ทะลุมิติยุค 60 พี่ชายแปดขวบเลี้ยงน้องด้วยถุงอั่งเปานำโชค

57.0K · ยังไม่จบ
หมึกวินิจ
30
บท
110
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

อันผิงเคยเป็นชายหนุ่มผู้ทำงานด้านจัดการคลังสินค้า แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขากลับกลายเป็นเด็กชายวัยแปดขวบในหมู่บ้านชนบทยุค 60 ข้างกายมีเพียงอันหนิง น้องสาววัยห้าขวบผู้ผอมแห้ง บ้านของพวกเขาผุพัง เสบียงถูกขโมย และญาติใกล้ชิดกำลังพยายามแยกสองพี่น้องออกจากกันเพื่อยึดครองบ้านกับทรัพย์สินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ อันผิงจึงนำความรู้จากชาติก่อนมาใช้จัดสรรอาหาร ตรวจสอบหลักฐาน และแก้ปัญหาอย่างสุขุม ขณะที่อันหนิงมีความสามารถลับในการรับรู้ภาพความทรงจำจากสัตว์ ทั้งสองยังได้รับความช่วยเหลือจากถุงอั่งเปานำโชค ย่าหลัวผู้เมตตา และต้าหวง สุนัขเฒ่าแสนรู้ ท่ามกลางฤดูหนาวอันโหดร้าย เด็กสองคนต้องต่อสู้กับความหิว ความหนาว และเล่ห์กลของผู้ใหญ่ พร้อมตามหาเอกสารที่หายไป ไขปริศนากุญแจทองเหลือง และค้นหาความจริงจากเบาะแสที่พ่อแม่ทิ้งไว้ โดยมีสายใยพี่น้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่มีผู้ใดพรากไปได้

นิยายจีนโบราณพลิกชีวิตนิยายย้อนยุคยุค60สัมพันธ์ครอบครัวไขความลับพึ่งพาตัวเอง

ตอนที่ 1 พี่ชายตื่นในกองฟืน

ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาตั้งแต่ท้ายทอยจนถึงขมับ กู้เหยียนพยายามลืมตา แต่เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน สิ่งสุดท้ายที่สมองสั่งการให้จำได้คือเสียงคนงานตะโกนลั่นคลังสินค้า ตามด้วยภาพชั้นเหล็กวางของขนาดใหญ่พังครืนลงมาทับร่าง

เขาควรจะตายไปแล้วแน่ ๆ

ชายหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปีสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของฟืน ฝุ่นดิน และความหนาวเย็นยะเยือกตีเข้าจมูก ลมหนาวของปลายปีพัดลอดร่องไม้กระดานเข้ามาจนบาดผิว พื้นที่เขานอนอยู่เย็นเฉียบและแข็งกระด้าง เขาค่อย ๆ ขยับนิ้วมือและนิ้วเท้าเพื่อสำรวจตัวเอง ก่อนจะพบความผิดปกติ ร่างกายนี้เล็กเกินไป แขนขาผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้ง เสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็สากระคายผิวและหลวมโคร่ง

เขาไม่ได้อยู่ในคลังสินค้า และเขาไม่ใช่หัวหน้าแผนกขนส่งที่ชื่อกู้เหยียนอีกต่อไป

เด็กชายค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงกองไม้ อาการปวดหัวยังคงเล่นงานเขาอยู่ เขาตบแก้มตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติ ท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ เขาเห็นเงาดำขดตัวอยู่ตรงมุมห้องใกล้ประตู เมื่อเพ่งมองดี ๆ จึงเห็นว่าเป็นเด็กหญิงตัวเล็กสวมเสื้อกันหนาวที่เต็มไปด้วยรอยปะ เธอนั่งกอดเข่าซุกหน้าซ่อนความสั่นเทาเอาไว้

ทันใดนั้น ความทรงจำมากมายก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวจนเขาต้องกัดฟันแน่น

ร่างนี้ชื่อเฉินอันผิง อายุแปดขวบ ส่วนเด็กหญิงตรงหน้าคือเฉินอันหนิง น้องสาววัยห้าขวบของเขา พ่อของพวกเขากลายเป็นคนสูญหายระหว่างไปทำงานขนส่งเสบียงที่สถานีรถไฟเมื่อสี่เดือนก่อน ส่วนแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปก่อนหน้านั้น

ภาพเหตุการณ์เมื่อวานนี้ฉายชัดในหัว เฉินเสี่ยวเป่า ลูกชายของลุงผลักอันผิงจนล้มหัวกระแทกพื้น เพียงเพราะอันผิงเข้าไปทวงถามถึงสมุดรับปันส่วนธัญพืชของครอบครัวที่ถูกป้าสะใภ้หลิวเหมยเซียงยึดไป

ป้าหลิวยืนชี้นิ้วด่าทอเขาเสีย ๆ หาย ๆ หาว่าเด็กแปดขวบก้าวร้าว ไม่รู้จักบุญคุณ กินข้าวบ้านลุงแล้วยังกล้ามาทวงของ จากนั้นก็จับพวกเขาสองคนพี่น้องมาขังไว้ในห้องเก็บฟืนของบ้านลุงเพื่อดัดนิสัย

ความทรงจำเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ ยังเลือนราง อันผิงจำได้แค่ลุงต้าฝูกับป้าหลิวเคยพูดถึงเงินช่วยเหลือของครอบครัวเขา แต่ไม่รู้ว่าจำนวนเท่าไรหรือใครเป็นคนถือสิทธิ์รับเงินแน่ชัด

ฉันมาอยู่ในร่างเด็กแปดขวบที่กำพร้า แถมยังถูกญาติรังแกแย่งข้าวเนี่ยนะ! กู้เหยียนคิดในใจ เขาถอนหายใจยาว ในชีวิตก่อนเขาเติบโตมาจากสถานสงเคราะห์ ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบกว่าจะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง การจัดการคลังสินค้าสอนให้เขารู้จักตั้งสติ เอาเถอะ ในเมื่อได้ชีวิตใหม่มาแล้ว โวยวายไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ตอนนี้เป้าหมายเดียวคือต้องเอาชีวิตรอดจากหน้าหนาวปีนี้ไปให้ได้

เขาขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นเดินไปหาน้องสาว แต่เสียงกระซิบเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นเสียก่อน

“อย่ากินตรงนั้นนะ นั่นมันเศษแป้งชิ้นสุดท้ายของพวกเราแล้ว”

อันผิงเลิกคิ้ว เขามองตามสายตาของอันหนิงไปที่กองฟืน หนูตัวเบ้อเริ่มกำลังดมก้อนแป้งแห้งกรังขนาดเท่านิ้วก้อย

เด็กหญิงพูดกับหนูงั้นเหรอ?

เขารีบคลานเข้าไปใกล้ อันหนิงเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอเบ้า “พี่อันผิง พี่ตื่นแล้ว หนูเจ็บหัวจังเลย”

การรับรู้ภาพและความคิดของสัตว์คงทำให้เด็กห้าขวบรับภาระหนักเกินไป “พี่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว” อันผิงลูบหัวน้องสาวเบา ๆ มือของเธอเย็นเฉียบ

อันหนิงชี้มือไปที่หนูตัวนั้นแล้วกระซิบเสียงแผ่ว “พี่ หนูตัวนี้ส่งภาพมาบอกหนูว่า มันเห็นห่อผ้าสีแดงถูกคนยัดลงไปในไหใบใหญ่ในครัวบ้านลุง”

อันผิงชะงัก เขาเป็นผู้ใหญ่ที่มาจากยุคปัจจุบัน เรื่องเด็กสื่อสารกับสัตว์ฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่การที่เขามาเกิดใหม่ในร่างเด็กยุค 60 ก็ประหลาดพออยู่แล้ว เขาเลือกที่จะแยกแยะความทรงจำกับข้อสันนิษฐานออกจากกัน หนูอาจจะเห็นห่อผ้าสีแดงจริง ๆ แต่หนูคงอ่านหนังสือไม่ออกและไม่มีทางรู้หรอกว่าข้างในคือสมุดรับปันส่วนธัญพืชตามที่พวกเขาตามหาหรือไม่ เขาจะไม่ด่วนสรุปจนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตัวเอง

จ๊อก...

เสียงท้องร้องดังลั่นมาจากพุงของอันหนิง เจ้าหนูที่กำลังดมเศษแป้งสะดุ้งตกใจจนวิ่งเตลิดหายไปในซอกไม้

เด็กหญิงหน้าแดงก่ำ รีบยกมือสองข้างปิดท้องตัวเองแน่น “หนูไม่ได้ร้องนะ ฟืนกองนั้นต่างหากที่ร้อง”

อันผิงพยักหน้าหน้าตาย “อืม พี่ก็ว่าเสียงกองฟืนร้องดังใช้ได้เลย สงสัยฟืนจะหิวจัด”

อันหนิงเห็นพี่ชายไม่จับผิดและไม่ดุเรื่องที่เธอคุยกับหนู เธอก็หลุดยิ้มออกมาได้นิดหน่อย บรรยากาศตึงเครียดในห้องเก็บฟืนดูผ่อนคลายลง

“เราต้องออกไปจากที่นี่” อันผิงบอก เขาเริ่มประเมินสภาพแวดล้อม ตอนนี้ฟ้ายังมืดอยู่ น่าจะอยู่ในช่วงก่อนรุ่งเช้า ไม่มีเสียงคนเดินในบ้านลุงเลยสักนิด แปลว่าผู้ใหญ่ทุกคนยังหลบหนาวอยู่ใต้ผ้าห่ม

เขาเดินไปที่ประตูไม้อันเก่า ลองผลักเบา ๆ ประตูขยับได้นิดหน่อยแต่เปิดไม่ออก ด้านนอกถูกขัดไว้ด้วยสลักไม้และมัดเชือกป่านเอาไว้หลวม ๆ จากช่องว่างของบานประตูที่บวมชื้น เขาก้มลงเพ่งมองปมเชือกด้านนอก

ด้วยร่างกายของเด็กแปดขวบที่ไม่ได้กินข้าวมาเต็มวัน เขาไม่มีแรงพอจะพังประตูหรือยกท่อนไม้ใหญ่มางัดแน่ ๆ สมองของคนทำงานคลังสินค้าเริ่มจัดลำดับความคิด เขาต้องใช้การสังเกต ไม่ใช่กำลังฝืนทำในสิ่งที่เกินตัว

“อันหนิง มาช่วยพี่ตรงนี้หน่อย” เขาเรียกน้องสาว

อันหนิงคลานเข้ามาใกล้ มือเล็ก ๆ ยื่นเศษแป้งข้าวโพดแข็ง ๆ ที่เพิ่งแย่งมาจากหนูให้เขา “พี่กินสิ พี่หัวแตก ต้องกินยานะ”

“แบ่งกัน” อันผิงรับมาแล้วหักเศษแป้งที่เล็กอยู่แล้วออกเป็นสองส่วน ยัดเข้าปากตัวเองครึ่งหนึ่งแล้วป้อนให้น้องสาวอีกครึ่งหนึ่ง รสชาติมันทั้งสากและจืดชืดจนแทบกลืนไม่ลง แต่ตอนนี้ขอแค่มีอะไรตกถึงท้องก็พอให้ร่างกายมีแรงขยับตัว

“หนูช่วยดูตรงช่องนี้สิว่ามีแสงหรือมีคนเดินมาไหม” เขาแบ่งหน้าที่ให้อันหนิงช่วยส่องรอยแยกของประตู ส่วนตัวเขาพยายามสอดนิ้วเล็ก ๆ ออกไปตามช่องไม้ที่หลวม เพื่อสัมผัสปมเชือกป่านด้านนอก

สลักไม้นี้เป็นแค่เศษไม้ที่ถูกเสียบขัดไว้ลวก ๆ นิ้วของอันผิงสอดไปโดนปมเชือก เขารู้สึกได้ว่าถ้ามีของชิ้นเล็ก ๆ หรือของแหลม ๆ สักชิ้นมาสะกิด ปมนี้ก็น่าจะคลายออกได้ไม่ยาก

สองพี่น้องช่วยกันขยับบานประตูเบา ๆ เพื่อให้เกิดช่องว่างมากขึ้นโดยไม่ให้เกิดเสียงดังจนคนในบ้านลุงตื่น ขณะที่อันหนิงขยับตัวเข้ามาช่วยดึงชายเสื้อพี่ชายเพื่อช่วยออกแรง ทันใดนั้น ถุงผ้าใบเล็กที่เย็บด้วยด้ายสีแดงคล้องอยู่บนคอของอันหนิงก็เกิดปฏิกิริยา

มันคือถุงอั่งเปาที่แม่ของพวกเขาเย็บทิ้งไว้ให้ก่อนเสียชีวิต

ปกติมันก็เป็นแค่ถุงผ้าเก่า ๆ ใบหนึ่ง แต่อยู่ ๆ มันกลับแผ่ไออุ่นออกมาจนสัมผัสได้ อันผิงก้มลงมองด้วยความประหลาดใจ ความร้อนจากถุงผ้าซึมผ่านเสื้อกันหนาวของน้องสาวอย่างชัดเจนราวกับมีชีวิต

ตรงรอยแยกของปากถุง มีมุมของกระดาษซองสีแดงสดใบหนึ่งโผล่พ้นขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความหนาวเหน็บของห้องเก็บฟืน