บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 นี่มันบ้านจริง ๆ หรือเนี่ย

นี่มันบ้านจริง ๆ หรือเนี่ย

หลังจากผ่านความเป็นความตายหลินเสี่ยวเฉินก็ยังต้องนอนรักษาตัวราวสิบกว่าวัน สำหรับเขาอาจเป็นแค่ช่วงเวลาพักฟื้นแต่สำหรับคนในบ้านมันคือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความหวังผสมปนเปกัน ทุกเช้ามารดาของเขาจะคอยต้มยาสมุนไพร กลิ่นขมอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในกระท่อม ส่วนหลินอวี้หลานก็ออกไปเก็บผักป่ากลับมาพร้อมของกินเล็กน้อยที่แทบไม่พอแบ่งกันสี่คน

“กินอีกหน่อยเถิด เสี่ยวเฉิน” ท่านแม่เอ่ยพลางยื่นชามข้าวต้มมาให้ “เจ้าผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว”

หลินเสี่ยวเฉินรับมาอย่างว่าง่าย แม้รสชาติจะจืดชืดจนแทบกลืนไม่ลง แต่เขาก็ฝืนกินจนหมดทุกครั้ง เขารู้ดีว่าร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป หากไม่ฟื้นฟูให้ดีต่อให้มีความคิดมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์

“ข้าไม่เป็นไรแล้วท่านแม่” เขาพูดเบา ๆ พยามทำน้ำเสียงให้เข้มแข็งเพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง “อีกไม่กี่วันก็ลุกเดินได้”

จางเว่ยเยียนมองหน้าลูกชายอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มทั้งน้ำตา “ขอแค่เจ้าหายดีแม่ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับอบอุ่นจนหลินเสี่ยวเฉินนิ่งไป เขาไม่เคยมีครอบครัวแบบนี้ในชีวิตก่อน ความรู้สึกบางอย่างจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบงัน

หลายวันต่อมาร่างกายของเขาก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด จากที่เคยลุกไม่ขึ้น ตอนนี้เขาสามารถนั่ง เดิน และออกแรงได้มากขึ้น แม้จะยังไม่เต็มที่แต่ก็เพียงพอให้เขาออกจากกระท่อมได้ในวันที่สิบ

เมื่อก้าวออกมายืนกลางลานดินหน้าบ้าน ลมเย็นยามเช้าพัดผ่านใบหน้า แสงแดดส่องลงมาบนทุ่งที่แห้งแล้ง หลินเสี่ยวเฉินยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจลึกเหมือนต้องการต้อนรับชีวิตใหม่ของตนเอง

“ในที่สุดก็ออกมาได้” เขาพึมพำ

แต่ทันทีที่สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ความรู้สึกดีนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว กระท่อมที่เขาเรียกว่า “บ้าน” อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เกินกว่าจะมองข้ามได้ หลังคามีรูรั่ว ผนังไม้ผุพัง เสาบ้านเอียงเหมือนจะล้มลงมาได้ทุกเมื่อ

“บ้านแบบนี้อยู่ไปได้ยังไงกัน” เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ

“เสี่ยวเฉิน...เจ้าออกมาทำอะไรตรงนี้” เสียงหลินอวี้หลานดังขึ้นจากด้านหลัง

หลินเสี่ยวเฉินหันกลับไปมอง พี่สาวของเขาถือถังน้ำอยู่ในมือ สีหน้าแฝงความเป็นห่วงอย่างชัดเจน

“ข้าแค่ออกมาดูเฉย ๆ” เขาตอบ ก่อนจะชี้ไปที่กระท่อม “พี่หญิงคิดว่าบ้านหลังนี้เป็นอย่างไร”

หลินอวี้หลานชะงักไปเล็กน้อย นางมองไปรอบ ๆ แล้วตอบอย่างลังเล “มันก็พอจะอยู่ได้นะ”

“อยู่ได้?” หลินเสี่ยวเฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย “ถ้าฝนตกหนักอีกครั้งหลังคานั้นจะไม่พังลงมาหรือ”

ผู้เป็นพี่สาวเงียบไป นางก้มหน้าลงก่อนจะพูดเบา ๆ “แล้วเราจะทำอย่างไรได้ เราไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าว”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองบ้านหลังนั้นอีกครั้ง ความคิดเริ่มหมุนเร็วขึ้นในหัวราวกับกำลังคำนวณอะไรบางอย่าง

คืนนั้นหลังจากที่ทุกคนหลับไปแล้ว เขานั่งอยู่มุมหนึ่งของกระท่อม มือถือเศษไม้ชิ้นเล็ก เขาค่อย ๆ ขีดเขียนลงบนพื้นดินอย่างตั้งใจ เส้นตรงและมุมต่าง ๆ ปรากฏขึ้นทีละนิดกลายเป็นแบบบ้านอย่างหยาบ ๆ

“ถ้าใช้ไม้ไผ่เป็นโครง…” เขาพึมพำกับตัวเอง “เสริมด้วยดินอัด ผนังจะทนขึ้น หลังคาก็ต้องมุงให้แน่นกว่าเดิม…”

เขาหยุดมองผลงานของตัวเองแล้วหน้าเล็กน้อย “อย่างน้อยก็ต้องดีกว่านี้”

เด็กชายคัดแบบบ้านที่ออกแบบไว้บนพื้นดินลงในกระดาษ เช้าวันถัดมาเขาก็ถือถือแบบนั้นเดินไปยังลานกลางของหมู่บ้าน ชายฉกรรจ์สองสามคนกำลังซ่อมเครื่องมือเกษตรอยู่ เขาหยุดยืนตรงหน้าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ

“ท่านลุง...ข้าขอรบกวนได้ท่านสักหน่อยได้หรือไม่”

ชายคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแปลกใจ “อ้าว เสี่ยวเฉิน...เจ้าหายป่วยแล้วหรือนี่”

“ข้าหายดีแล้วขอรับ” เขาตอบ ก่อนจะยื่นแบบในมือออกไป “ข้าอยากสร้างบ้านใหม่”

ชายคนนั้นรับไปดู ขมวดคิ้วเล็กน้อย “นี่เจ้าวาดเอง”

“ใช่ขอรับ”

อีกคนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ “เจ้าหนู เจ้าคิดว่าการสร้างบ้านเป็นเรื่องเล่นหรือ ต้องใช้แรงคนมากแล้วก็…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ต้องใช้เงิน”

หลินเสี่ยวเฉนพยักหน้า “ถ้าข้ามีแบบแล้วพวกท่านช่วยได้หรือไม่”

ชายคนเดิมส่ายหัว “เสี่ยวเฉิน...ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่อยากช่วย แต่พวกข้าเองยังแทบเอาตัวไม่รอด หากไม่มีค่าจ้างจะให้ไปเสียแรงสร้างบ้านให้เจ้าคงทำไม่ได้จริง ๆ”

คำพูดนั้นตรงไปตรงมาแต่ไม่ได้ถือว่าโหดร้ายเพราะมันคือความจริงที่ทุกคนรู้ดี

หลินเสี่ยวเฉนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือไปรับแบบคืน “ข้าเข้าใจ ขอบคุณลุงมาก” เขาไม่ได้อ้อนวอนหรือโต้แย้งเพียงหันหลังแล้วเดินกลับทันที

“เด็กคนนี้…” ชายคนหนึ่งพึมพำ “ดูไม่เหมือนเดิมเลย”

“ใช่ แววตามันแปลกไป” อีกคนเสริม

หลินเสี่ยวเฉินเดินกลับบ้านช้า ๆ ลมพัดผ่านทุ่งหญ้าแห้ง เสียงเสียดสีกันดังแผ่วเบา เขาก้มมองแบบในมืออยู่ครู่หนึ่งแล้วกำมันแน่น

“ไม่มีใครช่วย…” เขาพึมพำ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาแน่วแน่ “งั้นก็ทำเองก็ได้”

เมื่อกลับถึงบ้านก็เดินตรงไปยังเสาไม้ที่ผุพังแล้วยกมือเขย่าเบา ๆ เสานั้นสั่นทันที ฝุ่นร่วงลงมาเป็นผง

หลินอวี้หลานที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รีบร้องขึ้น “เสี่ยวเฉิน! เจ้าทำอะไร เดี๋ยวบ้านก็พังลงมาหรอก”

หลินเสี่ยวเฉนหันไปมองพี่สาว เขาหันมายิ้มบาง ๆ “ก็พังอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

“เจ้า…” หลินอวี้หลานพูดไม่ออก

เขามองไปรอบบ้านอีกครั้ง ก่อนจะพูดช้า ๆ แต่ชัดเจน “พี่หญิง...เราจะไม่อยู่ในบ้านแบบนี้อีกต่อไป”

“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร” อวี้หลานมองเขานิ่ง

“ข้าจะสร้างมันใหม่” หลินเสี่ยวเฉนยกแบบในมือขึ้นให้ผู้เป็นพี่สาวดู

“ด้วยอะไร” หลินอวี้หลานขมวดคิ้วเพราะไม่เชื่อคำพูดของน้องชาย

“ด้วยมือของข้าเอง” คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นจนคนฟังต้องนิ่งไป

ลมพัดผ่านอีกครั้ง เสียงหลังคาเก่าดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ แต่ในดวงตาของเด็กชายวัยสิบขวบกลับไม่มีความหวาดกลัวเหลืออยู่ มีเพียงความมุ่งมั่นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น แม้จะไม่มีเงิน ไม่มีคนช่วย และไม่มีอะไรอยู่ในมือ แต่ด้วยความรู้ที่เขามีอยู่เขามั่นใจว่าจะต้องทำมันได้แน่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel