บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4: ตลาดมืดหลังวัด

เธอกลับมาเรียบช่วงบ่ายสมองก็คิดแต่เรื่องที่เจอจนกระทั่งได้ยินเสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังกังวานไปทั่วอาคารไม้เก่าคร่ำครึ เด็กนักเรียนต่างพากันกรูออกมาจากห้องเรียนราวกับฝูงผึ้งแตกรัง เสียงหัวเราะและเสียงตะโกนหยอกล้อดังเซ็งแซ่

หลิวเย่ว์รีบเก็บหนังสือใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว แต่เธอไม่ได้รีบกลับบ้าน วันนี้เธอมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จ และกุญแจสำคัญของภารกิจนี้กำลังเดินทอดน่องอยู่อย่างไม่ทุกข์ร้อนที่หน้าโรงเรียน

“นี่ จ้าวอี้!”

หลิวเย่ว์วิ่งเหยาะๆ เข้าไปขวางหน้าเด็กชายร่างสูงโปร่งที่กำลังจะก้าวขึ้นรถเก๋งคันสีดำคันหรูรถยี่ห้อหงฉี ที่หาได้ยากยิ่งในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่ไม่ธรรมดาของตระกูลจ้าว

จ้าวอี้ชะงักฝีเท้า เลิกคิ้วมองเด็กหญิงตัวเปี๊ยกในชุดนักเรียนเก่าๆ ที่ยืนขวางทางเขาอยู่ “มีอะไร? ถ้าจะมาขอบใจเรื่องข้าวกลางวันไม่ต้องหรอกนะ ฉันบอกแล้วว่าฉันแค่...”

“นายเบื่อไหม?” หลิวเย่ว์โพล่งขึ้นมาขัดจังหวะ ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย

“หา?” คุณชายจ้าวทำหน้างุนงง

“วันๆ นั่งเรียนหนังสือ เลิกเรียนก็นั่งรถกลับบ้านไปทำการบ้าน ชีวิตคุณชายจ้าวช่างจืดชืดเหมือนน้ำต้มผัก” หลิวเย่ว์แสร้งทำหน้าเห็นใจ “ไม่อยากลองไปเปิดหูเปิดตาดูอะไรสนุกๆ บ้างเหรอ?”

จ้าวอี้หรี่ตามอง “เธอจะชวนฉันไปเล่นขายของหรือกระโดดหนังยางหรือไง? ไร้สาระ”

“ไม่ใช่ของเด็กเล่นแบบนั้น” หลิวเย่ว์ขยับเข้าไปใกล้ กระซิบเสียงเบา “ฉันได้ยินมาว่า วันนี้ที่ตลาดหลังวัด มีก้อนหินล็อตใหม่มาจากพม่า นายเป็นลูกชายเจ้าพ่อค้าหยก ไม่สนใจจะไปดูหน่อยเหรอว่าของจริงเขาเล่นกันยังไง?”

คำว่า ‘หินจากพม่า’ กระตุกต่อมความสนใจของจ้าวอี้เข้าอย่างจัง เขาเติบโตมาในตระกูลค้าของเก่า ย่อมคุ้นเคยกับคำศัพท์พวกนี้ แต่พ่อของเขามักจะห้ามไม่ให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันหินเพราะมองว่าเขายังเด็กเกินไป

“เธอรู้จักตลาดมืดด้วยเหรอ?” จ้าวอี้ถามอย่างไม่อยากเชื่อ

“ฉันรู้เยอะกว่าที่นายคิดก็แล้วกัน” หลิวเย่ว์ยักไหล่ “ว่าไง? กล้าไปไหม หรือว่าเป็นลูกแหง่ต้องรีบกลับไปดูดนมแม่?”

“ใครลูกแหง่! ไปก็ไปสิ!” จ้าวอี้หน้าแดงด้วยความโมโห หันไปสั่งคนขับรถ “ลุงหวัง ขับไปที่ตลาดหลังวัด ฉันจะไปทำธุระกับเพื่อน”

ลุงหวังคนขับรถทำท่าจะคัดค้าน แต่พอเจอสายตาเอาแต่ใจของคุณชายเข้าไป ก็ได้แต่พยักหน้าจำยอม

ตลาดหลังวัดในยามโพล้เพล้นั้นคึกคักยิ่งกว่าตอนเช้าเสียอีก แสงไฟนีออนหลากสีเริ่มถูกเปิดขึ้นตามแผงลอย ควันบุหรี่ลอยคลุ้งผสมกับกลิ่นเหงื่อไคลของเหล่าเซียนพนันและพ่อค้า

หลิวเย่ว์เดินนำหน้าจ้าวอี้เข้าไปในดงดิบแห่งนี้ด้วยท่าทีมั่นใจ ราวกับเสือตัวน้อยที่กลับเข้าป่า ผิดกับจ้าวอี้ที่เดินทำหน้าปั้นยาก ยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยความรังเกียจความสกปรก แต่สายตาของเขากลับมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ

“ที่นี่มัน เถื่อนชะมัด” จ้าวอี้บ่นพึมพำ

“ความรวยมันซ่อนอยู่ในความเถื่อนนี่แหละ” หลิวเย่ว์ตอบโดยไม่หันมามอง

เธอพาเขาเดินลัดเลาะไปจนถึงโซนด้านในสุด ซึ่งเป็นลานกว้างที่มีก้อนหินขนาดต่างๆ วางกองระเกะระกะอยู่บนพื้นผ้าใบ บ้างก็วางบนโต๊ะไม้ไผ่ ผู้คนจำนวนมากกำลังมุงดู ส่องไฟฉาย พ่นน้ำ และวิพากษ์วิจารณ์หินแต่ละก้อนอย่างเผ็ดร้อน

หลิวเย่ว์เริ่มเปิดใช้งาน ‘ดวงตา’ ของเธอ ทันทีที่เพ่งมอง โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไป หินธรรมดาๆ เหล่านั้นเริ่มเปล่งแสง ก้อนนั้นมีแต่แสงขุ่นๆ ข้างในเป็นหินทราย ก้อนนั้นมีแสงสีเขียวจางๆ แต่เนื้อร้าวละเอียด ไม่มีราคา ก้อนนั้นหลอกตา ผิวสวยแต่ข้างในกลวง

เธอกวาดตามองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับ ‘กองหินเหลือเดน’ ที่วางกองอยู่ข้างถังขยะ มันคือกองหินที่ถูกเซียนพนันคัดทิ้ง หรือหินที่มีลักษณะภายนอกอัปลักษณ์จนไม่มีใครเหลียวแล

ในบรรดาเศษหินเหล่านั้น มีก้อนหนึ่งขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ผิวขรุขระสีเทาหม่นเหมือนผิวคางคก แถมยังมีรอยร้าวขนาดใหญ่พาดผ่านกลางก้อน ดูยังไงก็เป็น ‘หินตาย’ ที่ไม่มีทางมีหยกอยู่ข้างใน

แต่ในสายตาของหลิวเย่ว์ แสงสีม่วงเจิดจ้าบาดตาพุ่งออกมาจากรอยร้าวนั้น! ไม่ใช่แค่สีม่วงธรรมดา แต่มันคือ ‘ม่วงตาแมว’ ที่มีความฉ่ำน้ำและเนื้อเนียนละเอียดระดับก้อนน้ำแข็งรอยร้าวที่เห็นภายนอกนั้นหยุดอยู่แค่ผิวเปลือก ไม่ได้กินลึกเข้าไปถึงเนื้อหยกภายใน!

หัวใจของหลิวเย่ว์เต้นระรัวราวกับกลองรบ เจอมันแล้ว ทุนก้อนแรกของฉัน!

เธอเดินตรงเข้าไปหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมา แสร้งทำเป็นพิจารณาพลิกซ้ายพลิกขวา “เดี๋ยว เธอจะทำอะไร?” จ้าวอี้เดินตามมาทัน ร้องทักด้วยความตกใจ “อย่าบอกนะว่าจะเอาไอ้ก้อนขี้หมานี่?”

“ตาถั่ว” หลิวเย่ว์สวนกลับ “นี่มันขุมทรัพย์ต่างหาก”

เธอหันไปหาเจ้าของแผง ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนที่มีแผลเป็นที่มุมปาก กำลังนั่งแคะฟันอย่างเบื่อหน่าย “ลุงจ๊ะ หินก้อนนี้ขายเท่าไหร่?”

ชายเจ้าของแผงปรายตามองอย่างเหยียดๆ “นั่นมันกองเศษหิน เด็กๆ อย่ามาเล่นแถวนี้ ไปๆ”

“หนูไม่ได้มาเล่น หนูจะซื้อ” หลิวเย่ว์ทำเสียงจริงจัง “บอกราคามาเถอะ”

“ฮึ! ก้อนนั้นน่ะร้อยหยวน ขาดตัว!” เจ้าของแผงบอกผ่านๆ ราคานี้สำหรับเศษหินถือว่าแพงหูฉี่ กะจะไล่เด็กให้พ้นๆ ไป

“ตกลง.. เอามาเลย” หลิวเย่ว์ตอบรับทันที ทำเอาเจ้าของแผงชะงัก

เธอหันขวับมาทางจ้าวอี้ แบมือเล็กๆ ยื่นไปตรงหน้า “ขอยืมร้อยหยวน”

“หา!” จ้าวอี้ร้องเสียงหลง “เธอจะบ้าเหรอ! หินก้อนนี้ดูยังไงก็หินก่อสร้างชัดๆ ผิวแห้ง รอยร้าวลึก สีผิวก็ด้าน ไร้ราคา! พ่อฉันสอนวิธีดูหินเบื้องต้นมาบ้าง ฉันบอกเลยว่าก้อนนี้ข้างในมีแต่ทรายกับหิน! ร้อยหยวนเอาไปซื้อขนมกินยังดีกว่าเอามาละลายแม่น้ำ!”

“นายจะให้ยืม หรือไม่ให้?” หลิวเย่ว์จ้องตาเขานิ่ง ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย “ถ้าไม่ให้ยืม ฉันจะถือว่านายขี้งก แล้ววันหลังอย่ามาคุยกันอีก”

“นี่เธอ!” จ้าวอี้กัดฟันกรอด ทั้งโมโหทั้งขัดใจ เขารวยล้นฟ้า เงินร้อยหยวนสำหรับเขาก็แค่ค่าขนมวันเดียว แต่เขาไม่อยากเห็นยัยเปี๊ยกนี่โดนหลอก!

“เอ้า! เอาไป! ถือซะว่าเป็นค่าดูลิงเล่นละคร!” จ้าวอี้ควักธนบัตรใบละร้อยหยวนปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋า ดึงออกมาหนึ่งใบแล้วกระแทกใส่มือหลิวเย่ว์อย่างหงุดหงิด “แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเปิดออกมาแล้วเป็นหินเปล่าๆ อย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งใส่ฉันล่ะ!”

“ขอบใจ พ่อคนใจบุญ” หลิวเย่ว์ยิ้มกว้างจนตาหยี รีบส่งเงินให้เจ้าของแผง

เจ้าของแผงรีบคว้าเงินไปราวกับกลัวเด็กจะเปลี่ยนใจ “ซื้อแล้วไม่รับคืนนะนังหนู!”

หลิวเย่ว์ถือหินก้อนเท่ากำปั้นเดินไปที่เครื่องตัดหินที่ตั้งอยู่มุมหนึ่ง เสียงเครื่องตัดหินดังกึกก้อง ฝุ่นผงหินฟุ้งกระจาย “ลุงช่างคะ ช่วยผ่าหินก้อนนี้ให้หน่อย”

ช่างตัดหินมองหินในมือเด็กหญิงแล้วส่ายหัว “ก้อนแค่นี้ ผิวลายคางคก รอยร้าวผ่ากลาง หนูเอ้ย กลับบ้านไปตั้งใจเรียนเถอะ อย่ามาเสียเวลากับของแบบนี้เลย”

“ผ่าเถอะค่ะ หนูจ่ายค่าจ้างให้” หลิวเย่ว์ยืนยัน

ในขณะที่ช่างกำลังจัดท่าทางวางหิน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “หลีกทางหน่อย! หลีกทางหน่อย! คุณชาย หลี่มาแล้ว!”

ฝูงชนแหวกทางออกเป็นช่อง เผยให้เห็นชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบปี สวมสูทสากลสีครีม ตัดผมทรงรองทรงสมัยนิยม หน้าตาหล่อเหลาแต่แววตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขาคือ ‘หลี่หมิง’ ทายาทตระกูลหลี่ ตระกูลค้าหยกอันดับหนึ่งที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของตระกูลจ้าว

หลี่หมิงเดินเข้ามาพร้อมลูกน้องสองสามคน เขาเพิ่งจะประมูลหินก้อนใหญ่ไปในราคาสูงลิ่ว และกำลังอารมณ์ดี แต่เมื่อเหลือบมาเห็นจ้าวอี้ เขาก็หยุดเดิน

“อ้าว นี่มันน้องชายตระกูลจ้าวไม่ใช่เหรอ?” หลี่หมิงแสยะยิ้ม เดินเข้ามาทักทายด้วยน้ำเสียงยียวน “ทำไมวันนี้คุณชายผู้สูงศักดิ์ถึงลงมาเดินในดงโคลนแบบนี้ได้ล่ะ? หรือว่าตระกูลจ้าวตกอับจนต้องให้ลูกชายมาหาเศษหินตามกองขยะ?”

จ้าวอี้หน้าตึงขึ้นทันที “ยุ่งอะไรด้วย ตระกูลจ้าวของเราสบายดี ไม่ต้องให้ตระกูลหลี่มาห่วงหรอก เอาเวลาไปห่วงหินที่ประมูลมาเถอะ ระวังเปิดมาแล้วจะเจ๊งไม่เป็นท่า”

“ปากเก่งเหมือนพ่อนะเรา” หลี่หมิงหัวเราะร่า ก่อนจะปรายตามองไปที่หินในมือหลิวเย่ว์ที่วางอยู่บนแท่นเครื่องตัด “แล้วนี่ มาเล่นพนันหินกับเด็กผู้หญิงรึ? ดูของที่เลือกสิ หินผิวคางคก รอยร้าวลึกถึงแกนกลาง”

หลี่หมิงส่ายหน้าทำเสียงจุ๊ปาก “จุ๊ๆๆ นี่น่ะเหรอสายตาของทายาทตระกูลจ้าว? ดูท่าตระกูลจ้าวรุ่นต่อไปคงจะถึงคราวล่มสลายก็คราวนี้แหละ เลือกหินได้ 'สวะ' สิ้นดี”

คำพูดดูถูกของหลี่หมิงทำให้คนมุงดูเริ่มหัวเราะและวิจารณ์ตาม “นั่นสิ หินก้อนนั้นดูยังไงก็ไม่มีราคา” “เสียดายเงินร้อยหยวนแทน” “เด็กหนอเด็ก ไม่รู้อะไรเลย”

จ้าวอี้กำหมัดแน่น หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้น เขาไม่ได้เป็นคนเลือกหิน แต่เขาก็เถียงไม่ออกเพราะเขาก็คิดว่าหินก้อนนี้มันห่วยจริงๆ “หลิวเย่ว์ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าซื้อ!” เขากัดฟันกระซิบใส่หลิวเย่ว์

แต่หลิวเย่ว์กลับยืนนิ่ง ไม่สะทกสะท้านกับคำดูถูก เธอเงยหน้ามองหลี่หมิงด้วยแววตาเรียบเฉย “คุณชายหลี่ใช่ไหมคะ? โบราณว่าไว้ อย่าตัดสินคนที่หน้าตา และอย่าตัดสินหินที่เปลือกนอก หินก้อนนี้อาจจะดูเหมือนสวะในสายตาคุณ แต่ในสายตาฉัน มันอาจจะเป็นสมบัติก็ได้”

“ฮ่าๆๆๆ!” หลี่หมิงระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น “เด็กน้อย! เธอนี่ช่างเพ้อเจ้อได้น่ารักจริงๆ! ได้! ถ้าก้อนนี้มีหยก ฉันจะยอมกลืนเศษหินลงท้องให้ดูเลย!”

“จำคำพูดของคุณไว้ให้ดีนะคะ” หลิวเย่ว์พูดเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ช่าง “ลุงคะ ตัดเลย!”

บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องไปที่ใบเลื่อยวงเดือนที่กำลังหมุนติ้วด้วยความเร็วสูง ช่างตัดหินถอนหายใจ ก่อนจะกดใบเลื่อยลงไปตามรอยที่หลิวเย่ว์ขีดเส้นไว้ ไม่ใช่การผ่ากลางรอยร้าว แต่เป็นการ ‘เฉือน’ เปลือกด้านข้างออกอย่างระมัดระวัง

ครืดดดดด! เสียงใบเลื่อยบดกับเนื้อหินดังแสบแก้วหู ประกายไฟแลบแปลบปลาบ ฝุ่นหินฟุ้งกระจายไปทั่ว จ้าวอี้เบือนหน้าหนี ไม่อยากเห็นภาพความล้มเหลว หลี่หมิงยืนกอดอกยิ้มเยาะ รอเวลาที่จะซ้ำเติม

“หยุด! หยุดก่อน!” จู่ๆ ช่างตัดหินก็ตะโกนขึ้นมาเสียงหลง มือที่กดเครื่องตัดสั่นระริก เขารีบปิดเครื่องแล้วคว้าขันน้ำสาดลงไปที่รอยตัดเพื่อชะล้างฝุ่น

“เฮ้ย! นั่นมัน” เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นจากฝูงชนที่อยู่ใกล้ที่สุด

จ้าวอี้ค่อยๆ หันกลับมามอง ตามด้วยหลี่หมิงที่รอยยิ้มเยาะเริ่มแข็งค้างบนใบหน้า

ภายใต้แสงไฟนีออน และคราบน้ำที่ชุ่มฉ่ำ รอยตัดที่เปิดออกเผยให้เห็นเนื้อในที่โปร่งแสง แวววาว และชุ่มชื้นราวกับมีหยดน้ำขังอยู่ภายใน สีของมันไม่ใช่สีเขียวทั่วไป แต่มันคือสีม่วงอ่อนหวานละมุนละไม ราวกับกลีบดอกลาเวนเดอร์ยามเช้า เนื้อหยกละเอียดเนียนกริบ ไร้รอยตำหนิ แสงไฟส่องทะลุผ่านเนื้อหยกเข้าไปจนเห็นความลึกซึ้งที่งดงามจับตา

“เนื้อน้ำแข็ง!” เซียนพนันคนหนึ่งตะโกนขึ้นเสียงหลง “แถมยังเป็น สีม่วงลาเวนเดอร์!”

“สวรรค์! หินผิวคางคกมีหยกม่วงเนื้อน้ำแข็งซ่อนอยู่!” “รอยร้าวนั่น มันหยุดอยู่แค่เปลือกจริงๆ ด้วย!”

หลิวเย่ว์ยืนกอดอก มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย หันไปมองหน้าหลี่หมิงที่ตอนนี้ซีดเผือดราวกับไก่ต้ม “คุณชายหลี่ เตรียมท้องไว้กลืนเศษหินหรือยังคะ?”

เธอหันกลับไปมองจ้าวอี้ที่ยืนอ้าปากค้าง ตาถลนแทบถลนออกมานอกเบ้า “เห็นไหมจ้าวอี้ ฉันบอกแล้วว่า ‘ความรวยมันซ่อนอยู่ในความเถื่อน’”

ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน หยกสีม่วงก้อนนั้นส่องประกายวาววับ ราวกับกำลังประกาศชัยชนะครั้งแรกของราชินีหยกตัวน้อย!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel