ตอนที่6 น้ำตาของความอ่อนแอ
หว่านชิงมายืนฝนหมึกให้ไท่จื่อ อย่างพยายามอดทนจากอาการปวดท้องน้อยที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทุกเดือน แต่ว่ารอบนี้ดูเหมือนจะปวดมากกว่ารอบก่อน ใบหน้าของนางยามนี้ซีดเชียวแทบไร้สีเลือด
“ตั้งใจฝนหมึกหน่อย จะเหม่อลอยไปไหน” เสียงเอ่ยดุของไท่จื่อดังขึ้น
“ชาของข้าหมดแล้วมาเติมหน่อย” เสวียนอ๋องที่เอนหลังอ่านตำราเอ่ยขึ้น
หว่านชิงรีบเดินไปชงชาให้เสวียนอ๋อง จากนั้นก็กลับมาฝนหมึกให้ไท่จื่ออีกครั้ง แต่แล้วจู่ ๆ ทุกอย่างก็ดับวูบลง ร่างของหว่านชิงล้มลงไปกับพื้น แต่ช่วงที่ล้มลงไปศีรษะของนางเผลอไปฟาดกับขอบโต๊ะอย่างแรง ศีรษะของนางจึงแตกเลือดอาบทันที แต่ว่าหว่านชิงกลับไม่รับรู้อะไรเพราะว่านางได้หมดสติไปแล้ว
“คุณหนู!” อี๋เหยารีบวิ่งเข้ามาประคองร่างของหว่านชิงด้วยความตกใจ ก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความเป็นห่วง
“ตามหมอหลวง” ไท่จื่อลุกขึ้นมาช้อนร่างของหว่านชิงไปว่างบนตั่งริมหน้าต่าง จากนั้นหมอหลวงประจำจวนก็รีบเข้ามาพร้อมกล่องยา องครักษ์เลี่ยงซูและอีหมิงมองหว่านชิงด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ พวกเขาก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่า สักวันนางจะต้องเป็นลมล้มพับไปสักวัน นางอดทนไม่ปริปากบ่นเลยสักค่ำ นางอดทนมาได้ถึงวันนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว
“ทูลไท่จื่อ ทูลท่านอ๋อง เหมือนร่างกายของนางจะมีไข้อีกอย่างนางมีระดู เลยทำให้เกิดอาการหน้ามืด ให้นางนอนพักสักครู่อาการก็จะดีขึ้น เดี๋ยวกระหม่อมจะทำแผลให้นางพ่ะย่ะค่ะ”
พวกเขาพยักหน้ารับรู้โดยไม่พูดสิ่งใดออกมา ก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่นานหว่านชิงก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะ อีกทั้งร่างกายก็รู้สึกปวดร้าวคล้ายจะไม่สบาย จู่ ๆ น้ำตาของความอ่อนแอก็เริ่มไหลออกมา นางพยายามปลอบตัวเองว่านางเข้มแข็งและอดทนได้ แต่สุดท้ายยามที่ร่างกายไม่สบาย จิตใจก็เริ่มเหนื่อยล้าจนฝืนทนต่อไปไม่ไหว
หว่านชิงปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอยู่อย่างนั้น อี๋เหยาหยิบผ้ามาเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยกแขนเสื้อมาปาดน้ำตาตนเองบ้าง คุณหนูช่างน่าสงสารเหลือเกิน
ไท่จื่อเสวียนฮ่าวหยางและเสวียนอ๋องปรายตามองด้วยความรู้สึกเจ็บปวดใจขึ้นมา นี่พวกเขาทำกับนางเกินไปหรือไม่ เหตุใดยามนี้พวกเขาถึงรู้สึกปวดใจเช่นนี้ แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ สตรีร้ายกาจก็สมควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง
แต่แล้วหว่านชิงก็ลุกขึ้นมาอย่างตัดสินอย่างแน่วแน่ พอกันทีนางจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว เหลืออีกสามวันนางก็จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว นางรีบลุกขึ้นมาแล้วเดินมาที่พวกเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยว
“หม่อมฉันขอรับเงินเท่าที่ทำงาน เงินที่หม่อมฉันควรจะได้คือ150ตำลึง แต่หม่อมฉันทำงานไม่ครบสามวัน เงินที่จะได้คือ120ตำลึงเพคะ”
“ทำงานไม่ครบตามสัญญาข้าจะจ่ายได้อย่างไร” ไท่จื่อเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง และยังคงเขียนอักษรต่อไปอย่างนิ่งสงบ
“ในเมื่อเจ้าผิดสัญญา ข้าก็จะไม่จ่ายในส่วนที่เหลือ” เสวียนอ๋องเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจเช่นกัน
หว่านชิงกำหมัดเอาไว้แน่น นางโกรธจนดวงตาแดงก่ำร่างกายสั่นระริก ในเมื่อพวกเขาไม่จ่ายนางก็ไม่เอา นางจะไม่ยอมทนอยู่อีกต่อไปแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันก็ไม่เอา ทูลลาเพคะ” อี๋เหยารีบเข้ามาประคองร่างของหว่านชิงเดินออกไปทันที ไท่จื่อรีบเงยหน้าขึ้นมามองอย่างตกใจ นางตัดสินใจไม่เอาเงินที่เหลืออย่างนั้นหรือ นางยอมแพ้ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“ฮึ! หยิ่งให้ได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน บ้านที่เจ้าเช่าเป็นบ้านของข้า ข้าจะประกาศเลิกให้เช่าเสียเดี๋ยวนี้” เสวียนอ๋องเอ่ยขึ้นมาอย่างดุดัน ทำให้หว่านชิงที่กำลังจะเดินจากไปชะงักทันที
นางกำหมัดแน่นด้วยความโกรธอย่างไม่อาจระงับเอาไว้ได้อีก นางไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีจิตใจที่เหี้ยมโหดและเลือดเย็นได้ถึงขนาดนี้ นางคิดผิดจริง ๆ ที่รับงานนี้ นางหมุนตัวเดินกลับมาด้วยสีหน้าเย็นชา
“หม่อมฉันเพิ่งรู้ว่าบ้านหลังนั้นเป็นของท่านอ๋อง ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะคืนบ้านเช่าให้ทันที” หว่านชิงเดินไปกระชากกระบี่ข้างเอวของเลี่ยงซู ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“หม่อมฉันขอสาบาน ชาตินี้จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพวกท่านไม่ว่ากรณีใด ๆ” ฉึบ! หว่านชิงตัดเส้นผมที่ยาวสลวยของนาง ฉึบ! นางตัดชายกระโปรงของนาง ฉึบ! นางปาดกระบี่ไปที่ฝ่ามือ ก่อนจะโยนกระบี่ลงกับพื้น จากนั้นก็หมุนร่างเดินจากไปทันที
ทุกคนตกตะลึงกับการกระทำของนาง ไม่คาดคิดว่านางจะโกรธมากถึงเพียงนี้ ปกตินางก็เห็นสงบปากสงบคำ
“นางคงจะอดทนจนถึงที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เลี่ยงซูเปรยขึ้นมาอย่างเห็นใจนางเป็นที่สุด
“ก็แค่ให้กวาดใบไม้ ฝนหมึกและชงชา นางจะต้องอดทนอะไรกันมากมาย” ไท่จื่อเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา
“นั่นสิวันละ10 ตำลึง ทำงานเพียงแค่นี้ ถือว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย” เสวียนอ๋องบ่นขึ้นมาบ้าง อีหมิงได้ยินก็รีบเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ
“ท่านอ๋องและองค์ไท่จื่อกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ ก็พระองค์สั่งให้นางกำนัลขันทีไปกลั่นแกล้งนาง ตลอดระยะเวลาที่นางมาทำงานที่นี่ นางกวาดใบไม้เสร็จก็ให้คนนำใบไม้มาเทใหม่ กว่านางจะกวาดเสร็จในแต่ละวันไม่ใช่เรื่องง่ายนะพ่ะย่ะค่ะ”
เลี่ยงซูได้ยินก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง“หลายวันก่อนที่คุณหนูกู้มาที่นี่ นางก็ให้คนของนางไปทำร้ายนางจนได้รับบาดเจ็บ นางก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ กระหม่อมเห็นแล้วยังอดสงสารนางไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ!” ไท่จื่อและเสวียนอ๋องร้องออกมาด้วยความตกใจ
“เหตุใดไม่มีใครบอกเรื่องนี้กับข้า! ใครบังอาจทำเกินคำสั่ง ไม่อยากมีชีวิตอยู่กันแล้วหรืออย่างไร” ไท่จื่อตวาดลั่นแล้วลุกขึ้นยืนด้วยโทสะที่พุ่งขึ้นมา นี่คงเป็นเหตุผลที่นางทนไม่ไหวอีกต่อไป นางคงคิดว่าเขาสั่งให้คนไปกลั่นแกล้งนางสินะ
“ไปเรียกทุกคนมาที่นี่ให้หมด!” เสวียนอ๋องวางหนังสือในมือ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เหตุใดเขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย นางเองก็อดทนและไม่เอ่ยออกมาสักคำ ใจของนางช่างเด็ดเดี่ยวจริง ๆ
