ตลาดมืดครั้งแรก 1
เศษผ้าฝ้ายสีเบจที่เหลือจากการตัดกระโปรงเมื่อเช้า กู้หว่านชิวไม่ได้โยนทิ้งให้เสียของ ในสายตาของดีไซเนอร์ระดับโลก ทุกเศษผ้าล้วนมีมูลค่าและสามารถรังสรรค์เป็นผลงานศิลปะได้เสมอ
เธอนำเศษผ้าเหล่านั้นมาเย็บเป็นกระเป๋าถือใบเล็กทรงคล้ายกระเป๋าเกี๊ยวสุดฮิตในยุคอนาคตที่ทั้งน่ารักและใช้งานได้จริง จากนั้นก็หยิบด้ายร้อยสีจากแพ็กเกจของขวัญระบบมาปักลวดลายลงไป
ด้วยทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่ชาติก่อน นิ้วเรียวขยับเข็มขึ้นลงอย่างพริ้วไหว เพียงไม่นาน ดอกมู่หลานสีชมพูอ่อนที่ดูมีชีวิตชีวาราวกับจะส่งกลิ่นหอมออกมาได้ก็ปรากฏอยู่บนหน้ากระเป๋าทั้งสามใบ
มันดูประณีต หรูหรา และมีระดับ แตกต่างจากกระเป๋าสานหรือกระเป๋าผ้าดิบหยาบๆ ที่คนยุคนี้ใช้กันอย่างสิ้นเชิง
กู้หว่านชิวเก็บกระเป๋าทั้งสามใบซ่อนไว้ใต้เสื้อแจ็กเก็ตตัวนอกอย่างมิดชิด ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจใต้ดินในยุค 80
ในยุคที่รัฐบาลยังคงควบคุมการค้าขายอย่างเข้มงวด การซื้อขายสินค้าโดยไม่ผ่านสหกรณ์อุปทานและการตลาดของรัฐถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่อาจมีโทษถึงขั้นจับกุมและส่งไปใช้แรงงาน แต่ทว่าเมื่อมีกฎระเบียบ ก็ย่อมมีช่องโหว่ ตลาดมืดจึงถือกำเนิดขึ้นในตรอกซอกซอยที่สลับซับซ้อนท้ายตัวอำเภอ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนที่อยากได้สินค้าดีๆ โดยไม่ต้องง้อคูปอง
บรรยากาศในตลาดมืดนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดและระแวดระวัง ผู้คนต่างสวมหมวกปีกกว้างหรือเอาผ้าพันคอคลุมหน้าคลุมตา การเจรจาซื้อขายเป็นไปอย่างเงียบเชียบด้วยการกระซิบกระซาบหรือส่งสัญญาณมือ หากมีเสียงสุนัขเห่าหรือเสียงนกหวีดดังขึ้น ทุกคนพร้อมจะสลายตัวหนีหายไปในพริบตาราวกับฝูงมดแตกรัง
กู้หว่านชิวเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆ เธอเลือกมุมที่ค่อนข้างลับตาคนแต่สามารถมองเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ชัดเจน หญิงสาวไม่ได้ปูผ้าแบกะดินเหมือนพ่อค้าแม่ค้าคนอื่น แต่เธอเพียงแค่หยิบกระเป๋าถือลายดอกมู่หลานใบหนึ่งออกมาถือไว้ในมือระดับอก แล้วยืนนิ่งๆ ด้วยท่วงท่าที่สง่างาม
ความโดดเด่นของกระโปรงทรงเอที่เธอสวมใส่ บวกกับกระเป๋าถือใบสวยที่ดูทันสมัยเตะตา ทำให้ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาทีลูกค้าเป้าหมายก็เดินเข้ามาหาเธอ
พวกเธอคือกลุ่มคุณนายภรรยาข้าราชการและภรรยาผู้จัดการโรงงานที่มักจะแอบมาจับจ่ายของสวยๆ งามๆ ในตลาดมืด
"สหายกระเป๋าใบนี้ของเธอขายยังไง" หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่สวมนาฬิกาข้อมือเซี่ยงไฮ้เรือนเงาวับเอ่ยถามเสียงเบา ดวงตาของหล่อนจดจ้องไปที่ลายปักดอกมู่หลานอย่างไม่วางตา
"ใบละห้าหยวนค่ะ ไม่ต้องใช้คูปองอุตสาหกรรม" กู้หว่านชิวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นใจ
"ห้าหยวน!" คุณนายอีกคนอุทานเบาๆ "แพงขนาดนี้เชียว เสื้อผ้าสำเร็จรูปในห้างไป่ฮั่วบางตัวยังราคาแค่สามหยวนเองนะ"
"คุณพี่คะ เสื้อผ้าในห้างไป่ฮั่วใครๆ ก็มีเงินซื้อใส่ได้ถ้ายอมต่อคิวและมีคูปอง" กู้หว่านชิวส่งยิ้มบางๆ พลิกกระเป๋าให้ดูรอยเย็บที่ซ่อนตะเข็บอย่างแนบเนียน
"แต่กระเป๋าใบนี้ งานปักมือทุกฝีเข็ม ผ้าฝ้ายเนื้อดี ทั่วทั้งอำเภอ ไม่สิ ทั่วทั้งมณฑลนี้ รับรองได้ว่ามีแค่สามใบเท่านั้น ถ้าคุณพี่ถือไปงานเลี้ยงรับรองของโรงงาน รับรองว่าบรรดาคุณนายคนอื่นจะต้องอิจฉาจนตาพองแน่นอนค่ะ"
คำพูดที่จี้ตรงจุดอ่อนของผู้หญิงที่รักสวยรักงามและชอบการแข่งขันทำเอาคุณนายทั้งสามคนตาโต หล่อนหันไปซุบซิบกันครู่หนึ่ง ก่อนที่คุณนายร่างท้วมจะกัดฟันพูด
"ตกลง! ฉันเอาใบนี้ ส่วนอีกสองใบเพื่อนฉันก็จะเอาเหมือนกัน ทั้งหมดสิบห้าหยวนนะ"
กู้หว่านชิวยิ้มกว้างในใจ เงินสิบห้าหยวนในยุคนี้เทียบเท่ากับเงินเดือนครึ่งเดือนของกรรมกรในโรงงานเลยทีเดียว!
แต่ทว่าในจังหวะที่คุณนายกำลังจะล้วงมือเข้าไปหยิบธนบัตรในกระเป๋าเสื้อนั้นเอง...
ปรี๊ดดดด!! ปรี๊ดดด!!
เสียงนกหวีดแหลมแสบแก้วหูดังแหวกอากาศขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
"แย่แล้ว! พวกหน่วยตรวจการมา หนีเร็วเข้า!!" เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกดังลั่นมาจากปากตรอก
สิ้นเสียงนั้น ตลาดมืดที่เคยเงียบเชียบก็แปรสภาพเป็นสนามรบขนาดย่อมในชั่วพริบตา! ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น พ่อค้าแม่ค้ารีบโกยของใส่กระสอบแล้วแบกขึ้นหลังวิ่งหนีสุดชีวิต ข้าวของตกหล่นกระจายเต็มพื้น
