บท
ตั้งค่า

3 เริ่มใช้ชีวิตใหม่ที่ได้มา

ตอนที่ 3

เริ่มใช้ชีวิตใหม่ที่ได้มา

 

“นังเหม่ยจิง ไหนแม่บอกว่าแกไม่สบายลุกไม่ขึ้น นี้แกกล้าโกหกหรือ”

เสียงแหลมดังแว้ด ๆ มาจากทางหน้าห้องนอน ก่อนที่หญิงสาวคนหนึ่งในชุดกระโปรงจะก้าวเท้ายาว ๆ ผ่านประตูห้องนอนที่เปิดเอาไว้เข้ามา ยืนเท้าสะเอวตีหน้ายักษ์ใส่สองแม่ลูกที่นั่งกอดกันกลมอยู่บนเตียง

เฟิ่งเหม่ยหลินได้ยินเสียงของป้าสะใภ้ รีบผละตัวออกจากอ้อมแขนของแม่ แล้วคลานไปหลบอยู่ด้านหลัง แววตาของเด็กหญิงสั่นระริกเช่นเดียวกับริมฝีปาก ที่ผ่านมาเด็กหญิงมักถูกป้าสะใภ้แอบหยิกแอบทุบตีอยู่บ่อย ๆ จนความกลัวฝังอยู่ในใจ

‘อันเหม่ยจิง’ หรือน้ำค้างทำใจเย็นสู้กับอารมณ์กราดเกรี้ยวของลูกสะใภ้คนโปรดของแม่สามี ด้วยว่าบิดาของอีกฝ่ายเป็นทหารมียศ แม้จะไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็ดีกว่าหญิงบ้านนอกอย่างนางเอกในนิยาย แม่สามีจึงรักและเอ็นดูอีกฝ่ายมากกว่า งานบ้านงานเรือนจึงไม่เคยให้แตะต้อง ปัดภาระทุกอย่างมาให้ลูกสะใภ้แสนชังทั้งหมด

“ฉันไม่สบายจริง ๆ แต่ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” เธอรู้สึกดีขึ้นแล้วจริง ๆ จากที่ตัวร้อนจัดในตอนแรกที่ฟื้นคืนสติ ยามนี้อุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติ เหมือนคนไม่เคยป่วยมาก่อน “แม่คงให้พี่สะใภ้มาเข้าครัวทำกับข้าวละสิ ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันไปทำเอง” ว่าพลางขยับลงจากเตียงโดยมีลูกสาวเกาะติดอยู่ด้านหลังตลอด

ถึงจะอย่างนั้น สะใภ้ใหญ่ของบ้านอย่าง ‘เซี่ยเจินเหยียน’ ก็ไม่พอใจอยู่ดี ที่สะใภ้เล็กกล้าโกหกแม่สามี จนเกือบทำให้เธอต้องมาเข้าครัวทำอาหารเอง นี้ถ้าหากเธอไม่นึกเอะใจขึ้นมาดูอีกรอบ เธอกับแม่สามีคงกลายเป็นคนโง่ที่ถูกหลอก

“ฉันจะไปฟ้องแม่ ให้แม่จัดการกับแก” กล่าวจบร่างเพรียวระหงก็หมุนตัวเตรียมออกจากห้องนอนของอีกฝ่ายไป

“หากแม่สามีคิดว่าฉันแกลงป่วย คงต้องเรียกฉันไปด่า แล้วกว่าฉันจะได้เข้าครัว พี่สามีคงไปทำงานสาย อาหลางคงหิวข้าวจนแสบท้องแน่ ๆ เลย” เหม่ยจิงเปรยขึ้นมา ทำให้คนที่กำลังก้าวออกจากห้องหยุดชะงักฝีเท้าเอาไว้

เซี่ยเจินเหยียนคิดตามคำพูดของสะใภ้เล็กก็เห็นเป็นจริงดังว่า เลยยอมระงับความไม่สบอารมณ์เอาไว้ ล้มเลิกไม่ไปฟ้องแม่สามีแล้ว “ก็รีบไปทำสิ อย่าชักช้าแล้วกัน ไม่อย่างนั้นฉันเปลี่ยนใจรายงานเรื่องนี้แน่” พูดจบก็สะบัดหน้าเดินออกจากห้องนอนไป

พอคล้อยหลังสะใภ้ใหญ่ไปแล้ว เหม่ยจิงจึงหันหน้ากลับมาหาลูกสาวตัวน้อย ที่คงจะกลัวป้าสะใภ้มาก ขนาดฝ่ายนั้นจากไปแล้ว ร่างกายเล็กยังสั่นระริกไม่หาย เธอจึงต้องนั่งลงโอบกอดร่างเล็กเอาไว้อีกครั้ง

“หลินหลินไม่ต้องกลัวนะลูก หากหนูถูกป้าสะใภ้แอบหยิกหรือตีหนูอีก หนูมาบอกแม่ได้เลย คราวนี้แม่จะจัดการป้าสะใภ้ให้หนูเอง”

เฟิ่งเหม่ยหลินพูดด้วยน้ำเสียงลนลาน ไม่คิดว่าแม่จะรู้เรื่องที่เธอไม่เคยเล่าให้ฟังด้วย “แม่รู้หรือคะ ว่าป้าสะใภ้แอบหยิกแอบตีหนู”

“รู้สิจ๊ะ และต่อไปแม่จะไม่มีวันให้เกิดขึ้นอีกแน่ ว่าแต่หลินหลินหิวข้าวหรือยัง ถ้าหิวแล้วพวกเราก็ลงไปข้างล่างกันเถอะ”

“หิวแล้วค่ะ” เสียงเล็กตอบคำถามเสียงแผ่ว ท้องของเธอหิวอยู่ตลอดเวลา ด้วยที่ผ่านมาไม่เคยได้กินข้าวให้อิ่มท้องเลยสักมื้อ ไม่เหมือนกับเก่อหลาง รายนั้นอยากจะเติมข้าวเท่าไรก็เติมได้

สองแม่ลูกเดินจูงมือกันเดินลงบันไดมาชั้นล่าง แล้วตรงไปยังห้องครัว เหม่ยจิงให้ลูกสาวนั่งรออยู่บนเก้าอี้ ในระหว่างที่ตัวเองลงมือหุงข้าวก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากข้าวสุกได้ที่แล้ว เธอก็เดินไปเปิดตู้กับข้าว สำรวจว่ามีอะไรเหลือพอให้ทำกับข้าวบ้าง เนื่องจากเธอที่มาอยู่ในร่างนี้ตื่นสาย จึงไม่ได้ไปซื้อของที่ตลาด

พอเห็นว่ามีผักกับเนื้อหมูยังเหลืออยู่จากเมื่อวาน นอกจากนี้ยังมีไข่ไก่อยู่อีกจำนวนหนึ่ง จึงลงมือจัดการกับวัตถุดิบเหล่านั้น ถึงแม้ตอนที่เป็นน้ำค้างหญิงอ้วนร้อยกิโล จะไม่เคยทำอาหารมาก่อน แต่ความทรงจำความคุ้นชินกับงานที่ทำของเจ้าของร่างเดิม ทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

อันเหม่ยจิงผัดผักใส่หมูไปยิ้มไป วันนี้เธอทำอาหารอย่างมีความสุขเป็นครั้งแรกในชีวิต ต่างจากเหม่ยจิงคนเดิมที่มีสีหน้าอมทุกข์ตลอดเวลา นั้นเป็นเพราะว่าวิญญาณที่มาอยู่ในร่าง กำลังมีความสุขกับการได้ทำในสิ่งต่าง ๆ ที่อยากทำ แต่ตอนอยู่ในโลกเดิมไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น

“หอมมากเลยค่ะแม่” เฟิ่งเหม่ยหลินเริ่มนั่งไม่เป็นสุข หลังจากกลิ่นหอมโชยมาเตะจมูก เด็กหญิงเริ่มจินตนาการถึงชิ้นเนื้อชิ้นโต ๆ ที่ไม่เคยลิ้มรสมาก่อนในชีวิต เพราะว่าเธอกับแม่ มักจะได้กินอาหารที่เหลือจากทุกคนกินแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเหลือเพียงแค่ผักกับน้ำเท่านั้น

“คงจะหิวมากละสิ รอสักครู่นะลูก เดี๋ยวแม่เจียวไข่กับทำไข่ตุ๋นก็เสร็จแล้ว” อันเหม่ยจิงหันมายิ้มสดใสให้ลูกสาว ก่อนจะกลับไปตั้งใจทำอาหารต่อไป ปากก็ร้องเพลงในยุคสมัยของตัวเองไปด้วย

เฟิ่งเหม่ยหลินมีสีหน้าสลด ถึงแม้อาหารในแต่ละวันจะเลิศรสแค่ไหน เธอก็ไม่มีโอกาสได้กินอิ่มท้องเลยสักครั้ง จนรู้สึกว่าเรี่ยวแรงเหลือน้อยลงไปทุกที

ผ่านไปสักพักกับข้าวสามอย่างกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็เสร็จเรียบร้อย อันเหม่ยจิงยกกับข้าวออกไปตั้งโต๊ะ ก่อนจะกลับมาตักข้าวใส่ชามจนเต็มทั้งหมดหกชามเตรียมยกออกไป ไม่ลืมหันมาเรียกลูกสาวตัวน้อย

“ไปหลินหลิน กินข้าวกัน”

เฟิ่งเหม่ยหลินยังไม่ยอมลงจากเก้าอี้ เพราะตามปกติแล้วจะต้องรอให้ทุกคนในบ้านกินกันอิ่มก่อน แล้วแม่ถึงจะไปยกของเหลือมาให้เธอกินในห้องครัว

คนเป็นแม่เห็นลูกสาวไม่ขยับก็หันมาเรียกอีก “หลินหลินรีบตามแม่มาสิ ข้าวนี้กินตอนร้อน ๆ ถึงจะอร่อย”

เด็กหญิงจึงไม่อาจรีรอได้อีก ลงจากเก้าอี้แล้วเดินตามหลังคนเป็นแม่ไป แม้ไม่เข้าใจว่าผู้เป็นแม่คิดจะทำอะไรกันแน่

อันเหม่ยจิงยกชามข้าวมาจัดวางรอบโต๊ะกินข้าวเรียบร้อยแล้ว ก็ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมาให้ลูกสาวได้นั่งก่อน “หลินหลินนั่งตรงนี้แล้วกันนะลูก แม่จะไปเรียกทุกคนก่อน”

เฟิ่งเหม่ยหลินปีนขึ้นไปนั่งแบบงุนงง ทั้งไม่แน่ใจว่าเธอจะนั่งกินข้าวตรงนี้ได้จริง ๆ นะหรือ ทั้งแอบดีใจหากนั่งกินตรงนี้ได้ ก็หมายความว่าเธอสามารถกินข้าวในชามที่เต็มจนเกือบล้นได้หมด แล้วอาจจะได้กินเนื้อหมูกับไข่ไก่ด้วย

ฝ่ายเหม่ยจิงหลังจากไปตามทุกคนเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมานั่งลงข้างลูกสาว แต่ยังไม่ลงมือทาน ด้วยต้องรอให้มาครบทุกคนก่อน ใช้เวลาไม่นานเสียงฝีเท้าจากส่วนต่าง ๆ ของบ้านก็พุ่งตรงมาที่ห้องกินข้าว

เป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านกับลูกชายวัยหกขวบของหล่อนที่เดินเข้ามาเป็นอันดับแรก ทันทีที่ทั้งสองมองเห็นเหม่ยจิงกับลูก ก็ชะงักค้างหยุดอยู่กับที่ แล้วเป็นเด็กชายที่ชี้นิ้วมาทางโต๊ะกินข้าว แหงนหน้าพูดกับแม่ของตัวเอง

“ทำไมแม่บ้านกับลูกของหล่อน ถึงได้มานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราละครับ”

เซี่ยเจินเหยียนแทนที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดของลูกชาย กลับแสดงสีหน้ากราดเกรี้ยวใส่สองแม่ลูกที่บังอาจเสนอหน้ามานั่งร่วมโต๊ะอาหาร

“ใครอนุญาตให้พวกแกมาเสนอหน้าตรงนี้” แต่ละคำที่สะใภ้ใหญ่ใช้เรียกคู่สะใภ้ด้วยกัน มีแต่ถ้อยคำจิกหัวไม่เคยให้เกียรติ ทำราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงคนรับใช้ของบ้าน

“ทำไมฉันกับลูกถึงจะนั่งร่วมโต๊ะไม่ได้ล่ะ” อันเหม่ยจิงย้อนถาม ถึงแม้ว่าเธอจะเขียนให้สองแม่ลูกผู้น่าสงสารมีชีวิตที่แสนรันทด ขนาดกินข้าวยังต้องรอกินของเหลือ ไม่มีสิทธิ์ได้นั่งร่วมโต๊ะกับทุกคน แต่พอได้มาอยู่ในตัวละครนี้แล้ว ใช่ว่าเธอจะต้องยอมเล่นตามบทที่วางไว้เสมอไป

เซี่ยเจินเหยียนนิ่งงันไปเล็กน้อย ด้วยว่าที่ผ่านมาเหม่ยจิงไม่เคยกล้ามีปากเสียงกับใครในบ้านมาก่อน แม้จะเอ่ยปากแสดงความคิดเห็นก็ยังไม่กล้า แล้วทำไมวันนี้ถึงกล้ายอกย้อนเธอ

“ก็เพราะว่าฉันเห็นหน้าแกกับลูกแล้วกินข้าวไม่ลงนะสิ ลุกออกจากโต๊ะไสหัวกลับไปอยู่ในที่ที่ของแกซะ”

‘จูเก๋อซิน’ เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับบุตรชายคนโต ทันได้ยินประโยคที่สะใภ้เล็กกล่าวยอกย้อนสะใภ้คนโปรดพอดี

อันเหม่ยจิงลุกขึ้นยืนหันมาเผชิญหน้ากับทุกคนในบ้านเฟิ่งที่มาครบกันหมดแล้ว ฉีกยิ้มเย็นก่อนจะถามคำถามกับแม่สามี

“ฉันก็เป็นลูกสะใภ้ของแม่ หลินหลินเองก็เป็นหลานแท้ ๆ แล้วทำไมแม่ถึงต้องรังเกียจพวกเราด้วยค่ะ”

“นี้แกกล้าเอาตัวเองมาเปรียบกับสะใภ้ใหญ่หรือ หนูเจินเหยียนเป็นถึงลูกของนายทหาร ส่วนแกล่ะเป็นแค่ชาวนาจน ๆ จากบ้านนอกไร้การศึกษา ส่วนนังเด็กนี้ก็เสียชาติเกิดดันเกิดมาเป็นผู้หญิงจะเทียบกับอาหลาง หลานชายฉันได้ยังไง” จูเก๋อซินสาธยายความต่างให้สะใภ้บ้านนอกฟังอย่างละเอียด เจ้าตัวจะได้จำใส่กะโหลก ไม่คิดนำตัวเองมาเสนอหน้ามาเทียบเท่ากับคนในบ้านอีก...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel