันโยก เธอจะเอาเงินสิบหยวนมาซื้อหินขยะเนี่ยนะ" เถ้าแก่แค่นเสียงหัวเราะทางจมูก "เก็บเงินของเธอกลับไปซื้อซาลาเปากินเถอะ ไปๆ อย่ามาเกะกะหน้าร้านฉัน"
นักพนันหินหลายคนที่กำลังเดินเลือกดูหินอยู่บริเวณนั้นได้ยินเข้า ก็พากันหันมามองและระเบิดเสียงหัวเราะเยาะออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"ฮ่าๆๆ สวรรค์! โลกนี้มีคนโง่ขนาดนี้อยู่ด้วยหรือเนี่ย เอาเงินตั้งสิบหยวนไปซื้อหินรองขาโต๊ะ!" ชายหน้าแหลมคนหนึ่งชี้หน้ามู่หลานพร้อมกับหัวเราะจนตัวงอ
"นังหนู เธออยากรวยจนเสียสติไปแล้วหรือไง หินก้อนนั้นน่ะ ต่อให้เอาไปโยนทิ้งไว้ข้างถนน หมามันยังเมินไม่ยอมฉี่รดเลยด้วยซ้ำ!"
"สงสัยคงเห็นคนอื่นผ่าหินรวยกัน ก็เลยอยากจะลองเสี่ยงโชคล่ะมั้ง แต่อย่างว่าแหละนะ คนจนก็งี้ มีปัญญาซื้อได้แค่หินขยะ กลับบ้านไปซักผ้าไป๊นังหนู!" หญิงวัยกลางคนอีกคนผสมโรงด้วยน้ำเสียงดูแคลน
สายตาเหยียดหยามนับสิบคู่พุ่งเป้ามาที่มู่หลาน คำพูดถากถางดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่หญิงสาวกลับยืนนิ่งสงบ แผ่นหลังบอบบางตั้งตรงดุจต้นสนที่ทนต่อลมพายุ นัยน์ตาหงส์คู่สวยไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยว เธอเพียงแค่ปรายตามองเถ้าแก่อ้วนด้วยแววตาเย็นเยียบ
"ฉันพอใจจะซื้อ ขยะในสายตาคนอื่น อาจจะเป็นสมบัติในสายตาฉันก็ได้ สรุปว่าสิบหยวนนี่ เถ้าแก่จะขายหรือไม่ขาย"
น้ำเสียงของเธอเฉียบขาดและแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้เถ้าแก่อ้วนถึงกับผงะไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ทำไมเด็กเมื่อวานซืนถึงมีแววตาที่น่ากลัวขนาดนี้ได้
"เหอะ! ในเมื่อเธออยากจะโยนเงินทิ้งเล่น ฉันก็ไม่ขัดศรัทธา!" เถ้าแก่อ้วนคว้าธนบัตรสิบหยวนบนโต๊ะมายัดใส่กระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจ
"เอาไปเลย! หินก้อนนั้นเป็นของเธอแล้ว ตัดออกมาเป็นหินกรวดเมื่อไหร่ อย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งหน้าร้านฉันก็แล้วกัน!"
มู่หลานไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง เธอเดินไปที่โต๊ะไม้ ใช้เท้าเตะก้อนหินขยะก้อนอื่นเข้าไปหนุนแทนที่ แล้วก้มลงอุ้มหินสีดำขนาดเท่าลูกแตงโมขึ้นมา หินก้อนนี้หนักเอาการ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ลุกโชนอยู่ในอก เธอจึงอุ้มมันเดินตรงไปยังเครื่องตัดหินไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ด้านข้างแผงลอยทันที
ช่างตัดหินที่รับจ้างผ่าหินอยู่ประจำร้าน กำลังนั่งสูบบุหรี่พักเหนื่อย เมื่อเห็นเด็กสาวอุ้มก้อนหินเปื้อนโคลนมาวางบนแท่นเหล็ก เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ
"นี่มันหินรองขาโต๊ะเมื่อกี้นี่ นังหนู เธอจะให้ฉันผ่าไอ้ก้อนหินปูนนี่จริงๆ รึ เสียค่าใบเลื่อยฉันเปล่าๆ ถอยไปๆ ฉันจะพักผ่อน"
มู่หลานไม่สนใจคำบ่น เธอวางหินลงบนแท่น จับมันยึดด้วยตัวล็อกอย่างทะมัดทะแมงผิดกับท่าทางของเด็กสาวชาวบ้าน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสั่งช่างตัดหินด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจประดุจผู้บัญชาการที่กำลังสั่งการในสนามรบ
"เปิดเครื่อง! ไม่ต้องเสียเวลาขัดเปิดหน้าต่าง ผ่าครึ่งตรงกลางเลย!"
