
ทะลุมิติมาเป็นเด็กชายผู้กู้คืนศักดิ์ศรีของชาวนา
บทย่อ
ชายหนุ่มนักศึกษาปริญญาโทสาขาเทคโนโลยีการเกษตรกำลังทำงานวิจัยเพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทว่าจู่ ๆ ก็เกิดอุบัติเหตุฟ้าผ่าลงมาในขณะที่เขากำลังนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานวิจัยอย่างเคร่งเครียด ชายหนุ่มหมดสติไปอย่างกะทันฟื้นขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ในร่างของเด็กชายวัยสิบขวบที่ขี้โรค ครอบครัวของเด็กชายเป็นชาวนายากจนและเพิ่งถูกยึดที่ดินทำกินไป ไม่ใช่เพียงครอบครัวนี้เท่านั้นทว่าทั้งเมืองโดนขูดรีดจากเจ้าเมืองหน้าเลือดผู้ไม่น่าให้อภัย ชายหนุ่มในร่างของเด็กชายวัยสิบขวบจึงตัดสินใจลุกขึ้นสู้ เขาจะเอาความรู้ที่เรียนมาและระบบที่ติดตัวมาใช้ฟื้นฟูเมืองนี้ให้จงได้
บทที่ 1 มาอยู่ในร่างเจ้าเด็กขี้โรคบ้านจน (1/2)
มาอยู่ในร่างเจ้าเด็กขี้โรคบ้านจน (1/2)
เสียงฝนตกหนักกระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสีดังสนั่นราวกับฟ้ากำลังโกรธแค้นอะไรบางอย่าง เสียงสายฟ้าฟาดแหวกอากาศเป็นระยะทำให้ห้องพักเล็ก ๆ สว่างวาบแล้วดับลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลินอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในหอพักนักศึกษาเก่า ๆ แว่นตาเลื่อนลงมาจนเกือบถึงปลายจมูกแต่เขาไม่ได้สนใจจะขยับมันขึ้นไป สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หน้าจออย่างแน่วแน่
บนหน้าจอคือเอกสารยาวเหยียด รายงานวิจัยหัวข้อ “การปรับปรุงพันธุ์ข้าวทนแล้งในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำจำกัด” ตัวอักษรเรียงแน่นเป็นระเบียบแต่บรรทัดสุดท้ายยังคงว่างเปล่า
“อีกนิดเดียว…” เขาพึมพำเสียงแหบพร่า นิ้วมือที่เหนื่อยล้ายังคงพิมพ์ต่อไปอย่างฝืน ๆ
ชีวิตของเขาไม่หวือหวา ไม่มีเรื่องตื่นเต้น เขาเป็นแค่นักศึกษาธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับแปลงทดลอง ห้องแลบและเอกสารวิจัย แต่สำหรับเขามันสำคัญมาก เพราะเขาเชื่อจริง ๆ ว่าถ้าทำให้พืชทนแล้งได้มากขึ้นคนอีกจำนวนมหาศาลก็จะไม่ต้องอดอยาก
ความคิดนี้เรียบง่ายแต่หนักแน่น ทันใดนั้นเองแสงฟ้าผ่าฉีกท้องฟ้าเป็นเส้นยาว เสียงฟ้าร้องดังสนั่นจนหน้าต่างสั่นสะเทือน ไฟในห้องกระพริบถี่ ๆ หลินอวี้เฉินเงยหน้าขึ้นมองเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะก้มลงพิมพ์ต่อ
“ขอแค่จบคืนนี้…”
แต่ประโยคยังไม่ทันสมบูรณ์ เปรี้ยง! เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างฉับพลัน ประกายไฟแล่นผ่านสายไฟเหนือศีรษะ ทุกอย่างสว่างวาบเป็นสีขาว แรงกระแทกมหาศาลซัดเข้ามา ร่างของเขาถูกเหวี่ยงล้มลงกับพื้น ความเจ็บปวดแล่นผ่านทุกอณูแต่เขาไม่มีเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
โลกทั้งใบดับลงในทันที
ความมืด ลึกอย่างไร้ขอบเขต ไม่มีเสียง ไม่มีความรู้สึกราวกับเขาจมลงสู่ก้นบึ้งของทะเลที่ไร้แสง เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเขาไม่อาจรับรู้ หนึ่งวินาทีหรือหนึ่งชั่วชีวิต จนกระทั่ง...
“เสี่ยวเฉิน…เสี่ยวเฉิน…” เสียงหนึ่งดังแว่วขึ้นแผ่วเบาราวกับมาจากที่ไกลแสนไกลแต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “อย่าทิ้งแม่ไปนะ…”
เปลือกตาหนักอึ้ง ร่างกายเหมือนถูกกดทับด้วยภูเขา เขาพยายามขยับนิ้ว พยายามเปิดตา ในที่สุดแสงสลัวก็สาดเข้ามา
ภาพเบื้องหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้นทีละน้อย เพดานไม้สีหม่นมีรอยแตกเป็นเส้นยาว หยากไย่ห้อยลงมาตามมุม กลิ่นสมุนไพรขม ๆ ลอยคลุ้งในอากาศ เขากะพริบตาอย่างช้า ๆ สมองยังมึนงง
“ที่นี่…” เสียงของเขาแหบและเบาอย่างน่าตกใจ
“เสี่ยวเฉิน!” หญิงผู้หนึ่งโผเข้ามาใกล้ มือหยาบกร้านจับแขนเขาแน่น ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำ
น้ำตายังไหลไม่หยุด “เจ้าฟื้นแล้ว นับว่าสวรรค์ยังเมตตา”
หลินอวี้เฉินจ้องมองนางนิ่ง หัวสมองว่างเปล่า เขาไม่รู้จักนางแต่ในใจกลับมีความรู้สึกคุ้นเคยแปลก ๆ
“ข้า…” เขาพยายามพูด “ข้าอยู่ที่ใด…”
หญิงผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบพูด “อย่าพูดอะไรเลย เจ้าป่วยมาหลายวันแล้ว แค่ฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว…”
หลายวัน? คำพูดนั้นเหมือนเข็มแหลมทิ่มแทงความคิดของเขา เขาพยายามลุกขึ้นนั่งแต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้ เขาก้มลงมองมือของตัวเอง แล้วหัวใจก็หยุดเต้นไปชั่วขณะ มือเล็ก…ผอม…มีรอยแผลเป็นเก่า ๆ เต็มไปหมด นี่ไม่ใช่มือของผู้ใหญ่ ไม่ใช่มือของเขา
“นี่…” เขาหายใจถี่ ความสับสนเริ่มก่อตัวเป็นความหวาดกลัว “ข้า…เป็นใครกัน”
ก่อนที่ใครจะตอบ บางอย่างก็ระเบิดขึ้นในหัวของเขา ภาพนับไม่ถ้วนไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรง เสียงหัวเราะของเด็กชาย เสียงลมพัดผ่านทุ่งนา แสงแดดอุ่น ๆ จากนั้นภาพก็แตกสลายกลายเป็นความแห้งแล้ง ดินแตกระแหง ต้นข้าวเหี่ยวเฉา เสียงทะเลาะของพ่อแม่
“ไม่มีข้าวแล้ว จะเอาอะไรกิน”
“ข้าก็พยายามแล้ว”
เสียงประตูถูกกระแทก เสียงร้องไห้ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของเจ้าหน้าที่
“ถ้าไม่ใช้หนี้ ก็ยึดที่นา!”
มือหยาบกระชากคนออกไป เสียงโวยวาย เสียงอ้อนวอน ทุกอย่างปะปนกันจนแทบแยกไม่ออก
“อึก!” หลินอวี้เฉินกุมหัวแน่น ความเจ็บปวดแล่นผ่านสมอง ภาพยังคงไหลเข้ามาไม่หยุด เด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่มุมห้องมองพ่อที่ถูกลากไป น้ำตาไหลเงียบ ๆ เด็กคนนั้นคือเขา ไม่สิ...คือเจ้าของร่างนี้
ภาพสุดท้ายเด็กชายล้มป่วย ร่างกายอ่อนแรง นอนอยู่บนเตียงไม้เก่า ๆ เสียงแม่ร้องไห้ เสียงพี่สาวเรียก ลมหายใจของเด็กชายแผ่วลงและหยุดในที่สุด
“เฮือก!” หลินอวี้เฉินสะดุ้งลุกขึ้น เหงื่อไหลท่วมตัว หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา
เขาหายใจหอบถี่ แต่คราวนี้เขาเข้าใจแล้ว “หลินเสี่ยวเฉิน” ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมา นี่คือชื่อของเด็กคนนี้ เด็กที่ตายไปและเขาเข้ามาแทน
นี่คือการทะลุมิติจริง ๆ ความคิดนี้ฟังดูบ้าคลั่ง แต่ทุกอย่างรอบตัวกำลังยืนยัน กระท่อมเก่า เสื้อผ้าขาดกลิ่นยาจีนจาง ๆ และหญิงตรงหน้าที่มองเขาอย่างเป็นห่วง
“ท่านแม่…” คำพูดหลุดออกมาเอง
หญิงคนนั้นชะงักก่อนจะร้องไห้หนักกว่าเดิม “เสี่ยวเฉิน…เจ้าจำแม่ได้”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกอุ่น ๆ แต่หนักอึ้งแผ่ซ่านในอก เขาไม่ใช่ลูกของนางแต่ความทรงจำในหัวกำลังบอกว่าใช่
