ตอนที่ 3: ละครฉากใหญ่ของครอบครัว
ตลาดค้าของเก่าหลังวัดในยามเช้าคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงต่อรองราคาดังเซ็งแซ่ผสมผสานกับกลิ่นธูปและกลิ่นแป้งทอด หลิวเย่ว์เดินแทรกตัวผ่านฝูงชนร่างใหญ่ด้วยร่างเล็กจ้อยของเด็กแปดขวบ ดวงตากลมโตสอดส่องไปตามแผงลอยที่วางขายหินหยกดิบ ที่เริ่มมีให้เห็นประปราย
ในยุค 80 นี้ ธุรกิจการพนันหยกเพิ่งเริ่มฟื้นตัว หินส่วนใหญ่ถูกขนมาจากพม่าและชายแดนยูนนาน กองระเกะระกะอยู่บนพื้นราวกับหินก่อสร้างไร้ค่า คนส่วนใหญ่เดินผ่านไปโดยไม่สนใจ หารู้ไม่ว่าในกองขยะเหล่านั้น มีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่
"วูบ"
ทันทีที่สายตาของหลิวเย่ว์กวาดผ่านก้อนหินสีดำทะมึนขนาดเท่าลูกแตงโมที่วางหลบมุมอยู่ เธอก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาด แสงสีเขียวมรกตสว่างวาบออกมาจากใจกลางหินก้อนนั้น มันสว่างจ้าจนเธอต้องหยีตา หยกจักรพรรดิ หลิวเย่ว์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แค่ก้อนนี้ก้อนเดียว ถ้าเจียระไนออกมา มูลค่าของมันในอีกสิบปีข้างหน้าจะสามารถซื้อตึกแถวในปักกิ่งได้ทั้งซอย!
เธอขยับเท้าจะเข้าไปถามราคา แต่เมื่อมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ความจริงอันโหดร้ายก็ตบหน้าฉาดใหญ่ ว่างเปล่า ในกระเป๋าของเธอไม่มีแม้แต่เศษสตางค์แดงเดียว
"เฮ้อ เงินคือความกล้าของวีรบุรุษจริงๆ ไม่มีเงินก็เหมือนคนพิการ" หลิวเย่ว์ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก เธอจดจำลักษณะของหินก้อนนั้นไว้ในสมองอย่างแม่นยำ หวังว่ามันจะยังรอคอยเธออยู่จนกว่าจะหาเงินทุนก้อนแรกได้
เธอเหลือบมองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าตึกไปรษณีย์ "แย่แล้ว! สายแล้ว!" หลิวเย่ว์รีบสลัดความคิดเรื่องรวยทางลัดทิ้งไปชั่วคราว แล้วออกวิ่งฝีเท้าสุนัขโกยแน่บไปยังโรงเรียนประถมประจำอำเภอ เธอยังต้องสวมบทบาทเด็กดีให้แนบเนียน เพื่อไม่ให้จางเหว่ยสงสัย
บรรยากาศในห้องเรียนชั้น ป.2/1 อบอวลไปด้วยกลิ่นชอล์กและกลิ่นอับของโต๊ะไม้เก่าๆ หลิวเย่ว์แอบย่องเข้ามาทางประตูหลังและนั่งลงที่โต๊ะประจำของตัวเองได้ทันเวลาก่อนที่ครูประจำชั้นจะเดินเข้ามา
"เฮ้อ เกือบไปแล้ว" เธอพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก
"เธอไปวิ่งแข่งมาราธอนมาหรือไง เหงื่อท่วมตัวขนาดนั้น"
เสียงเรียบนิ่งแต่ติดจะเย็นชาดังขึ้นจากโต๊ะข้างๆ หลิวเย่ว์หันขวับไปมอง ก็พบกับเด็กชายหน้าตาดีคนหนึ่งที่กำลังนั่งเท้าคางมองกระดานดำด้วยสายตาเบื่อหน่าย เขาคือ 'จ้าวอี้' หรือที่ใครๆ เรียกกันลับหลังว่า 'คุณชายจ้าว'
ในโรงเรียนประถมที่เต็มไปด้วยลูกหลานกรรมกรและเกษตรกร แต่จ้าวอี้กลับไม่ยอมย้ายโรงเรียนด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธอก็ไม่แน่ใจ เขาจึงเปรียบเสมือนหงส์ในฝูงกา เขาผิวขาวสะอาดสะอ้าน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวรีดเรียบกริบและกางเกงสแล็คเข้ารูป บนข้อมือสวมนาฬิกาข้อมือดิจิทัลจากต่างประเทศที่เด็กคนอื่นได้แต่มองตาปริบๆ ตระกูลจ้าวคือผู้กว้างขวางในวงการค้าหยกและของเก่า เรียกว่าเป็น 'เจ้าพ่อ' ประจำเมืองนี้ก็ว่าได้
"ฉันแค่ตื่นสาย" หลิวเย่ว์ตอบกลับสั้นๆ พลางหยิบหนังสือเรียนที่ยับยู่ยี่ขึ้นมาวาง ในความทรงจำเดิม จ้าวอี้เป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร และมักจะถูกเพื่อนๆ มองว่าหยิ่งยโส แต่หลิวเย่ว์ในร่างซีอีโอสาวกลับมองเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป เด็กคนนี้มีแววตาที่ฉลาดและโดดเดี่ยวเกินวัย
เวลาล่วงเลยมาจนถึงพักเที่ยง เด็กคนอื่นๆ จับกลุ่มกันเปิดปิ่นโตข้าวที่แม่ห่อให้ บ้างก็วิ่งไปซื้อขนมที่สหกรณ์ แต่หลิวเย่ว์ทำได้เพียงนั่งอยู่ที่โต๊ะ หยิบห่อผ้าเช็ดหน้าออกมา คลี่ออกเผยให้เห็นไข่ต้มฟองเดียวที่เปลือกมีรอยร้าว
นี่คืออาหารกลางวันของเธอ ไข่ต้มหนึ่งฟองกับน้ำเปล่า แม่ของเธอพยายามจะห่อข้าวให้ แต่เมื่อเช้านางจาง (ย่า) ยืนคุมอยู่ที่หม้อข้าว ทำให้แม่แอบตักข้าวให้ไม่ได้ ได้แต่แอบยัดไข่ต้มใบนี้ใส่มือเธอก่อนออกมา
หลิวเย่ว์ค่อยๆ แกะเปลือกไข่อย่างใจเย็น ถึงจะเป็นอาหารที่น่าสังเวช แต่เธอต้องกินเพื่อสะสมพลังงาน ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป "แค่กๆ" ไข่แดงที่แห้งผากติดคอจนเธอต้องรีบคว้าน้ำขึ้นมาดื่ม
"ปัง!"
เสียงกล่องข้าวอลูมิเนียมใบหรูกระแทกลงบนโต๊ะของหลิวเย่ว์อย่างแรง ทำเอาเธอสะดุ้ง หลิวเย่ว์เงยหน้าขึ้นมองจ้าวอี้ด้วยความงุนงง
"เอาไป" จ้าวอี้พูดเสียงห้วน ไม่แม้แต่จะหันมามองหน้า
"อะไร?"
"ข้าวกลางวันฉัน วันนี้ป้าแม่บ้านทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงมาอีกแล้ว ฉันเกลียดของมันๆ เห็นแล้วจะอ้วก" เด็กชายขมวดคิ้วทำหน้าขยะแขยง "เธอช่วยกำจัดให้ที ฉันไม่อยากเอาไปทิ้งให้เสียของ เดี๋ยวโดนพ่อดุ"
หลิวเย่ว์มองกล่องข้าวที่ถูกดันมาตรงหน้า กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของหมูตุ๋นซอสแดงลอยเตะจมูก ในกล่องนั้นไม่เพียงมีหมูสามชั้นชิ้นโตที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม แต่ยังมีไข่พะโล้ ผักกวางตุ้งผัดน้ำมันหอย และข้าวสวยร้อนๆ ขาวจั๊วะเม็ดอวบอ้วน
เธอมองหน้าจ้าวอี้สลับกับกล่องข้าว แล้วแอบยิ้มมุมปาก เกลียดของมันๆ งั้นเหรอ? แต่สัปดาห์ก่อนฉันเห็นนายนั่งกินขาหมูพะโล้หน้าตาเฉย เด็กคนนี้ ปากแข็งแต่ใจดีสินะ เห็นเพื่อนร่วมห้องกินแค่ไข่ต้มคงอดสงสารไม่ได้ แต่ด้วยฟอร์มคุณชายเลยต้องหาข้ออ้าง
"ขอบใจนะจ้าวอี้ ถ้าทิ้งก็เสียดายแย่ งั้นฉันช่วยกินให้แล้วกัน" หลิวเย่ว์ไม่เล่นตัวให้มากความ ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ เธอต้องการสารอาหารไปบำรุงสมองและร่างกายเพื่อสู้รบปรบมือกับคนชั่ว
จ้าวอี้แค่นเสียงในลำคอ "ฮึ ก็แค่ไม่อยากแบกกล่องข้าวหนักๆ กลับบ้าน" ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่หูของเขากลับแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เขาหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาบังหน้า ทำเป็นไม่สนใจเด็กหญิงข้างๆ ที่กำลังเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ยอย่างมีความสุข
เวลาพักเที่ยง หลิวเย่ว์ออกมานั่งคิดหาวิธีหาเงิน แต่เธอกลับมองเห็นบางอย่าง เธอเห็นแผ่นหลังคุ้นตาของพ่อบังเกิดเกล้า “จางเหว่ย”
ปกติเวลานี้จางเหว่ยควรจะอยู่ที่โรงงาน หรือไม่ก็ตั้งวงกงเหล้ากับเพื่อน แต่เขากลับแต่งตัวดูดีผิดปกติ ใส่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อต ใส่เจลแต่งผมจนเรียบแปล้ และกำลังเดินลับๆ ล่อๆ เข้าไปในตรอกเล็กๆ ข้างโรงหนังเก่า
สัญชาตญาณนักสืบของหลิวเย่ว์ทำงานทันที เธออาศัยร่างกายเล็กจ้อย แฝงตัวไปกับเงามืดของกำแพง ค่อยๆ ย่องตามจางเหว่ยไปห่างๆ จางเหว่ยเดินลึกเข้าไปในตรอก จนถึงบ้านเช่าหลังเล็กๆ ที่ดูมิดชิด เขาเคาะประตูเป็นจังหวะ ไม่นานประตูก็เปิดออก หญิงสาววัยรุ่นแต่งหน้าจัดจ้าน สวมชุดกระโปรงรัดรูปสีแดงฉูดฉาดโผเข้ากอดเขาเต็มรัก
"พี่เหว่ย! มาช้าจังเลย ฉันรอนานแล้วนะ" เสียงกระเง้ากระงอดนั้นทำให้หลิวเย่ว์ที่แอบดูอยู่หลังกองลังไม้เก่าๆ รู้สึกคลื่นไส้ ผู้หญิงคนนี้คือ 'หลี่หง' อดีตพนักงานร้านเสริมสวยที่จางเหว่ยแอบเลี้ยงดูอยู่
"โอ๋ๆ อย่าเพิ่งงอนสิจ๊ะที่รัก วันนี้พี่ต้องแวะไปดูนังนั่นที่บ้านก่อน เดี๋ยวชาวบ้านจะสงสัย" จางเหว่ยโอบเอวกิ๊กสาวเดินเข้าไปในบ้าน แต่ไม่ได้ปิดประตูสนิท ทำให้หลิวเย่ว์ค่อยๆ ย่องไปแนบหูฟังที่ข้างผนังไม้บางๆ ได้
"ฮึ! นังคุณหนูตกอับนั่นน่ะเหรอ?" เสียงหลี่หงแหลมปรี๊ดขึ้นด้วยความริษยา "พี่บอกว่าจะหย่ากับมันตั้งนานแล้วนะ เมื่อไหร่จะจัดการสักที ฉันไม่อยากเป็นเมียน้อยหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้แล้วนะ! แถมลูกในท้องฉันก็เริ่มโตวันโตคืนแล้วด้วย"
หลิวเย่ว์เบิกตากว้าง ยัยนี่ก็ท้องงั้นเหรอ? มิน่าล่ะ พ่อถึงได้ร้อนรนนัก
"ใจเย็นสิอาหง" น้ำเสียงของจางเหว่ยเปลี่ยนเป็นจริงจังและอำมหิต "ตอนนี้ยังหย่าไม่ได้ พินัยกรรมของตาแก่นั่นระบุว่า ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหลิวจะตกเป็นของหลานชายคนแรกที่เกิดจากสายเลือดโดยตรง ซึ่งก็คือนังหลิวซู"
"แล้วถ้ามันคลอดลูกสาวล่ะ?" หลี่หงถามเสียงขุ่น
"นั่นแหละคือแผนของพี่" จางเหว่ยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทำให้หลิวเย่ว์ขนลุกซู่ "ฉันไปคุยกับหมอตำแยหน้าเงินไว้แล้ว ถ้าวันคลอด นังซูคลอดลูกชาย ฉันจะให้หมอฉีดยาให้มันตกเลือดตายคาเตียง ส่วนลูกฉันก็จะรับมาเลี้ยงเองในฐานะพ่อหม้ายเมียตาย ถึงตอนนั้นฉันก็จะเป็นผู้จัดการมรดกโดยชอบธรรม แล้วฉันจะแต่งงานกับเธอ พาเธอเข้ามาเสวยสุขในบ้านตระกูลหลิวทันที"
มือเล็กๆ ของหลิวเย่ว์กำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความโกรธแค้นพุ่งพล่านจนตัวสั่น ไอ้สารเลว! ถึงขั้นจะฆ่าเมียตัวเองเพื่อสมบัติเลยเหรอ!
"แล้ว แล้วถ้ามันคลอดลูกสาวล่ะพี่?" หลี่หงถามต่อ "สมบัติก็หลุดมือสิ"
"ไม่มีทางหลุดหรอก" จางเหว่ยแสยะยิ้ม "ถ้ามันคลอดลูกสาว ฉันก็จะเอาลูกชายในท้องของเธอไปสลับตัว!"
"หา!" หลี่หงร้องเสียงหลง "จะเอาลูกฉันไปให้มันเลี้ยงเนี่ยนะ!"
"โธ่ ฟังให้จบก่อนสิ ถ้าลูกในท้องเธอเป็นผู้ชาย เราก็แค่สลับเอาลูกชายของเราไปสวมรอยเป็นลูกของนังซู ส่วนลูกสาวของมัน ก็แค่เอาไปทิ้ง หรือขายให้พวกค้ามนุษย์ไปซะ พอฉันได้สิทธิ์ในมรดกเมื่อไหร่ เราค่อยหาทางกำจัดนังซูทีหลัง ถึงตอนนั้นลูกชายก็กลับมาอยู่กับพ่อแม่ที่แท้จริงอย่างเรา สบายจะตายไป"
"อ้อ พี่เหว่ยฉลาดที่สุดเลย!" หลี่หงหัวเราะคิกคักด้วยความพอใจ "แต่พี่ต้องมั่นใจนะว่าลูกฉันเป็นผู้ชาย"
"ฉันไปดูหมอดูมาแล้ว หมอบอกว่าได้ลูกชายแน่นอน!" จางเหว่ยพูดอย่างมั่นใจ "แต่ถ้าซวยจริงๆ เป็นลูกสาวทั้งคู่ ฉันก็เตรียมติดต่อซื้อเด็กผู้ชายจากบ้านนอกเอาไว้แล้ว ยังไงซะ ทายาทตระกูลหลิวต้องเป็นของฉันเท่านั้น!"
หลิวเย่ว์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพง กัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความจริงที่ได้ยินในวันนี้มันโหดร้ายเกินกว่าที่คาดไว้มาก จางเหว่ยไม่ใช่แค่คนเห็นแก่ตัวธรรมดา แต่เป็นอสรพิษที่พร้อมจะฉกกัดทุกคนเพื่อผลประโยชน์ เขาไม่สนใจสายเลือด ไม่มีความเป็นคน วางแผนฆ่าแม่ สลับลูก หรือแม้แต่ซื้อเด็กมาสวมสิทธิ์
ดี ดีมาก จางเหว่ย ดวงตาของหลิวเย่ว์วาวโรจน์ในความมืด แสงอำมหิตฉายชัดยิ่งกว่าแสงของหยกจักรพรรดิ ในเมื่อแกกล้าวางแผนชั่วช้าขนาดนี้ ก็อย่าโทษที่ฉันจะโหดเหี้ยม
ละครฉากใหญ่ที่พวกแกเตรียมไว้ ฉัน หลิวเย่ว์ จะเป็นคนเขียนตอนจบให้เอง และรับรองว่าตอนจบของพวกแก จะไม่มีคำว่า 'แฮปปี้เอนดิ้ง' อย่างแน่นอน!
หลิวเย่ว์สูดลมหายใจลึก พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเด็กไร้เดียงสา แล้วค่อยๆ ถอยฉากออกมาจากตรอกมืดนั้นอย่างเงียบเชียบ เธอต้องรีบกลับบ้าน ไปเตรียมรับมือกับสถานการณ์ และเริ่มวางแผน 'ตลบหลัง' คนชั่ว
ทันทีที่ก้าวพ้นตรอก แสงตะวันยามเย็นสาดส่องลงมาที่ร่างเล็ก เงาของเด็กหญิงทอดยาวไปบนพื้นถนน ดูยิ่งใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่น การต่อสู้ที่แท้จริง ได้เริ่มขึ้นแล้ว
