ตอนที่ 5 ต้าหวงคาบความลับ
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ย่ำเข้ามาในลานบ้านอย่างเร่งรีบ หลัวเต๋อไห่ หัวหน้ากองการผลิต เดินหอบเข้ามาพร้อมกับเพื่อนบ้านหนุ่มคนหนึ่ง พอเห็นป้าหลิวยืนจังก้า หน้าดำหน้าแดงอยู่ตรงหน้าเด็กสองคนที่กอดกันกลม ชายวัยกลางคนก็ขมวดคิ้วทันที
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงส่งเสียงเอะอะโวยวายกันไปทั้งหมู่บ้านแบบนี้” หลัวเต๋อไห่ถามเสียงเข้ม
ป้าหลิวรีบปรับสีหน้า ชิงพูดขึ้นก่อน
“หัวหน้าหลัวมาพอดีเลย ฉันกำลังจะพาหลานไปอยู่ด้วย บ้านนี้มันผุพังหมดแล้ว ขืนปล่อยให้อยู่กันเอง แล้วเกิดหลังคาถล่มลงมาทับตายจะทำยังไง ฉันหวังดีแท้ ๆ แต่นังแก่…เอ๊ย! ย่าหลัวกลับหาว่าฉันรังแกเด็ก”
“หวังดีจนเด็กร้องไห้จ้าขนาดนี้น่ะหรือ” ย่าหลัวสวนทันควัน “ลากแขนเด็กจนตัวปลิว ถ้าฉันไม่ออกมาขวาง เด็กคงถูกตบจนปากแตกไปแล้ว”
หลัวเต๋อไห่ยกมือขึ้นห้ามทัพ ก่อนมองไปยังอันผิง
“อันผิง เธอว่ายังไง อยากไปอยู่กับลุงไหม”
“ผมอยากอยู่ที่นี่กับน้องครับ” อันผิงตอบเสียงฉะฉาน แววตาไม่มีความลังเล “แต่ลุงต้าฝูกับป้าหลิวเอาสมุดทะเบียนบ้านและสมุดรับปันส่วนธัญพืชของเราไปเก็บไว้ แถมยังจะจับพวกเราแยกกันอยู่ ผมเลยไม่ยอม”
หัวหน้ากองการผลิตหันไปจ้องลุงต้าฝูกับป้าหลิว
“เรื่องจริงหรือเปล่า ต้าฝู พวกแกเอาเอกสารของเด็กไปเก็บไว้ทำไม”
“ใส่ร้าย! เด็กพวกนี้พูดพล่อย ๆ!” ป้าหลิวแผดเสียงลั่น พลางชี้หน้าอันผิง “ฉันไปเอาสมุดของพวกแกมาตอนไหน หา! พวกแกทำหายเอง แล้วมาโยนความผิดให้ผู้ใหญ่ได้ยังไง ตาเฒ่า คุณบอกหัวหน้าไปสิว่าเราไม่เคยเห็นสมุดนั่นเลย!”
ลุงต้าฝูพยักหน้ารัว ๆ สนับสนุนคำพูดของภรรยา
“ใช่ครับ หัวหน้าหลัว พวกเราไม่รู้เรื่องสมุดอะไรนั่นเลย เด็กคงทำหล่นหายไปเองตอนวิ่งเล่นนั่นแหละครับ”
อันผิงหรี่ตามองผู้ใหญ่สองคนที่ปฏิเสธอย่างเต็มปาก เขาจดจำท่าทีของทั้งคู่ไว้เป็นอย่างดี
ปฏิเสธไปเถอะ หากถึงเวลาเอาหลักฐานออกมากางต่อหน้าทุกคน ทั้งสองคนจะได้กลับคำไม่ได้
“เอาละ ๆ ในเมื่อต้าฝูกับเหมยเซียงยืนยันว่าไม่ได้เอาไป ส่วนสมุดหายไปไหนก็ยังไม่รู้…” หลัวเต๋อไห่ถอนหายใจยาว ก่อนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “ระหว่างที่ยังตกลงเรื่องผู้ดูแลไม่ได้ ให้เด็กสองคนไปพักอยู่กับย่าหลัวก่อน ส่วนเรื่องกินอยู่ ฉันจะประสานงานขอเบิกธัญพืชสำรองจากกองการผลิต และลงบัญชีไว้ในชื่อครัวเรือนของเด็กให้เล็กน้อย จะได้ไม่ต้องทนหิวระหว่างรอตามหาสมุด”
อันผิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก การจัดการของหัวหน้าหลัวเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ อย่างน้อยผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ไม่ปล่อยให้เด็กในความดูแลต้องอดตาย
“พอจะจำได้ไหมว่าสมุดเล่มนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วปกติเก็บไว้ที่ไหน” หลัวเต๋อไห่หันมาถามเด็กชาย
อันผิงให้ข้อมูลตามที่ตนจำได้
“แม่เคยเก็บสมุดปันส่วนปกสีแดงไว้ในห่อผ้าสีแดงซีดครับ ตรงมุมผ้ามีรอยปะด้วยด้ายสีน้ำเงิน สมุดเล่มนั้นใช้บันทึกการรับส่วนแบ่งอาหารของครอบครัวครับ”
หลัวเต๋อไห่พยักหน้ารับรู้
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูที่บ้านพวกแกกัน ต้าฝู เหมยเซียง พวกแกกลับไปตรวจดูให้แน่ใจว่าสมุดไม่ได้ปะปนอยู่กับข้าวของในบ้าน จะได้หมดข้อสงสัย”
คำสั่งเด็ดขาดของหัวหน้าหลัวทำให้ลุงต้าฝูกับป้าหลิวจำใจเดินหน้าง้ำนำทางกลับบ้าน อันผิงจูงมือน้องสาวเดินตามผู้ใหญ่ไปติด ๆ โดยมีย่าหลัวกับต้าหวง สุนัขเฒ่าของนาง เดินตามไปด้วย
บ้านของลุงต้าฝูอยู่คนละฝั่งของหมู่บ้าน ทุกคนจึงต้องเดินลัดเลาะไปตามทางอยู่ครู่หนึ่ง
ระหว่างทาง อันหนิงกระตุกชายเสื้อพี่ชายเบา ๆ ก่อนเขย่งปลายเท้าขึ้นกระซิบข้างหู
“พี่ หนูตัวนั้นบอกว่ามันเคยเห็นห่อผ้าสีแดงถูกยัดลงในไหข้าวบ้านลุงจริง ๆ นะ ภาพที่มันส่งมาให้หนูเห็นชัดมาก แต่หนูไม่รู้หรอกว่าข้างในห่อมีอะไร”
“ห่อผ้าสีแดงหรือ…” อันผิงทวนคำเบา ๆ
เมื่อขบวนผู้ใหญ่และเด็กเดินมาถึงหน้าบ้านของลุงต้าฝู ต้าหวงซึ่งเดินตามมาเงียบ ๆ ก็หยุดกึกตรงรั้วไม้ไผ่เก่า มันยื่นจมูกเข้าไปดมฟุดฟิดตามช่องว่างระหว่างซี่รั้ว ก่อนอ้าปากงับบางอย่างแล้วออกแรงดึง
แควก!
เสียงผ้าขาดดึงความสนใจของทุกคน อันผิงก้มลงมอง เห็นต้าหวงคาบเศษผ้าสีแดงซีดขนาดประมาณฝ่ามือเอาไว้ มันสะบัดหัวจนเศษผ้าที่ติดอยู่กับเสี้ยนไม้หลุดออกมา
ทันใดนั้น อันหนิงก็ชะงัก เด็กหญิงเห็นภาพวูบหนึ่งที่ต้าหวงส่งมาให้ เป็นภาพห่อผ้าถูกดึงผ่านช่องรั้วอย่างเร่งรีบจนเกี่ยวเข้ากับเสี้ยนไม้และขาดออก ภาพนั้นปรากฏเพียงชั่วครู่ อีกทั้งอยู่ในมุมต่ำ จึงมองไม่เห็นใบหน้าของคนที่ดึงห่อผ้า
อันผิงรับเศษผ้ามาจากปากต้าหวง เขาพลิกดูรอยปะด้วยด้ายสีน้ำเงินตรงมุม ก่อนหันไปหาย่าหลัว
“ย่าหลัวครับ ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่าคุ้นกับรอยปะนี้หรือเปล่า”
หญิงชรารับเศษผ้าไปเพ่งดูใกล้ ๆ ก่อนพยักหน้ายืนยัน
“คุ้นสิ คุ้นมากด้วย! รอยเย็บซิกแซกแบบนี้ ฉันเป็นคนช่วยแม่พวกแกเย็บเองกับมือเมื่อปีก่อน มันเป็นห่อผ้าที่แม่แกใช้ห่อสมุดปันส่วนธัญพืชจริง ๆ”
อันผิงรีบเดินไปดักหน้าหัวหน้าหลัวซึ่งกำลังจะก้าวผ่านประตูรั้ว ก่อนยื่นเศษผ้าให้ดู
“หัวหน้าครับ เราพบเศษผ้าจากห่อที่แม่ใช้เก็บสมุดติดอยู่ตรงรั้วบ้านลุง แต่เมื่อครู่ลุงกับป้าบอกว่าไม่เคยเห็นสมุดของเรา หัวหน้าช่วยถามพวกเขาให้หน่อยได้ไหมครับ”
อันผิงไม่ได้กล่าวหาว่าป้าหลิวเป็นขโมย เขาเพียงนำเศษผ้าที่พบมาประกอบกับคำยืนยันของย่าหลัว แล้วปล่อยให้ผู้ใหญ่เป็นผู้ซักถามและตรวจสอบต่อ
หลัวเต๋อไห่รับเศษผ้าไปดู สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันที ก่อนหันไปหาลุงต้าฝูกับป้าหลิว
“เหมยเซียง! ต้าฝู! พวกแกอธิบายมาสิว่า เศษผ้าจากห่อสมุดของเด็กมาเกี่ยวอยู่ที่รั้วบ้านพวกแกได้ยังไง ตกลงสมุดอยู่ที่ไหน”
ป้าหลิวหน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง แต่เพราะนางรู้ตัวดีว่า นางได้ย้ายสมุดออกจากไหข้าวในครัวไปซ่อนที่อื่นแล้ว นางจึงรีบดึงความมั่นใจกลับมาและใช้จุดนี้พลิกสถานการณ์เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
“นั่นมันเศษผ้าขี้ริ้วที่ไหนก็ไม่รู้! หมามันไปคาบขยะมาแล้วแกจะมาใส่ร้ายฉันได้ยังไง!” ป้าหลิวแหวเสียงดัง “อีกอย่างนะ สมุดบ้าบออะไรนั่นฉันจะเอามาทำไม ข้าวบ้านฉันก็มีกิน!”
อันผิงไม่โต้เถียงด้วยอารมณ์ เขามองหน้าหัวหน้าหลัวแล้วพูดด้วยเหตุผล “สมุดรับธัญพืชคือของที่ใช้เบิกข้าวครับ ถ้ามันตกหล่นอยู่แถวนี้ ก็อาจจะถูกเก็บไปปะปนกับที่เก็บเสบียงอาหาร... ตอนนี้สมุดบ้านผมหายไป ข้าวในไหบ้านผมก็ว่างเปล่า ผมแค่อยากรู้ว่ามันบังเอิญไปปนอยู่ในครัวของบ้านลุงบ้างหรือเปล่า”
คำพูดของอันผิงดูเป็นตรรกะของเด็กที่คิดความเชื่อมโยงง่าย ๆ ว่า 'สมุดข้าว ก็ต้องอยู่กับข้าว'
เมื่อป้าหลิวเห็นว่าเด็กพุ่งเป้าไปที่ครัว นางจึงแสยะยิ้มในใจและรีบฉวยโอกาสนี้ปิดคดี “ได้! แกคิดว่าฉันขโมยข้าวขโมยสมุดแกไปซ่อนไว้ในครัวใช่ไหม หัวหน้าหลัว เชิญเข้าไปดูในครัวได้เลย ไปดูให้เห็นกับตาว่าในไหข้าวบ้านฉันมีสมุดของเด็กนี่ซ่อนอยู่หรือเปล่า!”
หัวหน้าหลัวเห็นว่าเจ้าของบ้านเป็นฝ่ายเสนอตัวให้ดูเฉพาะในครัวเพื่อความบริสุทธิ์ใจ เขาจึงรับปาก “ได้ ฉันจะเข้าไปดูแค่ในครัว เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย”
ป้าหลิวทำเป็นใจดีสู้เสือ นางเปิดประตูรั้วแล้วผายมือเชิญหัวหน้าหลัวเข้าไปตรวจดู เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
หลัวเต๋อไห่หันไปถามลุงต้าฝูอีกครั้ง
“พวกแกยินยอมให้เข้าไปดูในครัวใช่ไหม”
“เชิญเลยครับ” ลุงต้าฝูตอบ แม้สีหน้าจะดูฝืนอยู่บ้าง
เมื่อเจ้าของบ้านยืนยัน หลัวเต๋อไห่จึงพาทุกคนเข้าไป โดยมีลุงต้าฝูกับป้าหลิวเดินตามอยู่ตลอด เขาทำหน้าที่เพียงตรวจสอบข้อพิพาทในชุมชนตามความยินยอมของเจ้าของบ้าน ไม่ได้รื้อค้นข้าวของโดยพลการ
เมื่อเข้ามาในครัว อันผิงมองเห็นไหข้าวใบใหญ่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ตรงกับตำแหน่งในภาพที่อันหนิงบอก เขาจึงชี้ไปยังไหใบนั้น
“หัวหน้าครับ ช่วยเปิดไหข้าวใบนั้นดูได้ไหมครับ”
จากนั้นเด็กชายก็ถอยออกมาหนึ่งก้าว ปล่อยให้เจ้าของบ้านเปิดฝาไหและให้หัวหน้าหลัวเป็นผู้ตรวจดู เขาไม่แตะต้องหรือรื้อค้นทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยตนเอง
ระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังชะโงกหน้าดูในไห ต้าหวงซึ่งเพิ่งสร้างผลงานก็เดินเตาะแตะมานั่งแหมะอยู่ตรงหน้าอันหนิง มันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย หางกระดิกดิ๊ก ๆ
อันหนิงยิ้มกว้าง ก่อนกระซิบบอกพี่ชาย
“พี่ ต้าหวงบอกว่ามันทำงานเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังรอคำชมอยู่”
อันผิงหลุดหัวเราะเบา ๆ เขาย่อตัวลงลูบหัวสุนัขเฒ่า
“เก่งมาก ต้าหวง ขอบใจนะ”
ต้าหวงหลับตาพริ้ม รับสัมผัสนั้นอย่างพึงพอใจ แต่พออันผิงดันหลังมันเบา ๆ แล้วบอกว่า “หลบทางหน่อย ตรงนี้เกะกะ” เจ้าสุนัขแก่กลับลืมตาขึ้น ทำหน้านิ่งและแกล้งหูตึงราวกับไม่ได้ยินคำสั่ง อันหนิงต้องใช้สองมือดันก้นมัน มันจึงยอมขยับไปนอนขดอยู่อีกมุมหนึ่ง
“ไม่มี!”
เสียงของหัวหน้าหลัวดึงความสนใจของทุกคนกลับมา เขาเงยหน้าขึ้นจากไหข้าวแล้วส่ายหน้า
“ในไหมีแต่ข้าวสารอยู่เกือบครึ่งไห ไม่มีห่อผ้าสีแดงหรือสมุดอะไรเลย”
อันหนิงเบิกตาโต ก่อนหันมามองพี่ชายด้วยความสับสน ภาพที่หนูตัวนั้นส่งมาให้นางเห็น เป็นภาพห่อผ้าถูกยัดลงไปในไหใบนี้จริง ๆ
อันผิงขมวดคิ้ว เขาเชื่อว่าภาพที่หนูส่งให้อันหนิงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ความสามารถของน้องสาวไม่อาจบอกได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด หากห่อผ้าเคยถูกซ่อนไว้ในไหใบนี้จริง การที่ป้าหลิวกล้าเปิดทางให้ตรวจค้นอย่างมั่นใจ ย่อมหมายความว่านางอาจย้ายห่อผ้าไปซ่อนไว้ที่อื่นแล้ว