ตอนที่ 4 หางานทำ
ตอนที่ 4
หางานทำ
“อ้อ...อย่างนี้เองหรือคะ...ได้ ในเมื่อทุกคนรังเกียจฉันกับลูก อาหารที่ฉันทำก็คงพากันกินไม่ลงใช่ไหมคะ...เอาแบบนี้แล้วกัน”
โครม!...เพล้ง!
โดยที่คนบ้านเฟิ่งไม่คาดคิด อันเหม่ยจิงจับขอบโต๊ะกินข้าวได้ ก็ออกแรงยกขึ้นแล้วจัดการคว่ำโต๊ะตัวนั้นจนล้มคว่ำ จานชามไล่ตกไปแตกกระจายอยู่ที่พื้น เศษอาหารเปรอะเปื้อนไปทั่ว
“เมื่อรังเกียจกันนักก็ไม่ต้องกิน แล้วต่อจากนี้ไปก็เชิญเข้าครัวหากินเอาเองก็แล้วกัน” จากนั้นเธอก็จูงมือลูกสาวเดินเชิดหน้าผ่านคนบ้านเฟิ่งที่พากันยืนอ้าปากค้างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น...
“แกเป็นบ้าไปแล้วหรือ ฉันด่าขนาดนี้แล้วยังยืนยิ้มอยู่ได้”
คำพูดประโยคนั้นของแม่สามี ทำให้อันเหม่ยจิงรีบดึงสติออกมาจากภาพในหัวสมอง ที่เธอแอบคิดว่าอยากจะล้มคว่ำโต๊ะอาหารต่อต้านทุกคนให้รู้แล้วรู้รอด ไม่นึกว่าความคิดนั้นจะแสดงออกผ่านสีหน้าออกมา จนทุกคนที่อยู่ในห้องจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาแปลก ๆ
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ จะพาลูกกลับไปในที่ของตัวเองเดี๋ยวนี้” หลังจากดึงสติกลับมาอยู่กับตัวแล้ว เธอก็ตอบรับคำของแม่สามีอย่างว่าง่าย ไม่คิดจะโต้เถียงอีก หันไปจับมือลูกน้อย แล้วเดินออกจากห้องอาหารไป “ไปกันเถอะหลินหลิน กลับไปที่ห้องครัวกัน”
เฟิ่งเหม่ยหลินเดินคอตกตามผู้เป็นแม่ไป อุตส่าห์หลงดีใจว่าจะได้ทานอาหารอิ่มท้องสักมือ ด้วยท่าทีของคนเป็นแม่ที่ต่างไปจากเดิมแล้ว แต่สุดท้ายแม่ก็ไม่กล้ากับทุกคนอยู่ดี
“ต้องให้ถูกด่า ทำฉันเสียอารมณ์จริง ๆ เลย” จูเก๋อซินบ่นออกมา สายตาไล่ตามหลังสองแม่ลูกจนแน่ใจว่าออกไปพ้นจากห้องนี้เรียบร้อยแล้ว ถึงหันมาพูดเสียงอ่อนกับหลานชายเพียงคนเดียวของบ้าน “มาเถอะอาหลาง กินข้าวเช้ากัน มานั่งข้างย่ามา”
เซี่ยเจินเหยียนรีบดันหลังให้ลูกชายไปหาแม่สามี ก่อนที่ตัวเองจะทิ้งตัวลงนั่งข้างสามี สายตามองแม่สามีเอาอกเอาใจลูกชายของเธออย่างสุขใจ ด้วยว่าเป็นเช่นนี้แล้วมรดกส่วนใหญ่ของตระกูลเฟิ่งจะไปตกที่ใคร หากไม่ใช่ลูกชายของเธอ
ทางด้านอันเหม่ยจิงเดินพาลูกสาวเข้ามาในครัวแล้ว ก็เดินไปหยิบข้าวและกับข้าวที่ต้องซ่อนเอาไว้ก่อนที่จะยกออกไปตั้งโต๊ะ เพราะรู้อยู่แล้วว่าแม่สามีจะไม่ยอมให้นั่งรวมโต๊ะแน่ เลยเตรียมแผนสำรองเอาไว้
“รีบ ๆ กินนะลูก ก่อนที่จะมีใครมาเห็น”
“นี่มัน...” เฟิ่งเหม่ยหลินมองเนื้อหมูในผัดผักกับไข่เจียวตาลุกวาว พลางกลืนน้ำลายเสียงดัง
“ต่อไปพวกเราไม่ต้องกินของเหลือแล้วนะ แม่จะหางานทำ จะได้มีเงินมาซื้อของกินอร่อย ๆ ให้ลูก ช่วงนี้ก็อดทนไปก่อน เข้าใจไหมหลินหลิน”
เธอไม่ได้คิดจะยอมคนบ้านเฟิ่งไปตลอดเหมือนในนิยายหรอก เธอตั้งใจเอาไว้ว่า จะหางานทำให้ได้ก่อน หลังจากมีงานทำเป็นหลักแหล่ง มีเงินสักก้อน ก็จะพาลูกสาวออกไปใช้ชีวิตกันสองแม่ลูก
หากยอมแตกหักออกจากบ้านไปตอนนี้ ตอนที่ไม่มีเงินทองติดมือเลย ชีวิตคงจะลำบากไม่น้อย ลำพังเธอเองลำบากก็ไม่เป็นอะไร เพราะชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เธอคิดว่าดีกว่าตอนที่เป็นน้ำค้าง หญิงอ้วนที่ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่นั่งรอให้คนอื่นคอยดูแล แต่เหม่ยหลินนี้สิยังเด็กนัก ไม่สมควรจะต้องลำบากไปมากกว่านี้อีก เอาไว้เมื่อถึงเวลาและมีความพร้อมมากพอ เธอจะแยกทางจากสามีตลอดกาล
“หนูเข้าใจแล้วค่ะ” เฟิ่งเหม่ยหลินฉีกยิ้มสดใสให้แม่ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวเช้าอย่างเอร็ดอร่อย ไม่นานนักข้าวสวยที่เต็มชามก็หมดเกลี้ยง
อันเหม่ยจิงเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถามขึ้นมา “อิ่มไหม เอาข้าวอีกหรือเปล่า”
“หนูกินได้อีกหรือคะ” ปกติจะได้กินข้าวไม่ถึงครึ่งชาม เด็กหญิงจึงไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีสิทธิ์เติมข้าวได้อีกหรือเปล่า
“ถ้าไม่อิ่มก็เติมอีกได้ แม่แอบตักไว้เยอะเลย” ว่าพลางลุกไปตักข้าวใส่ในชามของลูกสาวเพิ่ม ส่วนตัวเองกินแค่ชามเดียวพอแล้ว ด้วยกลัวว่าร่างกายนี้จะกลับไปอ้วนฉุฉะเหมือนในโลกที่จากมาอีก
หลังจากกินอิ่มหนำกันดีแล้ว เหม่ยจิงก็เดินไปดูว่าคนบ้านเฟิ่งจัดการอาหารเช้ากันเรียบร้อยหรือยัง พอไปถึงก็ไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว มีเพียงชามข้าวที่ว่างเปล่ากับเศษผักและน้ำผัดเอาไว้ให้เธอสองแม่ลูกเท่านั้น
“หรือว่ากรรมจะตามสนองฉัน ที่แต่งชีวิตให้นางเอกกับลูกลำบากขนาดนี้”
หญิงสาวบ่นระหว่างที่เก็บจานชามซ้อนกัน ถึงจะเป็นเวรกรรมจริง เธอก็ไม่คิดจะยอมรับหรอก เธอจะเลือกเส้นทางเดินที่ดีกว่าเดิม ไม่ใช่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาอย่างที่เหม่ยจิงคนเดิมเป็น
เก็บจานชามเข้าครัวมาแล้ว เธอก็ลงมือล้างให้สะอาดเก็บเอาไว้ จากนั้นก็ลงมือทำงานบ้านตามความเคยชินของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้าของทุกคน ยันงานในสวนก็ยังต้องเป็นหน้าที่ของเธอ
อันเหม่ยจิงลงมือทำงานทุกอย่างด้วยท่าทางที่มีความสุข ร้องเพลงไปด้วย บางครั้งก็ยังแอบเต้นหากเพลงที่ร้องเป็นจังหวะสนุกสนาน ทำให้ลูกสาวที่ตามไปทุกที่พลอยร่าเริงสดใสตามไปด้วย
“สงสัยจะเพี้ยนไปแล้ว” สะใภ้ใหญ่ที่เห็นท่าทางของคู่สะใภ้ถึงกลับหลุดปากออกมา
ครั้นจัดการงานบ้านทุกอย่างเสร็จสรรพไม่มีงานอะไรให้ทำแล้ว อันเหม่ยจิงก็ให้ลูกสาวขึ้นไปพักในห้องนอนชั้นสอง แล้วกำชับเอาไว้ว่าไม่ให้เปิดประตูให้ใคร กลัวว่าลูกสาวจะถูกสะใภ้ใหญ่กับลูกชายของเธอรังแกอีก
จากนั้นเธอก็เดินออกจากบ้านไปตามทางเรื่อย ๆ โดยไม่คิดจะบอกกล่าวให้คนในบ้านเฟิ่งรู้ ดวงตาสีนิลกวาดมองรอบตัว ตั้งใจมองหาสถานที่สักแห่ง ร้านสักร้านที่อยากจะได้คนทำงาน ระหว่างที่เดินผ่านหญิงสาวสองคนก็ได้ยินในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน
“ชีชี เธอหางานทำอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมไม่ไปสมัครเป็นแม่บ้าน ที่บ้านของคุณหมอเฉินละ ฉันเห็นแม่บ้านที่ทำอยู่ก่อนแล้ว บอกว่าจะหาคนแทนคนเก่าที่ลาออกไป”
“ไม่เอาละ ฉันไม่ค่อยชอบงานบ้านเท่าไร ไว้รอหางานอื่นดีกว่า”
“ขอโทษนะคะ” อันเหม่ยจิงสนใจจึงหันมาสอบถามหญิงสาวทั้งสอง “บังเอิญฉันได้ยินที่พวกคุณพูดกัน เลยสนใจ บ้านของคุณหมอเฉินไปทางไหนหรือคะ”
หญิงสาวที่บอกให้เพื่อนของตัวเองไปสมัครงาน รีบบอกเส้นทางที่จะไปบ้านหมอเฉินให้หญิงสาวที่สนใจฟังด้วยความเต็มใจ
“ขอบคุณมากนะคะ” หลังจากจดจำรายละเอียดได้แล้ว เหม่ยจิงก็เดินไปตามเส้นทางที่หญิงสาวบอก เดินไปได้สักพักก็ถึงบ้านหลังที่เป็นเป้าหมาย พอดีมีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินถือถุงขยะออกจากบ้านมาพอดี เธอเลยรีบเดินเข้าไปหา
“ขอโทษนะคะ พอดีฉันได้ยินว่าที่นี่ต้องการแม่บ้านเพิ่ม ฉันสนใจอยากมาสมัครค่ะ”
หญิงวัยกลางคนมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สีหน้าคล้ายหนักใจอะไรบางอย่าง
“อยากจะทำงานที่นี่จริง ๆ หรือ”
อันเหม่ยจิงสะดุดใจกับคำถามและท่าทีของคนตรงหน้าเล็กน้อย แทนที่จะดีใจที่มีคนมาสมัครงาน แต่ไฉนถึงทำท่าคิดหนักแบบนี้ “ค่ะ ฉันอยากทำงานจริง ๆ”
หญิงวัยกลางคนยืนนิ่งคิดใคร่ครวญ เธอฝากคนหาแม่บ้านคนใหม่ให้ก็หลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่มีใครยอมมาสมัคร ด้วยว่าแม่บ้านหลายคนที่มาทำงานที่นี่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องลาออกไป
พอมีคนมาถามหางาน ใจหนึ่งก็ดีใจอยู่หรอก ที่จะมีคนมาคอยช่วยแบ่งเบาภาระ แต่ก็กลัวว่าหญิงสาวคนนี้จะอยู่ได้ไม่นานเหมือนคนก่อน ๆ อีก
“แล้วเธอสะดวกจะเดินทางไปกลับไหม ลำบากหรือเปล่า ฉันหมายความว่าเธอไม่จำเป็นต้องค้างคืนที่นี่ ตอนเช้ามาทำตอนเย็นก็กลับ ฉันจะจ่ายเงินให้เป็นรายวัน”
“ได้หมดค่ะ ไปกลับก็ได้ไม่มีปัญหา” เหม่ยจิงไม่ติดขัด ด้วยว่าที่นี่กับบ้านเฟิ่งก็ไม่ห่างกันมากนัก ยังพอเดินเท้าไปกลับได้สบาย แล้วก็ดีเสียอีกที่ได้เงินเป็นรายวัน เธอจะได้มีเงินติดตัวเอาไว้จับจ่ายใช้สอย
หญิงวัยกลางคนมีสีหน้าโล่งใจ ที่หญิงสาวตรงหน้ายอมรับข้อเสนอ อย่างน้อยก็ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นเดิมอีก
“ตกลงฉันรับเธอเข้าทำงาน พรุ่งนี้ก็มาทำงานได้เลย ฉันจะให้ค่าแรงวันละห้าหยวน เธอตกลงไหม”
“ตกลงค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่รับฉันเข้าทำงาน ฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเลยค่ะ”
อันเหม่ยจิงฉีกยิ้มให้หญิงวัยกลางคน ตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายเป็นแม่บ้านเสียอีก เห็นเดินหิ้วถุงขยะออกมาทิ้ง แต่พอคุยไปคุยมา น่าจะเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้นี่เอง
หญิงสาวเดินกลับบ้านด้วยหัวใจพองโต หากตอนอยู่ในโลกเดิมเธอผอมเพรียวแบบนี้ คงได้เรียนต่อหรือไม่ก็หางานทำไปแล้ว ไม่ต้องอยู่เฉย ๆ เป็นภาระให้น้องสาวต้องมาคอยดูแล...
