ตอนที่ 2 อั่งเปาซองแรก
แสงสลัวในห้องเก็บฟืนทำให้เห็นซองกระดาษสีแดงที่โผล่พ้นปากถุงผ้าออกมาครึ่งหนึ่ง ความอุ่นที่แผ่ออกมาทำให้ความหนาวเย็นรอบตัวลดลงไปได้บ้าง
“พี่อันผิง ถุงของแม่มันอุ่น” อันหนิงกระซิบเสียงเบาหวิว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
กู้เหยียนในร่างเด็กชายวัยแปดขวบจ้องมองถุงใบนั้น
ในชีวิตก่อนเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานหนักและอยู่กับความเป็นจริงมาตลอด แต่ในเมื่อการทะลุมิติมาอยู่ในร่างเด็กยุค 60 ยังเกิดขึ้นได้ เรื่องของวิเศษก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เขาขยับเข้าไปใกล้เพื่อจะลองดึงซองสีแดงใบนั้นออกมาตรวจดู แต่เพราะถุงผ้าใบนั้นห้อยอยู่บนคอของอันหนิง เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังหวาดกลัวจึงกำมือแน่นอยู่บนถุงผ้าของตนเพื่อหาที่พึ่ง
ทันทีที่ปลายนิ้วของอันผิงแตะลงบนซองสีแดง ทาบทับลงไปบนมือเล็ก ๆ ที่สั่นเทาของน้องสาวโดยบังเอิญ สัมผัสอุ่นวาบก็แล่นปราดขึ้นมา ซองกระดาษที่ดูเหมือนจะติดแน่นในตอนแรก กลับเลื่อนหลุดออกมาอยู่ในมือของอันผิงอย่างง่ายดายราวกับรอคอยจังหวะนี้อยู่แล้ว มันไม่ใช่กระดาษแข็งอะไร แต่กลับมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด
เขาค่อย ๆ เปิดปากซองออกดู สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่เงินทองหรือของกินกองโตอย่างที่คนกำลังหิวโซหวังไว้ มันมีแค่เข็มเย็บผ้าหนึ่งเล่ม ด้ายเคลือบขี้ผึ้งหนึ่งหลอดเล็ก ๆ ไม้ขีดไฟสามก้าน และกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่เขียนข้อความสั้น ๆ ไว้ประโยคหนึ่ง
‘คืนนี้อย่านอนในห้องตะวันตก’
อันผิงขมวดคิ้ว ข้อความนี้หมายความว่ายังไง ห้องตะวันตกคือห้องนอนในบ้านเดิมของพวกเขาไม่ใช่หรือ ทำไมถึงห้ามนอนคืนนี้ ใครเป็นคนเขียนบอก เขาเก็บความสงสัยไว้ในใจแล้วรีบพับกระดาษยัดใส่กระเป๋าเสื้อ หยิบของทุกชิ้นเก็บไว้อย่างระมัดระวัง เขาไม่รู้หรอกว่ากฎของถุงใบนี้คืออะไร แต่ในสถานการณ์ที่ไม่มีเครื่องมืออะไรติดตัวเลย ของชิ้นเล็ก ๆ พวกนี้อาจมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
“พี่ เราจะได้ออกไปไหม” อันหนิงถามพลางซุกตัวเข้าหา ไอเย็นจากพื้นดินทำเอาปากของเด็กหญิงเริ่มสั่น
“ได้สิ” อันผิงตอบ เขามองรอยแยกของประตูที่ผูกด้วยเชือกป่านเส้นใหญ่ ถ้าเป็นผู้ใหญ่คงใช้แรงกระชากทีเดียวขาด หรือหาไม้มางัดสลักออก แต่สำหรับเด็กแปดขวบที่ไม่ได้กินข้าวมาเต็มวัน แค่จะยืนยังเซ เขาจึงต้องใช้วิธีอื่น
เขาหยิบเข็มเย็บผ้าออกมาจากกระเป๋า ไม่ได้เอาเข็มไปงัดบานประตูไม้ตรง ๆ เพราะรู้ดีว่าเหล็กเล่มเล็กแค่นี้รับน้ำหนักไม่ไหวแน่ เผลอ ๆ เข็มจะหักเสียก่อน เขาใช้ปลายเข็มค่อย ๆ เขี่ยและแยกเส้นใยของเชือกป่านที่ผูกเป็นปมอยู่นอกบานประตูทีละเส้น เชือกที่ผ่านความชื้นสะสมมานานพอโดนปลายแหลมสะกิดก็เริ่มฟูและคลายตัวออกทีละนิด
“อันหนิง จับขอบประตูตรงนี้ไว้ พอพี่บอกให้ดึง เธอก็ดึงเข้าหาตัวเบา ๆ นะ” เขาจัดแจงหน้าที่อย่างใจเย็น
อันหนิงพยักหน้ารับ สองมือเล็กจับขอบไม้แน่น
อันผิงกวาดสายตาไปรอบกองฟืน หยิบเศษไม้ชิ้นแบน ๆ ที่ตกอยู่ขึ้นมา สอดเข้าไปในร่องประตูที่บวมชื้นเพื่อช่วยง้างเบา ๆ “ดึงเลย”
เสียงไม้เสียดสีกันดังกึก ปมเชือกที่ถูกแยกเส้นใยออกจนหลวมโพรกหลุดลุ่ย สลักไม้ด้านนอกร่วงหล่นลงกระแทกพื้น
บานประตูเปิดแง้มออก ลมหนาวยะเยือกของรุ่งเช้าพัดปะทะใบหน้าจนอันผิงต้องหรี่ตา เขาชะโงกหน้าออกไปมอง ลานบ้านของลุงต้าฝูเงียบกริบ ไม่มีวี่แววของคนอยู่เลย
เช้าขนาดนี้ ลุงกับป้าหลิวคงออกไปทำธุระ หรือไม่ก็ไปหาญาติที่หมู่บ้านอื่น ทิ้งให้ลูกชายสองคนนอนซุกผ้าห่มอยู่ในห้องที่อบอุ่น
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เขาควรแอบเข้าไปในครัวเพื่อหาห่อผ้าสีแดงที่หนูบอกดีไหม แต่สัญชาตญาณของการเป็นหัวหน้าคลังสินค้าในอดีตร้องเตือนว่าอย่าเสี่ยง ร่างกายเขายังอ่อนแอเกินไป ถ้าเกิดป้าหลิวเดินกลับมาเจอ หรือลูกพี่ลูกน้องตื่นมาเห็น พวกเขาต้องถูกผู้ใหญ่รุมตีและถูกจับขังอีกรอบแน่ การพาเด็กห้าขวบไปรื้อค้นของในบ้านคนอื่นไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเลย
เป้าหมายตอนนี้คือต้องหาที่ปลอดภัยก่อน เขาจะพาน้องกลับไปที่บ้านเดิมของตัวเอง ถึงบ้านจะเก่าแต่ก็ยังมีเตาและเครื่องนอน และที่สำคัญมันอยู่ติดกับบ้านของย่าหลัว หญิงชราอดีตหมอตำแยที่พอจะพึ่งพาได้ เขาไม่คิดจะพาน้องหนีเตลิดออกจากหมู่บ้านในสภาพอากาศแบบนี้หรอก นั่นเท่ากับรนหาที่ตายชัด ๆ
“ไปกันเถอะ จับมือพี่ไว้แน่น ๆ” อันผิงจูงมือน้องสาวเดินลัดเลาะออกจากกำแพงบ้านลุงอย่างเงียบเชียบ
พื้นดินมีเศษหิมะและน้ำแข็งเกาะเป็นหย่อม ๆ ลมพัดมาทีก็หนาวจนกระดูกสะท้าน ร่างกายของเด็กแปดขวบหอบฮัก ๆ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดพักพิงกำแพงดิน อันผิงกัดฟันฝืนเดินต่อ ผู้ใหญ่ในร่างเด็กเริ่มตระหนักแล้วว่า การเอาชีวิตรอดในยุคนี้ด้วยเรี่ยวแรงแค่นี้มันลำบากกว่าที่คิดไว้มาก
“อันหนิง เรื่องถุงผ้าของแม่... ให้มันเป็นความลับระหว่างเราสองคนนะ” เขาก้มลงกระซิบบอกน้องสาวระหว่างที่หยุดหอบหายใจ
เด็กหญิงเอียงคอสงสัย “ทำไมล่ะพี่ บอกคนอื่นไม่ได้เหรอ”
“ของสำคัญ เราต้องรอจนกว่าเราจะปลอดภัยจริง ๆ ถึงจะบอกได้ ถ้ามีคนรู้ตอนที่เรายังสู้ใครไม่ได้ ของอาจจะถูกแย่งไป เข้าใจไหม” เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่ได้ขู่กรรโชกว่าจะถูกผู้ใหญ่จับไปตี
อันหนิงพยักหน้าหงึกหงัก สองมือของเธอประคองกอบไม้ขีดไฟสามก้านที่พี่ชายฝากถือไว้ราวกับมันเป็นลูกนกตัวน้อยที่เพิ่งเกิด
“ฮัดเช่ย!” อันผิงจามออกมาเสียงดังเพราะลมหนาวตีเข้าจมูก
อันหนิงสะดุ้งเล็กน้อย รีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดทาบหน้าอกตัวเอง บังไม้ขีดไฟไว้อย่างมิดชิด “พี่เบา ๆ สิ เดี๋ยวไม้ขีดตกใจหมด”
คำพูดซื่อ ๆ ของเด็กน้อยทำเอาชายหนุ่มในร่างเด็กถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ความเครียดที่แบกไว้บนบ่าค่อย ๆ คลายลง ก่อนที่เขาจะหลุดยิ้มมุมปากออกมาจาง ๆ “โอเค พี่จะพยายามจามให้เบาลง”
พวกเขาใช้เวลาเดินนานกว่าปกติจนในที่สุดก็มาถึงหน้าบ้านเดิมของตัวเอง
บ้านดินหลังเก่าตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว รั้วไม้ไผ่ด้านหน้าผุพังไปบางส่วน แต่อันผิงกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ บานประตูไม้หน้าบ้านไม่ได้ปิดสนิท มันเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย
เขาดันประตูเข้าไปด้านใน พาอันหนิงเดินตรงไปที่ห้องครัวเป็นอันดับแรก หวังว่าจะมีธัญพืชหรือของกินเหลือติดก้นไหบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อประทังความหิวของวันนี้
แต่ภาพที่เห็นทำเอาความหวังพังทลาย
ไหข้าวใบใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้องว่างเปล่า ฝาไม้ถูกเปิดทิ้งไว้ ข้างในไม่มีข้าวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่เม็ดเดียว เสบียงที่พอจะให้พวกเขาผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ถูกกวาดเรียบจนหมดสิ้น
อันผิงขบกรามแน่น เขากวาดสายตามองไปที่พื้น ฝุ่นดินบนพื้นห้องครัวมีรอยรองเท้าขนาดใหญ่ของผู้ชายย่ำเป็นทาง รอยนั้นเปื้อนโคลนและหิมะเข้ามาจากข้างนอก เดินวนรอบไหข้าว ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปที่ห้องนอนฝั่งตะวันตก
ห้องตะวันตก...
คำเตือนจากกระดาษในซองอั่งเปาผุดขึ้นมาในหัวเขาทันที
‘คืนนี้อย่านอนในห้องตะวันตก’
รอยรองเท้าผู้ใหญ่มุ่งตรงไปที่ห้องนั้น มีใครบางคนเพิ่งแอบเข้ามาในบ้านของพวกเขา และความตั้งใจของคนคนนั้นอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การขโมยข้าวสารเพียงอย่างเดียวแน่ ๆ
