บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 โจ๊กใสจนเห็นก้นชาม

อันผิงดึงสายตากลับมาจากรอยรองเท้าเปื้อนโคลนบนพื้น เขาหันไปจับไหล่น้องสาวเบา ๆ แล้วดันตัวเธอให้ออกห่างจากทางเดินไปห้องตะวันตก

“อันหนิง รอพี่อยู่ในครัวตรงนี้นะ ห้ามเดินไปทางห้องตะวันตกเด็ดขาด เข้าใจไหม”

เด็กหญิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เธอไม่ถามอะไรเซ้าซี้ เพราะความหิวและความหนาวทำให้เธอแค่อยากขดตัวอยู่ใกล้ ๆ เตาไฟที่ดับมอดไปนานแล้ว

เมื่อเห็นน้องสาวนั่งนิ่ง อันผิงก็รีบวิ่งออกจากลานบ้านมุ่งหน้าไปยังบ้านข้าง ๆ ทันที ย่าหลัวเป็นหญิงชราอดีตหมอตำแยที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีลูกหลานคอยดูแล แกเป็นคนปากร้าย ขี้บ่น แต่ลึก ๆ แล้วเป็นผู้ใหญ่คนเดียวในละแวกนี้ที่พอจะพึ่งพาได้

“ย่าหลัวครับ! ย่าหลัว!” อันผิงเคาะประตูไม้หน้าบ้านพร้อมกับตะโกนเรียกเสียงสั่น

ไม่นานนัก ประตูก็เปิดออก หญิงชราสวมเสื้อกันหนาวสีเทาตัวหนาขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นสภาพเด็กชาย “ร้องโวยวายอะไรแต่เช้าฮึอันผิง แล้วนี่ทำไมหน้าตาซีดเซียวแบบนี้”

“ย่าหลัว ช่วยไปดูที่บ้านผมหน่อยครับ ไหข้าวบ้านผมว่างเปล่า แถมยังมีรอยรองเท้าผู้ใหญ่เดินเข้าไปในห้องตะวันตกด้วย” อันผิงรายงานสิ่งที่พบตามความเป็นจริง เขาเลือกที่จะบอกแค่สิ่งที่เห็นโดยไม่เอ่ยปากกล่าวหาลุงต้าฝูแม้แต่คำเดียว

ย่าหลัวตาโต แกดึงแขนเสื้อเด็กชายแล้วก้าวฉับ ๆ ตามมาที่บ้านเดิมของเขาทันที เมื่อมาถึงห้องครัวและชะโงกหน้าดูในไหใบใหญ่ หญิงชราก็ตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่

“ข้าวสารหายไปไหนหมด! ฉันจำได้แม่นว่าบ้านพวกแกยังมีข้าวเหลืออยู่เลย” ย่าหลัวสบถเบา ๆ แกหันไปมองรอยรองเท้าที่พื้นซึ่งมุ่งหน้าไปทางห้องตะวันตก

จังหวะนั้นเอง เสียงคานไม้เก่าก็ลั่น เอี๊ยดอ๊าด ดังลอดมาจากทางห้องนั้น หิมะที่ตกหนักสะสมมาหลายวันคงทำให้โครงสร้างหลังคาที่ผุพังเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว ย่าหลัวชะงักไปครู่หนึ่ง แกมองสภาพบ้านแล้วหันมาถอนหายใจยาวด้วยความเวทนาเด็กทั้งสอง

“พวกแกอยู่ตรงครัวนี่แหละ ห้ามเข้าไปในห้องตะวันตกที่ไม้มันลั่นเมื่อกี้เชียวนะ โครงมันคงใกล้ทรุดเต็มทีแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปตามหัวหน้ากองการผลิตมาดูให้”

พูดจบแกก็หมุนตัวเดินกลับไปที่บ้านของตัวเอง คล้อยหลังไปครู่เดียว ย่าหลัวก็เดินกลับมาพร้อมกับห่อใบไม้ในมือ แกยัดมันใส่มืออันผิง

“ฉันมีแค่นี้แหละ แบ่งไปต้มกินรองท้องก่อนไป” หญิงชราบ่นอุบอิบก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปตามหัวหน้ากองการผลิตในหมู่บ้านตามที่รับปากไว้

อันผิงเปิดห่อใบไม้ออกดู ข้างในมีแป้งข้าวโพดสีเหลืองหยาบ ๆ หนึ่งกำมือกับหัวผักกาดแห้งชิ้นเล็ก ๆ สองชิ้น นี่คือเสบียงส่วนตัวของย่าหลัวที่ยอมเฉือนเนื้อแบ่งมาให้ สำหรับผู้ใหญ่ นี่อาจจะไม่อิ่มด้วยซ้ำ แต่สำหรับเด็กสองคนที่หิวจนไส้กิ่ว มันคือต่อชีวิตได้อีกมื้อ

ชายหนุ่มในร่างเด็กหันซ้ายหันขวา เขาเริ่มจัดการข้าวของรอบตัวตามสัญชาตญาณคนคุมคลังสินค้า อันผิงหยิบแผ่นไม้เรียบ ๆ ที่ตกอยู่ใกล้กองฟืนมาแผ่นหนึ่ง คว้าเศษถ่านจากในเตามาขีดเขียนรายการของที่มีอยู่ ตัวอักษรที่ออกมาโย้ไปเย้มาตามประสาเด็กแปดขวบที่บังคับกล้ามเนื้อมือยังไม่ค่อยเก่ง

อันหนิงชะโงกหน้ามาดู เธออ่านไม่ออกหรอก แต่พอเห็นพี่ชายวาดรูปหัวผักกาดบูดเบี้ยวต่อท้ายตัวหนังสือ เธอก็เอียงคอทำหน้างง

จังหวะนั้นเอง ความทรงจำของร่างเดิมก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว อันผิงชะงักมือที่ถือถ่าน เขาเดินตรงไปที่กำแพงอิฐด้านหลังเตาไฟ ก้มลงมองหาอิฐก้อนหนึ่งที่มีรอยบิ่นตรงมุม เขาออกแรงขยับก้อนอิฐนั้นเบา ๆ มันหลุดลอกออกมาอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นช่องลับเล็ก ๆ ด้านใน

ในนั้นมี เศษผ้าสีหม่นเยิน ๆ ซุกอยู่ก้อนหนึ่ง พอหยิบออกมาเปิดดู ท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย เขาก็พบเศษมันเทศแห้งกำมือหนึ่งถูกห่อซ่อนไว้อย่างดี

“พี่อันผิง นั่นอะไรน่ะ” เด็กหญิงตาเป็นประกาย

“เสบียงลับน่ะ” อันผิงยิ้มบาง ๆ เขาหยิบมันเทศแห้งออกมาพลิกดูอย่างละเอียด โชคดีที่อากาศหนาวจัดและแห้ง มันเทศพวกนี้จึงยังไม่ขึ้นราและอยู่ในสภาพที่พอเอามาทำอาหารได้

เขาไม่รอช้า รีบจัดการจุดเตาไฟด้วยไม้ขีดไฟจากซองอั่งเปา ซองกระดาษสีแดงให้ไม้ขีดมาสามก้าน เขาใช้ไปหนึ่งก้านอย่างระมัดระวัง เปลวไฟสีส้มลุกโชนขึ้นมาให้ความอบอุ่นแก่ห้องครัวที่หนาวเหน็บ

อันผิงแบ่งแป้งข้าวโพดของย่าหลัวเก็บไว้ครึ่งหนึ่งสำหรับมื้อต่อไป เขาไม่ได้โลกสวยคิดว่าอาหารแค่นี้จะประทังชีวิตไปได้หลายวัน เขาต้องรอถามหัวหน้ากองการผลิตเรื่องวันรับธัญพืชและขอเบิกอาหารสำรอง

เขาหยิบมีดทำครัวที่บิ่นไปมุมหนึ่งมาหั่นหัวผักกาดแห้งเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้น้องสาวเคี้ยวง่ายและช่วยให้เปื่อยไวขึ้น จากนั้นก็นำแป้งที่เหลือ มันเทศแห้ง และหัวผักกาดลงไปต้มในหม้อ เติมน้ำเยอะหน่อยแล้วปิดฝาเคี่ยวด้วยไฟอ่อน

กลิ่นหอมจาง ๆ ของมันเทศลอยแตะจมูก อันหนิงนั่งกอดเข่าจ้องหม้อตาไม่กะพริบ กลืนน้ำลายดังเอื๊อก

ไม่นานนัก โจ๊กใสแจ๋วสองชามก็ถูกตักมาวางตรงหน้า น้ำโจ๊กใสจนมองเห็นก้นชาม มีเศษมันเทศและผักกาดลอยอยู่หร็อมแหร็ม แต่มันก็อุ่นพอที่จะทำให้กระเพาะที่ปวดเกร็งค่อย ๆ คลายตัวลง

อันหนิงคีบเศษมันเทศชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในชามของตัวเองมาใส่ในชามของพี่ชาย “พี่กินเยอะ ๆ สิ หัวพี่แตก ต้องใช้แรงนะ”

อันผิงมองหน้าเด็กน้อยที่ยอมทนหิวเพื่อเขา ชายหนุ่มรู้สึกจุกในอก เขาใช้ตะเกียบหักมันเทศชิ้นนั้นออกเป็นสองส่วน แล้วคีบครึ่งหนึ่งคืนให้เธอ

“เราตกลงกันแล้วไง ว่าเราจะไม่แอบอดอาหารเพื่อให้คนอื่นกินอิ่ม” เขามองสบตาน้องสาวอย่างจริงจัง “กินซะ เราต้องมีแรงทั้งคู่”

อันหนิงยิ้มกว้าง เธอคีบมันเทศเข้าปากแล้วเคี้ยวแก้มตุ่ย

“มาแข่งกันไหม ใครเคี้ยวมันเทศชิ้นนี้ได้นานที่สุดคนนั้นชนะ” อันผิงหาเรื่องชวนคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความหิวที่ยังหลงเหลืออยู่

เด็กหญิงพยักหน้ารับคำท้า เคี้ยวหยับ ๆ อย่างตั้งใจ แต่พอพี่ชายทำหน้าตาตลกใส่ เธอหลุดหัวเราะพรืดจนเผลอกลืนมันเทศลงคอไปทั้งชิ้น

อันหนิงเบิกตาโต ยกมือปิดปากตัวเอง “อ๊ะ... มันไหลลงไปแล้วพี่อันผิง หนูขอเริ่มนับใหม่ได้ไหม”

“ไม่ได้หรอก กินลงไปแล้วก็คือแพ้” อันผิงหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศอึมครึมเริ่มจางหายไป เขาจัดการโจ๊กในชามของตัวเองจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะหยิบแผ่นไม้มาขีดฆ่ารายการอาหารที่ใช้ไปแล้ว เพื่อแยกของที่เหลือกับของที่กินไปแล้วให้ชัดเจน

ขณะที่เขากำลังเก็บชามไปล้าง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ย่ำเข้ามาในลานบ้าน ตามด้วยเสียงกระแทกประตูห้องครัวดังปัง!

ลุงต้าฝูเดินหน้าง้ำเข้ามาข้างใน ตามหลังมาด้วยป้าหลิวและญาติผู้ชายอีกสองคน ลุงต้าฝูกวาดสายตามองเด็กสองคนด้วยแววตารำคาญใจ

“เก็บข้าวของซะ!” ลุงต้าฝูประกาศเสียงแข็ง “บ้านหลังนี้มันเก่าจนจะพังอยู่แล้ว ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ดูแลมันอันตราย ฉันจะแยกพวกแกไปอยู่คนละบ้าน อันผิง แกไปอยู่บ้านฉัน ส่วนอันหนิง ป้าหลิวจะให้ญาติหมู่บ้านอื่นรับไปเลี้ยง!”

คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางวง อันหนิงหน้าถอดสี เธอรีบทิ้งชามในมือแล้วถลาเข้ามาคว้าชายเสื้อของพี่ชายเอาไว้แน่น ซุกหน้าลงกับแผ่นหลังของอันผิงตัวสั่นเทา

อันผิงค่อย ๆ ดันตัวบังน้องสาวเอาไว้ เขายืดหลังตรง จ้องหน้าผู้เป็นลุงด้วยสายตาที่ไม่มีความหวาดกลัวแบบเด็กแปดขวบทั่วไปหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

 
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel