บทที่ 2 มาอยู่ในร่างเจ้าเด็กขี้โรคบ้านจน (2/2)
มาอยู่ในร่างเจ้าเด็กขี้โรคบ้านจน (2/2)
เสียงไอแห้ง ๆ ดังมาจากอีกมุมหนึ่ง เขาหันไปมอง ชายวัยกลางคนผอมซูบนอนอยู่บนเสื่อ ลมหายใจติดขัด
“ท่านพ่อ…” ชื่อ “หลินกวง” ปรากฏในหัว ชายคนนี้เคยแข็งแรง แต่ตอนนี้แทบไม่ต่างจากคนใกล้ตาย
ข้าง ๆ กันหญิงสาววัยแรกรุ่นนั่งหลับพิงผนัง มือยังจับผ้าชุบน้ำไว้
“พี่…” นี่คือหลินอวี้หลานพี่สาวของเขา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และมีรอยช้ำจาง ๆ ที่ข้อมือ ภาพในตลาดแล่นเข้ามานางถูกพ่อค้าจับแขน โดนกดราคาของที่ขาย โดนดูถูก ดวงตาของหลินเสี่ยวเฉินค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเศร้า
เขาหลุดจาภวังค์เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากด้านนอก ประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างแรง ชายชราคนหนึ่งในชุดผ้าธรรมดาเดินเข้ามาพร้อมกล่องยาไม้
“อยู่ตรงไหน” เขาถามเสียงหนักแน่น
หญิงผู้เป็นแม่รีบลุกขึ้น “ท่านหมอ! ท่านมาดูหน่อยเถิด ลูกข้า…”
ชายชราพยักหน้าก่อนจะเดินมาที่เตียง สายตาคมกริบกวาดมองหลินเสี่ยวเฉินอย่างละเอียด
“ฟื้นแล้วหรือ” เขาพูดเรียบ ๆ ก่อนจะนั่งลง มือเหี่ยวย่นจับข้อมือเด็กชาย
หลินเสี่ยวเฉินรู้สึกถึงปลายนิ้วที่กดเบา ๆ ชายชราหลับตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังฟังอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้ยิน ทั้งห้องเงียบสนิทมีเพียงเสียงฝนด้านนอก เวลาผ่านไปชั่วครู่ ชายชราลืมตาขึ้น
“ชีพจรเริ่มนิ่งแล้ว” เขาปล่อยมือ “ไข้ลดลง ร่างกายยังอ่อนแอแต่ไม่ถึงกับอันตราย”
คำพูดนั้นทำให้ผู้เป็นแม่ทรุดลงทันที น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง “จริงหรือท่านหมอ ลูกข้าไม่เป็นไรแล้วหรือ”
“อืม” ชายชราพยักหน้า “พักอีกสองสามวันก็ดีขึ้น”
เสียงสะอื้นดังขึ้นในห้อง ผู้เป็นแม่เหมือนคนที่กำลังจมน้ำที่ได้คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ แต่ในไม่กี่อึดใจต่อมานางก็รีบลุกขึ้นแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าหมอ
“ท่านหมอ…ข้า…ข้า…” เสียงของนางสั่นเครือ “ข้าไม่มีเงินจ่าย”
คำพูดนั้นเบาราวกับลมหายใจแต่กลับหนักหนาจนบีบหัวใจ หลินเสี่ยวเฉินชะงัก เขามองภาพนั้นนิ่ง ๆ แม่ของเขากำลังคุกเข่าของร้องเรื่องค่ารักษา
นางกัดฟันแน่นก่อนจะพูดต่อ “ถ้าท่านไม่รังเกียจข้าจะให้ลูกสาวไปทำงานใช้หนี้” นางหันไปมองเด็กสาวที่เพิ่งสะดุ้งตื่น “อวี้หลาน…นางขยัน อดทน นางสามารถช่วยท่านหมอได้หลายอย่าง”
เด็กสาวเบิกตากว้าง สีหน้าซีดเผือดแต่ไม่ได้ปฏิเสธ นางเพียงก้มหน้าลงเงียบ ๆ มือกำชายเสื้อแน่น
หลินเสี่ยวเฉินรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบหัวใจ ความทรงจำในหัวทำให้เขารู้ดีว่าไปทำงานใช้หนี้สำหรับครอบครัวแบบนี้มันหมายถึงอะไร ไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่อาจหมายถึงการถูกกดขี่ ถูกเอาเปรียบหรือแย่กว่านั้น
“พอแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้น ชายชรามองหญิงที่คุกเข่าอยู่แล้วถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าเป็นหมอ” เขาพูดช้า ๆ “เห็นคนใกล้ตายจะให้ข้าไม่ช่วยหรือ”
ผู้เป็นแม่ชะงัก “แต่…แต่…”
“เงินไม่ต้อง” เขาตัดบท “ครั้งนี้ถือว่าข้าให้”
“ท่านหมอ…ข้า…” หญิงผู้นั้นน้ำตาไหลพราก จากนั้นจึงก้มศีรษะลงกับพื้น “ขอบพระคุณ ขอบพระคุณท่านหมอ”
เด็กสาวเองก็ก้มหน้าลงเช่นกัน น้ำตาหยดลงเงียบ ๆ
หลินเสี่ยวเฉินมองภาพนั้น หัวใจสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม โลกนี้โหดร้ายแต่ก็ยังมีคนดีแบบท่านหมอผู้นี้นี้อยู่
ชายชราลุกขึ้นหยิบกระดาษเขียนยาอย่างรวดเร็ว ต้มยานี้ให้เขากิน เช้าเย็น อย่าให้โดนลมมากแล้วก็หาอะไรกินให้มากขึ้น ถ้ายังปล่อยให้ขาดอาหารต่อให้หายก็ป่วยอีก”
คำพูดนั้นทำให้หญิงผู้เป็นแม่ชะงัก แววตาเต็มไปด้วยความลำบากใจ “อาหาร” สำหรับบ้านนี้มันคือของหายาก ท่านหมอเห็นสีหน้าของนางแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะให้อย่างจนใจ
“เอาเถอะ…ข้าจะทิ้งสมุนไพรไว้ให้ส่วนหนึ่ง ใช้ให้ประหยัดหน่อยก็แล้วกัน” เขาวางห่อยาลง
ก่อนจะเดินออกไปเขาหันกลับมามองหลินเสี่ยวเฉิน สายตานั้นลึกและนิ่ง
“เจ้าหนู ชีวิตรอดกลับมาแล้ว ก็อย่าทิ้งมันไปง่าย ๆ” พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกไปท่ามกลางสายฝน
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม หญิงผู้เป็นแม่ยังคงร้องไห้ พี่สาวนั่งนิ่ง หลินเสี่ยวเฉินนอนอยู่บนเตียง มองเพดานไม้เก่า ๆ ความคิดมากมายไหลวนอยู่ในหัว ชีวิตใหม่ ครอบครัวใหม่ โลกที่โหดร้าย แต่ก็ยังมีความอบอุ่นเล็ก ๆ แฝงอยู่
เขาหลับตาลงช้า ๆ แล้วกำหมัดแน่น
“ข้าจะไม่ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้อีก” เสียงพึมพำเบามาก แทบไม่มีใครได้ยินแต่ในใจของเขามันคือคำสัญญา เขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะทำให้ครอบครัวนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้
