บทที่ 4 มันต้องมีหนทางสิน่า (1/2)
มันต้องมีหนทางสิน่า (1/2)
ช่วงบ่ายเด็กชายยังคงคิดว่าแผนเรื่องสร้างบ้านอยู่ เขาคุยกับหลินอวี้หลานอย่างจริงจังว่าทั้งสองจะช่วยกันสร้างตามแบบที่วางไว้ การมีแรงงานเพียงแค่สองคนนั้นอาจจะทำได้ช้าแต่ก็ไม่เป็นไร อีกอย่างหากท่านพ่อหายดีก็จะมีท่านพ่อกับท่านมาแม่มาช่วยทำอีกสองแรง
ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำเสียงสะอื้นก็ดังมาจากในบ้าน เป็นเสียงของจางเว่ยเยียน
“ท่านพ่อ…อย่าเป็นอะไรนะ” หลินอวี้หลานร้องอย่างตกใจจากนั้นจึงดึงมือน้องชายให้วิ่งเข้าไปในบ้าน
ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำหัวใจของหลินเสี่ยวเฉินกระตุกวูบ จางเว่ยเยียนผู้เป็นมารดานั่งอยู่ข้างเตียง น้ำตาไหลอาบแก้ม มือของนางกำลังจับแขนของสามีแน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปต่อหน้าต่อตา ส่วนหลินกวงผู้เป็นบิดาที่นอนอยู่บนเตียงนั้นใบหน้าซีดขาวจนแทบไร้สี ริมฝีปากแห้งแตก และที่มุมปากยังมีคราบเลือดจาง ๆ ติดอยู่
“เกิดอะไรขึ้นขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินรีบวิ่งเข้าไป
จางเว่ยเยียนเงยหน้าขึ้น น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “เสี่ยวเฉิน...เสี่ยวหลาน…พ่อของพวกเจ้า...เขาไอเป็นเลือด”
“ไอเป็นเลือด?” เสียงของเด็กชายแผ่วลงทันที
หลินกวงไอเบา ๆ อีกครั้ง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านก่อนจะมีเลือดซึมออกมาที่มุมปากอีกเล็กน้อย
“พ่อไม่เป็นไร…” เขาพูดอย่างยากลำบาก “แค่…ไอนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“นี่มันเรียกว่านิดหน่อยได้อย่างไรท่านพี่” จางเว่ยเยียนร้องออกมา “เมื่อเช้ายังไม่เป็นแบบนี้เลย”
เด็กชายยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง สายตาจับจ้องไปที่บิดาของตน ภายในใจเหมือนมีบางอย่างบีบรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขาเคยเห็นอาการแบบนี้มาก่อน ในชีวิตก่อนนี่คือสัญญาณของอาการป่วยที่รุนแรงขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ผลลัพธ์มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
“ต้องไปหาหมอ” เขาพูดขึ้นทันที
จางเว่ยเยียนชะงัก ก้มหน้าลง น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ “แต่พวกเราไม่มีเงินแล้ว เสี่ยวเฉิน…ครั้งก่อนที่พาพ่อของเจ้าไปหาหมอเราก็ยืมคนอื่นมา”
บรรยากาศเงียบงันลงทันที คำว่า “ไม่มีเงิน” เหมือนคมมีดที่แทงเข้ากลางใจของทั้งสี่คน หลินเสี่ยวเฉินกำมือแน่น เขามองไปที่บิดาอีกครั้ง ร่างที่เคยแข็งแรงกลับอ่อนแอลงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
“ถ้าไม่รักษาก็คง...” เขาพึมพำเบา ๆ แต่ไม่พูดต่อ
จางเว่ยเยียนร้องไห้ออกมาอีกครั้ง “แม่จะทำอย่างไรดี แม่ช่วยอะไรไม่ได้เลย”
เสียงนั้นเหมือนค้อนหนักที่ทุบลงในใจของเขา หลินเสี่ยวเฉินยืนนิ่งเพียงครู่เดียวก่อนจะตัดสินใจทันที เขาหันหลังเดินออกจากกระท่อมโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“เสี่ยวเฉิน...เจ้าจะไปไหน” จางเว่ยเยียนตะโกนเรียกลูกชายทว่าเขาไม่ได้หยุด
จากเดินกลายเป็นวิ่ง เขาวิ่งออกจากหมู่บ้าน ฝุ่นดินฟุ้งกระจายใต้ฝ่าเท้า ลมหายใจเริ่มหอบถี่แต่เขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียว “ต้องหาเงิน ต้องหาเงินให้ได้”
ตัวอำเภอเล็ก ๆ อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าเล็ก ๆ และผู้คนที่เดินขวักไขว่ กลิ่นอาหารลอยมาแตะจมูกทำให้ท้องของเด็กชายร้องขึ้นเบา ๆ แต่เขาไม่มีเวลาสนใจสิ่งนั้น สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดลงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เสียงคนพูดคุยและเสียงกระทะกระทบกันดังออกมาจากด้านใน
เด็กชายสูดหายใจลึกแล้วเข้าไปทันที
“เถ้าแก่” เขาเรียก
ชายร่างท้วมที่ยืนอยู่หลังโต๊ะสูงหันมามองด้วยสีหน้าไม่พอใจ “อะไร เจ้าหนู จะมากินก็ไปนั่ง”
“ข้าไม่ได้มากินขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินส่ายหน้า “ข้ามาขอทำงาน”
