ตอนที่ 6 คำถามสามข้อของเด็กแปดขวบ
เมื่อในไหข้าวไม่มีห่อผ้าสีแดงซ่อนอยู่ ป้าหลิวก็เชิดหน้าขึ้นทันที แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและได้ใจ
“เห็นไหมล่ะหัวหน้าหลัว ฉันบอกแล้วว่าไม่ได้เอาสมุดอะไรนั่นมา เด็กพวกนี้มันแต่งเรื่องใส่ร้ายผู้ใหญ่ชัด ๆ!”
หลัวเต๋อไห่ขมวดคิ้ว เขามองไหข้าวสลับกับเศษผ้าในมือ แม้ในไหจะไม่มีของ แต่รอยขาดบนเศษผ้าที่ต้าหวงคาบมามันตรงกับคำให้การของฝั่งเด็กพอดีเป๊ะ คนเป็นหัวหน้ากองการผลิตผ่านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมานักต่อนัก เขารู้ดีว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน
“ถ้าอย่างนั้นไปคุยกันต่อที่ทำการกองการผลิต” หลัวเต๋อไห่ตัดสินใจ “ฉันจะให้คนกางบัญชีดูว่าใครเป็นคนรับส่วนแบ่งอาหารของบ้านเฉินไปล่าสุด จะได้รู้กันไปเลยว่าสมุดอยู่กับใคร”
ป้าหลิวชะงักไปนิดหนึ่งแต่ก็ยอมเดินตามไป ลานหน้าทำการกองการผลิตช่วงบ่ายมีชาวบ้านเดินผ่านไปมาประปราย หลัวเต๋อไห่สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายแจกจ่ายธัญพืชไปหยิบสมุดบันทึกเล่มใหญ่มา
ระหว่างที่รอ อันผิงก้าวออกมายืนข้างหน้า เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“หัวหน้าหลัวครับ ผมมีเรื่องอยากถามสามข้อครับ” เด็กชายชูนิ้วขึ้นมา “ข้อแรก ใครเป็นคนรับอาหารของบ้านพวกเราไปล่าสุดครับ ข้อสอง ถ้าสมุดไม่ได้อยู่กับลุง แล้วรอบหน้าพวกเราจะเอาสมุดที่ไหนไปรับอาหาร และข้อสาม ทำไมถึงต้องจับผมกับน้องแยกกันไปอยู่คนละหมู่บ้านด้วยครับ”
มันเป็นคำถามเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเป็นสิ่งที่เด็กที่กำลังเดือดร้อนเรื่องปากท้องควรถาม อันผิงไม่ได้ใช้คำพูดสลับซับซ้อนหรืออ้างข้อกฎหมายให้ดูฉลาดเกินวัย เขาแค่ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลของการกระทำทั้งหมด
อันหนิงที่ยืนอยู่ข้างหลังพยายามจะช่วยพี่ชายชูนิ้ว เธอชูนิ้วขึ้นมาสี่นิ้วด้วยความลืมตัว อันผิงหันไปเห็นจึงเอื้อมมือไปพับนิ้วก้อยของน้องสาวลงเบา ๆ ให้เหลือสามนิ้ว อันหนิงรีบเอามืออีกข้างมากุมปลายนิ้วที่เหลือเอาไว้แน่น กลัวว่านิ้วมันจะเด้งขึ้นมาเกินอีก สร้างรอยยิ้มเอ็นดูให้แก่ผู้ใหญ่ที่ยืนมองอยู่
ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ก็กางบัญชีลงบนโต๊ะ “เจอแล้วครับหัวหน้า การรับธัญพืชรอบล่าสุดของบ้านเฉิน มีคนมาเบิกรับไปแล้วจริง ๆ และคนเซ็นชื่อรับแทนก็คือ... หลิวเหมยเซียงครับ”
เจ้าหน้าที่ชี้ไปที่ลายมือชื่อบนหน้ากระดาษ ทุกสายตาหันขวับไปมองป้าหลิวเป็นตาเดียว
เมื่อหลักฐานทนโท่คาตา ป้าหลิวก็หน้าซีดเผือด เธออึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบเปลี่ยนท่าที “อ้อ! ฉันจำได้แล้ว! ฉันเป็นคนรับสมุดมาเองแหละ ก็ฉันหวังดี กลัวว่าเด็กมันจะทำสมุดหายก็เลยเก็บเอาไว้ให้ ฉันเป็นป้าแท้ ๆ ช่วยเก็บรักษาเอกสารให้หลานมันผิดตรงไหน!”
“หวังดีแล้วทำไมเมื่อกี้ถึงปฏิเสธหน้าตายว่าไม่เห็นสมุด” ย่าหลัวแค่นเสียงถาม “แกตั้งใจจะฮุบสมุดไว้เบิกอาหารกินเองน่ะสิ”
“หุบปากไปเลยนะยายแก่!” ป้าหลิวแผดเสียง
“พอได้แล้ว!” หลัวเต๋อไห่ตบโต๊ะดังปัง “เหมยเซียง แกกลับไปเอาสมุดทะเบียนบ้านกับสมุดธัญพืชของเด็กมาเดี๋ยวนี้เลย ไป!”
ป้าหลิวกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ แต่จำต้องเดินกลับไปที่บ้าน คราวนี้เธอไม่ได้เดินไปที่ห้องครัว แต่ตรงเข้าไปในห้องนอนแล้วล้วงเอาสมุดปกแดงกับสมุดทะเบียนครัวเรือนออกมาจากก้นกล่องเก็บเสื้อผ้าของตัวเอง
เมื่อเอกสารถูกนำมาวางบนโต๊ะ ย่าหลัวก็หยิบเศษผ้าสีแดงซีดที่ขาดวิ่นมาเทียบกับรอยปะที่เหลืออยู่ ทุกอย่างตรงกันพอดีเป๊ะ เป็นอันยืนยันว่าป้าหลิวเป็นคนเอาสมุดไปจริง ๆ
ถึงอย่างนั้น ป้าหลิวก็ยังปฏิเสธเสียงแข็งเรื่องข้าวสารที่หายไปจากไหบ้านเด็ก “สมุดน่ะฉันเอามาเก็บไว้ให้จริง แต่ข้าวสารในไหฉันไม่รู้เรื่องนะ! พวกมันกินกันหมดเองแล้วมาโทษฉันต่างหาก”
หัวหน้าหลัวเห็นว่าเถียงกันไปก็ไร้ประโยชน์ เขาจึงจดบันทึกไว้เพียงว่ามีการส่งคืนเอกสาร ส่วนเรื่องข้าวที่หายไปต้องไปตรวจยอดการรับจ่ายกันอีกที ไม่ได้ตัดสินลงโทษรวบรัดว่าป้าหลิวเป็นขโมยในทันที
อันผิงเห็นเอกสารวางอยู่บนโต๊ะ เขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ผู้ใหญ่ถือกลับไปดื้อ ๆ เดี๋ยวก็ต้องมีเรื่องตุกติกอีก เขาจึงพูดขึ้น “หัวหน้าครับ เพื่อป้องกันไม่ให้สมุดหายอีก ผมขอให้ทำรายการส่งมอบเอกสารไว้เป็นหลักฐานได้ไหมครับ”
หลัวเต๋อไห่เลิกคิ้วประหลาดใจเล็กน้อยที่เด็กแปดขวบคิดได้รอบคอบขนาดนี้ แต่เขาก็เห็นด้วย “ได้ ฉันจะให้เจ้าหน้าที่ทำใบรับมอบไว้ และเพื่อความปลอดภัย เอกสารพวกนี้ฉันจะฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีก่อน เพื่อรอเทียบข้อมูลการรับจ่ายทั้งหมดให้เรียบร้อย”
อันผิงพยักหน้ารับเงื่อนไข แม้ลึก ๆ กู้เหยียนจะไม่ชอบให้ใครมาตัดสินใจแทน แต่ในสถานการณ์นี้ การเอาเอกสารไปฝากไว้กับคนของทางการคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ดีกว่าเอากลับไปเก็บที่บ้านรกร้างให้โดนขโมยซ้ำสอง
“ส่วนเรื่องที่พัก ระหว่างที่รอกระบวนการตรวจสอบและรอติดต่อหน่วยงานของพ่อเด็ก ห้ามต้าฝูกับเหมยเซียงพาเด็กย้ายบ้านตามอำเภอใจเด็ดขาด” หัวหน้าหลัวสั่งการเสียงเด็ดขาด “ให้เด็กสองคนพักอยู่กับย่าหลัวไปก่อนจนกว่าเรื่องสิทธิ์การดูแลจะตกลงกันได้ชัดเจนตามกฎระเบียบ”
ลุงต้าฝูกับป้าหลิวหน้ามุ่ยแต่ไม่กล้าเถียง ทำได้เพียงเดินกระแทกเท้าปึงปังจากไป
ช่วงเย็นของวันเดียวกัน ย่าหลัวพาเด็กทั้งสองคนกลับไปที่บ้านเดิมเพื่อเก็บเสื้อผ้าและเครื่องนอนบางส่วนไปใช้ชั่วคราว ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ลมหนาวพัดกรรโชกแรงขึ้นจนกระดูกแทบสั่น
เมื่อเดินเข้าไปในลานบ้าน อันผิงหยุดชะงัก เขามองไปที่ห้องนอนฝั่งตะวันตก เสียงไม้เก่าเสียดสีกันดังกึกกักตามแรงลม แม้จะไม่ได้ดังมาก แต่ในความเงียบมันกลับชัดเจน
“ย่าหลัวครับ” อันผิงดึงแขนเสื้อหญิงชรา “เราอย่าเข้าไปในห้องตะวันตกเลยนะครับ ไม้คานมันลั่นเสียงดังแปลก ๆ ผมกลัวว่ามันจะพังลงมา”
ย่าหลัวเงี่ยหูฟัง แกได้ยินเสียงไม้ลั่นจริงดั่งที่เด็กว่า ประกอบกับหิมะตกหนักสะสมมาหลายวัน โครงสร้างบ้านดินที่ขาดการซ่อมบำรุงคงรับน้ำหนักไม่ไหวแล้ว แกพยักหน้าเห็นด้วย “ได้ ย่าจะพาพวกแกเข้าไปหยิบของแค่ในห้องครัวกับห้องตะวันออกก็พอ ส่วนห้องตะวันตกปล่อยมันไว้ก่อน เดี๋ยวเก็บของเสร็จย่าจะรีบไปแจ้งหัวหน้าหลัวให้ตามช่างไม้มาตรวจดูคืนนี้เลย ปล่อยข้ามคืนคงไม่ดีแน่”
อันผิงถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็สามารถพาตัวเองและน้องสาวหลีกเลี่ยงอันตรายตามคำเตือนในถุงอั่งเปาได้สำเร็จ
หลังค่ำวันนั้นเอง ขณะที่สองพี่น้องกำลังนั่งผิงไฟกินมันเทศเผาอยู่ในบ้านของย่าหลัว ช่างไม้ประจำหมู่บ้านกับหัวหน้าหลัวก็เดินทางมาถึงหน้าบ้านเดิมของเด็ก ๆ ตามที่ย่าหลัวได้ไปแจ้งเรื่องด่วนเอาไว้
ผู้ใหญ่ทั้งสองคนยืนประเมินสภาพบ้านจากลานหน้าบ้าน ท่ามกลางแสงสลัวของตะเกียงน้ำมัน ทันใดนั้น เสียงไม้ลั่นก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงเสียดสีเบา ๆ แต่เป็นเสียงไม้หักลั่นดังกึกก้อง
ฝุ่นผงจำนวนมากร่วงกราวลงมาจากช่องหน้าต่างของห้องตะวันตก ตามด้วยเสียงคล้ายโครงสร้างบางอย่างกำลังปริแตกออกจากกัน
