บท
ตั้งค่า

5 ไม่ทนอีกต่อไปแล้ว

ตอนที่ 5

ไม่ทนอีกต่อไปแล้ว

 

หลังจากหางานทำได้แล้ว รุ่งเช้าของวันใหม่อันเหม่ยจิงก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืด ลงมือทำงานบ้านทุกอย่างให้เสร็จสรรพ เข้าครัวทำกับข้าวเตรียมเอาไว้ ไม่ลืมตักแบ่งนำขึ้นมาไว้บนห้องนอนให้ลูกสาว

“หลินหลิน แม่ต้องไปทำงานแล้ว ลูกอยู่แต่ในห้องอย่าเปิดประตูให้ใคร ถ้ามีคนมาถามหาแม่ก็ตะโกนบอกไปว่าแม่ไปทำงาน แล้วตอนเย็นแม่จะรีบกลับ”

“ค่ะแม่” เฟิ่งเหม่ยหลินรับคำอย่างว่าง่าย รอแม่ออกจากห้องนอนไปแล้ว ก็รีบล็อกประตูห้องเอาไว้

อันเหม่ยจิงจึงออกจากบ้านไปทำงานได้อย่างไม่มีห่วง จนกว่าจะเก็บเงินเอาไว้พอค่าเช่าห้องพักเล็ก ๆ สักห้อง ช่วงนี้เธอกับลูกคงต้องอดทนไปก่อน

พอเดินทางมาถึงบ้านของคุณหมอเฉิน หญิงวัยกลางคนที่เธอพึ่งจะรู้ ว่าเธอคือป้าของคุณหมอ ก็มอบหมายงานที่ต้องทำในแต่ละวันให้เธอรู้ หลังจากรับมอบหมายงานแล้ว เธอก็ลงมือทำงานบ้านอย่างขยันขันแข็ง ไม่ว่อกแว่กสนใจอย่างอื่นนอกจากหน้าที่ของตนเอง พอตกเย็นหญิงวัยกลางคนก็จะนำเงินห้าหยวนมายื่นให้แล้วไล่เธอให้รีบกลับบ้าน

พอกลับเข้ามาบ้าน ก็รีบเข้าครัวทำอาหาร นำเสื้อผ้าของทุกคนมาซัก ทำให้แม่สามีหาเรื่องมาต่อว่าไม่ได้ เพราะเธอยังทำหน้าที่ในบ้านของตนเองได้เป็นอย่างดี

แต่ผ่านไปได้สามวัน อาการเริ่มออกด้วยว่างานบ้านใช้พลังกายไปไม่ใช่น้อย ไหนจะงานในบ้านของตัวเอง ไหนจะบ้านของคุณหมอเฉิน แล้วการที่ต้องตื่นแต่เช้ามืดกว่าปกติ ก็ทำให้ตอนกลางวันอ่อนเพลียรู้สึกง่วงอยากจะหลับเสียให้ได้

เธอเลยตัดสินใจรับผิดชอบแค่เรื่องของอาหารให้ทุกคนกับทำความสะอาดซักเสื้อผ้าของเธอกับลูกเท่านั้น ส่วนงานทำความสะอาดบ้านส่วนอื่น ๆ กับเสื้อผ้าของแต่ละคนก็ปล่อยให้คนในบ้านรับผิดชอบกันไป

ด้วยเหตุนี้ในช่วงเย็นหลังเลิกงาน พอกลับมาถึงบ้านเธอก็ถูกแม่สามีตามตัวไปพบ ในห้องนั่งเล่นนอกจากจะมีแม่สามีนั่งอยู่แล้ว ยังมีสะใภ้ใหญ่นั่งคอยประจบประแจงอยู่ไม่ห่าง

“มาแล้วหรือนังตัวดี หน็อย!...ออกไปทำงานได้ไม่กี่วันก็ออกลายเสียแล้ว ถ้าคิดว่าเหนื่อยจนทำงานบ้านไม่ไหว ก็ไปลาออกจากงานนอกบ้านที่แกไปทำซะ หัดรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีบ้าง อย่าให้เปลืองข้าวสุกที่ฉันใช้เลี้ยงดูแกกับลูก” สะใภ้เล็กยังไม่ทันได้หายใจหายคอด้วยพึ่งเดินมาถึงบ้าน จูเก๋อซินก็เปิดฉากด่าทอลูกสะใภ้แบบไม่คิดจะไว้หน้า

อันเหม่ยจิงพึ่งจะเลิกงานนอกจากจะไม่ได้พักให้หายเหนื่อยก็ต้องรีบเดินกลับบ้าน เพื่อมาทำอาหารเย็นให้ทุกคนทาน แล้วพอถูกแม่สามีเรียกตัวมาต่อว่าแบบนี้ ย่อมระเบิดอารมณ์ออกมาได้ง่ายเป็นธรรมดา

“แล้วคนอื่นเลี้ยงไม่เปลืองข้าวสุกหรือคะ สะใภ้ใหญ่เองวัน ๆ ก็ไม่เห็นทำอะไร ดีแต่แต่งตัวสวย ไม่รู้จะแต่งไปให้ใครดู แล้วแบบนี้แม่ไม่เห็นว่าอะไรบ้างล่ะ หรือไม่ก็ให้หัดรับผิดชอบงานในบ้านบ้าง”

จูเก๋อซินอ้าปากพะงาบ ๆ ตกใจไม่ใช่น้อยที่ถูกสะใภ้เล็กสวนกลับเป็นฉาก ๆ ด้วยที่ผ่านมา ไม่ว่าเธอจะโขกสับด่าทอแค่ไหน ลูกสะใภ้เล็กจะมีแต่ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมแต่โดยดี แต่ทำไมแค่ไม่กี่วันลูกสะใภ้ถึงได้เก่งกล้าขนาดนี้

ฝ่ายสะใภ้ใหญ่อย่างเซี่ยเจินเหยียนก็ไม่พอใจที่ถูกคู่สะใภ้กล่าวพาดพิงและหาว่าเป็นเธอที่เลี้ยงเสียงข้าวสุกเลยไม่ยอม จะให้เธอลงไปทำงานบ้านอย่างคนรับใช้นะหรือ ไม่มีวันเสียละ

“นังเหม่ยจิง แกอย่าได้คิดโยนหน้าที่ของตัวเองมาให้คนอื่นสิ ฉันเป็นใคร แกเป็นใคร หัดเจียมตัวเอาไว้เสียบ้าง คนบ้านนอกอย่างแกเหมาะแล้วกับการทำงานบ้าน”

“จะคนบ้านนอกหรือคนในเมืองมันก็คนเหมือนกันนั่นแหละ อย่าถือตัวว่าวิเศษวิโสกว่าคนอื่นเลยเจินเหยียน ถ้าเธอไม่ทำ ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ทำเหมือนกัน ต่อไปนี้ฉันจะรับผิดชอบแค่เข้าครัวทำอาหารเท่านั้น ส่วนงานบ้านอื่น ๆ ก็รับผิดชอบของใครของมัน ถ้าไม่ทำก็ปล่อยให้เน่าคาบ้านนั่นแหละ”

อันเหม่ยจิงเถียงสู้ไม่คิดจะอดทนอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อเธอเองก็เป็นสะใภ้ของบ้านเหมือนกัน ไม่ใช่คนรับใช้เสียหน่อย ที่จะต้องทนก้มหน้าถูกโขกสับได้ตลอดเวลา

จูเก๋อซินเริ่มตั้งสติได้ เห็นสะใภ้เล็กเถียงสะใภ้คนโปรดฉอด ๆ ถึงกลับยกมือขึ้นชี้หน้า ใบหน้าแดงก่ำด้วยแรงโทสะ

“แก...นังเหม่ยจิงเดี๋ยวนี้กล้ามีปากมีเสียงกับคนในบ้านหรือ คอยดูนะฉันจะฟ้องอาเหยียน ให้มาจัดการแก”

“เชิญเลยค่ะ แม่อยากจะทำอะไรก็เชิญ ที่ผ่านมาฉันยอมทุกคนเกินพอแล้ว ครั้งนี้ฉันจะไม่ยอมให้ใครจิกหัวอีก”

อันเหม่ยจิงเชิดหน้าตั้งใจจะเดินเข้าครัวไปทำอาหารมื้อเย็น อย่างไรเสียเธอก็ต้องทำอาหาร เพื่อให้ลูกน้อยได้กินอิ่ม

“ในเมื่อแกไม่ยอมทำงานบ้าน พวกแกสองคนแม่ลูกก็ไม่มีสิทธิ์กินของในบ้านของฉันอีก ถ้าเก่งจริงก็หากินเองเลย” จูเก๋อซินโมโหจนเสียงสั่นที่ลูกสะใภ้กล้าแข็งข้อ ไม่ยอมทำตามคำสั่งเหมือนเดิม

อันเหม่ยจิงหันมาเผชิญหน้ากับแม่สามีอีกครั้ง สีหน้าไร้ความรู้สึก “ได้ค่ะ ฉันจะไม่แตะต้องของในครัวอีก ต่อไปแม่ก็ให้สะใภ้คนโปรดของแม่ทำให้กินก็แล้วกัน” กล่าวจบเธอก็เดินขึ้นไปชั้นสอง เคาะประตูเรียกลูกน้อยให้เปิดประตูให้ ตั้งใจจะพาลูกสาวออกไปหาของกินนอกบ้าน

“แม่มาแล้วหรือคะ แม่เหนื่อยหรือเปล่า”

“ได้เห็นหน้าหลินหลินแม่ก็หายเหนื่อยแล้วค่ะ ไปข้างนอกกัน แม่จะพาไปกินของอร่อย”

จากที่คิดจะเก็บค่าแรงเอาไว้หาห้องเช่าเล็ก ๆ เธอก็คงต้องนำเงินที่เก็บเอาไว้มาซื้อของกินให้ลูกน้อยก่อน

เฟิ่งเหม่ยหลินได้ยินว่าแม่จะพาไปกินของอร่อยนอกบ้านก็ตื่นเต้น ตั้งแต่จำความได้ยังไม่เคยได้ออกนอกบ้านเลยสักครั้ง แม้จะออกไปเล่นกับเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่เคย เธอเดินจับมือแม่ลงบันไดมาด้านล่างด้วยหัวใจพองโต แต่พอเห็นผู้เป็นย่ากับป้าสะใภ้ ร่างเล็กก็รีบขยับเบียดเข้าหาผู้เป็นแม่

“ไม่ต้องกลัวแม่อยู่นี้ทั้งคน” เหม่ยจิงปลอบขวัญเด็กหญิงตัวน้อย ที่มีท่าทีหวาดกลัวคนทั้งสองจนแสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง หญิงสาวเดินจูงมือลูกสาวเชิดหน้าลอยตาผ่านแม่สามีกับสะใภ้ใหญ่ออกจากบ้านไป อารมณ์ในใจยังคงคุกรุ่น

“แม่ดู...ดูนังเหม่ยจิงมันลอยหน้าลอยตาใส่พวกเราสิคะ” เซี่ยเจินเหยียนรีบฟ้องแม่สามี

“แม่เห็นแล้ว ให้มันลอยหน้าลอยตาไปก่อนเถอะ รีบไปเขียนจดหมายหาอาเหยียน บอกให้ละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านบ้าง คอยดูสิว่าถ้าอาเหยียนกลับมาจัดการมันแล้ว นังเหม่ยจิงจะยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ไหม คราวนี้แม่จะให้อาเหยียนจัดการให้หนักเลย” จูเก๋อซินกล่าวสายตาอาฆาตมาดร้าย

“ได้ค่ะแม่ ฉันจะรีบไปหากระดาษมาเขียนจดหมายถึงน้องเซียวเหยียนเดี๋ยวนี้เลย”

สะใภ้ใหญ่รีบกุลีกุจอขึ้นไปบนชั้นสองไปที่ห้องทำงานของสามี ค้นหากระดาษกับปากกา แล้วลงมาด้านล่าง ซึ่งแม่สามีนั่งรออยู่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ลงมือเขียนลงบนกระดาษตามที่แม่สามีเป็นคนบอก แล้วเธอยังมีการใส่สีตีไข่ลงไปเพิ่มเล็กน้อย

“เขียนละเอียดดีแล้วใช่ไหม ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องนะ” จูเก๋อซินถามลูกสะใภ้ สายตามองเนื้อความในจดหมายที่เธออ่านไม่ค่อยออก

“ครบถ้วนไม่มีตกหล่นอย่างแน่นอนค่ะ” เซี่ยเจินเหยียนกล่าวน้ำเสียงประจบประแจง

“ดี จากนี้ก็รอให้ถึงวันหยุด วันที่ลูกชายฉันจะได้กลับมาบ้าน นังคนอวดดีนั้นจะต้องถูกเล่นงานจนกลับไปทำตัวสงบเสงี่ยมเหมือนเดิมแน่” หญิงวัยกลางคนยกยิ้มมุมปากแววตาดูสะใจกลับชะตากรรมในอนาคตของสะใภ้คนเล็ก

เซี่ยเจินเหยียนเองก็มีรอยยิ้มไม่ต่างจากแม่สามี หากครั้งนี้กำจัดสองแม่ลูกไปได้ มรดกของบ้านเฟิ่งก็จะหมดตัวหารไป แล้วส่วนแบ่งของเธอกับลูกก็จะได้มากขึ้น เพราะว่าเธอสามารถให้กำเนิดลูกชายให้บ้านเฟิ่งได้

แต่พอคิดมาถึงงานบ้านงานครัว แล้วเสื้อผ้าของตัวเอง ของสามีกับลูกที่ไม่ได้ซักมาหลายวัน ก็หันไปถามแม่สามี “แม่คะ แล้วใครจะทำกับข้าวกับงานบ้านละคะ เมื่อนังเหม่ยจิงมันไม่ทำแล้ว”

จูเก๋อซินจับมือข้างหนึ่งของลูกสะใภ้คนโปรดมากุมเอาไว้ มือข้างหนึ่งตบลงบนหลังมือนุ่มเบา ๆ

“เจินเหยียน ระหว่างที่อาเหยียนยังไม่กลับ ก็ลำบากลูกแล้วนะ นี้ก็เย็นมากแล้วรีบเข้าครัวทำอาหารเย็นเถอะ อ้อ เสื้อผ้าแม่ก็ล้นตะกร้าแล้วด้วย พรุ่งนี้อย่าลืมเอามาซักด้วยนะลูก” กล่าวจบหญิงวัยกลางคนก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปชั้นสอง เพื่อไปสงบสติอารมณ์ให้ความโกรธในตัวจางหายไป

รอยยิ้มของสะใภ้ใหญ่แข็งค้าง เมื่อภาระงานบ้านหล่นโครมมาหาเธอจนได้ ทั้ง ๆ ที่หลีกเลี่ยงมาได้ตลอด นับตั้งแต่แต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านเฟิ่ง ก็อาศัยการเป็นสะใภ้คนโปรดนั่งกินนอนกินมาตลอด ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้มาก่อน ด้วยมีสะใภ้เล็กคอยรองมือรองเท้าให้ทุกคนในบ้านอยู่แล้ว

“เป็นเพราะแกคนเดียวเลยนังเหม่ยจิง” นอกจากจะพาลโวยวายให้คู่สะใภ้แล้ว สายตาของเซี่ยเจินเหยียนยังมองไปชั้นสองของบ้าน “นังแก่นี้ก็อีกคน งกไม่เข้าเรื่อง แทนที่จะจ้างแม่บ้าน ดันมาผลักธุระทุกอย่างให้ฉัน...บ้าจริง ๆ เลย”

แต่ต่อให้ไม่พอใจหรือไม่อยากทำมากแค่ไหน เจินเหยียนก็ไม่กล้าต่อต้าน ได้แต่ทำใจลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว เพื่อเตรียมทำอาหารเย็นให้ทุกคนในบ้าน

“ท่องเอาไว้...เพื่อมรดก ๆ เธอต้องทำได้” ...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel