บทที่ 8
“เป่าเป้ย...” โรซี่รีบเข้าไปโอบไหล่เด็กน้อยไว้ “ไปทำอะไรในห้องคุณย่ามาลูก?”
ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะตอบ แม่บ้านหลิวที่เดินตามมาก็ถอนหายใจยาวพลางกระซิบ “คุณนายใหญ่ให้คุณหนูเป่าเป้ยเข้าไปท่องหนังสือคำสอนกุลสตรีค่ะ ท่องไม่ได้ก็ไม่ให้ทานขนม แถมยัง... พูดเรื่องไม่ดีของคุณหนูให้เป่าเป้ยฟังอีก”
โรซี่ขมวดคิ้วแน่น “พูดอะไรคะ?”
“ก็บอกว่า... คุณหนูเยว่ชิงเป็นคนโง่ จิตใจไม่ปกติ ถ้าเป่าเป้ยไม่ตั้งใจเรียนก็จะโง่เหมือนแม่ แล้วคุณพ่อก็จะไม่รัก... ป้าพยายามจะห้ามแล้วแต่คุณนายใหญ่ก็ตวาดใส่” แม่บ้านหลิวมีสีหน้าลำบากใจ
ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาในอกของนักวิทยาศาสตร์สาว การล้างสมองเด็กด้วยชุดความคิดที่บิดเบี้ยวคืออาชญากรรมทางปัญญาอย่างหนึ่งสำหรับเธอ โรซี่ก้มลงมองลูกสาวที่สั่นเทาในอ้อมกอด เธออยากจะเดินเข้าไปซัดหน้าอันฉีสักที แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่าตอนนี้เธอยังไม่มีอำนาจพอในบ้านหลังนี้
“ไม่เป็นไรนะเป่าเป้ย แม่บอกแล้วไงว่าแม่จะปกป้องหนูเอง” โรซี่กระซิบพลางลูบหลังเด็กน้อยจนเธอเริ่มสงบลง ก่อนจะพาไปส่งเข้านอน
เมื่อโรซี่เดินกลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง เธอก็พบกับหลิวเหว่ยที่นั่งอยู่บนขอบเตียง เขาถอดเสื้อนอกทหารออกเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวที่เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และรอยแผลเป็นจางๆ จากการกรำศึก แสงตะเกียงในห้องขับให้ใบหน้าของเขาดูคมเข้มและดุดันยิ่งขึ้น
เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความแปลกใจยังคงวนเวียนอยู่ในแววตาคู่นั้น “วันนี้คุณดูแปลกไปมากเยว่ชิง... ทั้งคำพูดและท่าทาง”
“คนเราเปลี่ยนกันได้ค่ะนายพล โดยเฉพาะเมื่อเกือบจะตายมาแล้วครั้งหนึ่ง” โรซี่ตอบพลางเดินไปหยิบผ้าขนหนู
“งั้นเหรอ...” หลิวเหว่ยเปรยขึ้น ก่อนจะขยับตัว “วันนี้ผมฝึกหนักจนไหล่ตึงไปหมด ปกติคุณชอบรบเร้าจะนวดให้ผมไม่ใช่หรือไง? วันนี้ลองดูหน่อยสิว่า ‘การเปลี่ยนไป’ ของคุณจะรวมถึงฝีมือนวดด้วยไหม”
โรซี่ชะงัก เธอไม่เคยแตะต้องตัวผู้ชายคนไหนนอกจากพ่อและหมอในแล็บ แต่เพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธจนเกินไป เธอจึงก้าวเข้าไปใกล้และเริ่มบีบนวดที่หัวไหล่หนาของเขา เธอใช้ความรู้ด้านอนาโตมี (กายวิภาคศาสตร์) ที่เคยเรียนมา กดลงไปยังจุดรวมเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดได้อย่างแม่นยำ
“อืม... คุณไปเรียนวิธีนวดแบบนี้มาจากไหน?” หลิวเหว่ยครางออกมาเบาๆ ด้วยความผ่อนคลาย แรงกดของเธอมันช่างพอดีและเข้าถึงจุดที่เจ็บปวดได้อย่างน่าทึ่ง
“ฉันก็แค่ศึกษามาน่ะค่ะ” โรซี่ตอบเสียงเรียบ “นายพลคะ ในเมื่อคุณมีความรู้เรื่องกลยุทธ์ทหาร ฉันขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม?”
“ว่ามาสิ”
“ถ้าวิถีกระสุนถูกรบกวนด้วยแรงลมความเร็ว 20 น็อต ในทิศทางทแยง 45 องศา และความหนาแน่นของอากาศลดลงเนื่องจากความชื้นสูง คุณจะปรับศูนย์เล็งอย่างไรเพื่อไม่ให้พลาดเป้าหมายในระยะ 500 เมตร?”
หลิวเหว่ยลืมตาขึ้นทันที เขาหันกลับมามองภรรยาด้วยสายตาตะลึงพรึงเพริด “คุณ... คุณรู้เรื่องวิถีกระสุนและความหนาแน่นอากาศได้ยังไง?”
“ฉันถามเพราะอยากรู้ว่าสามีของฉันฉลาดพอที่จะปกป้องครอบครัวไหมน่ะค่ะ” โรซี่ยิ้มมุมปาก
หลิวเหว่ยอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ต้องปรับศูนย์เล็งไปทางเหนือลม 2 คลิก และเพิ่มองศาการยิงขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อชดเชยแรงต้านที่หายไปจากความเบาบางของอากาศ... คำถามของคุณมันไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงทั่วไป หรือแม้แต่ทหารชั้นผู้น้อยจะรู้ได้”
“นั่นก็แสดงว่าคุณไม่ใช่แค่ทหารที่บ้าอำนาจ แต่คุณมีมันสมองด้วย” โรซี่สรุปพลางนวดต่อ “น่าเสียดายที่ความฉลาดของคุณไม่ได้ถูกนำมาใช้สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกสาวในบ้านหลังนี้บ้างเลย”
หลิวเหว่ยขมวดคิ้ว “คุณหมายความว่ายังไง?”
“คุณแม่ของคุณกำลังทำลายศักยภาพของเป่าเป้ย ด้วยการยัดเยียดความกลัวและความดูถูกเข้าไปในหัวเด็ก” โรซี่หยุดมือนวดและจ้องตาเขาตรงๆ “ถ้าคุณเป็นนายพลที่เก่งจริง คุณควรจะบริหาร ‘คนในบ้าน’ ให้ดีพอๆ กับ ‘กองทัพ’ นะคะ”
