บทที่ 3
“เยว่ชิง! ฉันบอกให้ลุกขึ้นมาหุงข้าวไง! อย่ามาแสร้งทำเป็นสำออย ตกบันไดแค่นิดเดียวไม่ตายหรอก!” หญิงวัยกลางคนสวมชุดย้อนยุคแบบชาวจีนโบราณยืนค้ำหัวเธออยู่ ใบหน้าบูดบึ้งนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
โรซี่ หรือในตอนนี้คือ เยว่ชิง มองไปรอบๆ ห้องที่ทำจากอิฐและไม้ สภาพความเป็นอยู่ราวกับหลุดออกมาจากหนังประวัติศาสตร์ยุค 70-80
เธอยกมือขึ้นแตะหน้าผากที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ สมองของนักวิทยาศาสตร์เริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ข้อมูลความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอเริ่มไหลบ่าเข้ามา
สามีที่ไม่รัก... แม่สามีที่จงเกลียดจงชัง... และลูกสาวที่น่าสงสาร
“โรซี่ ลี... นี่เธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างยัยผู้หญิงขี้แพ้นี่เหรอเนี่ย?” เธอกระซิบกับตัวเองเบาๆ
ดวงตาที่เคยเรียบเฉย บัดนี้ฉายแววคมกล้าขึ้นมาทันที ถ้าโชคชะตาให้โอกาสเธอมีชีวิตใหม่ในยุคที่ทุกอย่างต้องใช้สมองและกำลังเพื่อความอยู่รอดล่ะก็...
คนอย่างโรซี่ ลี จะแสดงให้เห็นเองว่า ‘สติปัญญา’ คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในทุกยุคสมัย!
บทที่ 2 ผู้หญิงคนใหม่ในบ้านหลังเก่า
“นังตัวดี! จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! อย่ามาแสร้งทำเป็นตายเพียงเพราะตกบันไดแค่ไม่กี่ขั้น!”
โรซี่พยายามจะลืมตา แต่แสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ทำให้เธอต้องหรี่ตาลง กลิ่นที่สูดเข้าไปไม่ใช่กลิ่นสารเคมี แต่เป็นกลิ่นสาบดิน กลิ่นควันไฟจากฟืน และกลิ่นอับชื้นของที่นอนเก่าๆ
ที่นี่ที่ไหน... ทำไมมันถึงไม่มีเสียงเครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องเหวี่ยงสาร?
“แม่... แม่อย่าดุแม่จ๋าเลยค่ะ เป่าเป้ยกลัวแล้ว ฮึก...” เสียงเล็กๆ ที่สั่นเครือดังขึ้นข้างกาย แรงสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนทำให้โรซี่ฝืนลืมตาขึ้นมอง
สิ่งที่เห็นคือเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ สวมชุดผ้าฝ้ายปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาดูหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด และถัดไปคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็ง สวมชุดสีเทาเข้มแบบโบราณที่ดูละม้ายคล้ายยุค 70 หรือ 80 ในหนังสือประวัติศาสตร์จีน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความโกรธแค้น
“เป่าเป้ย ไปให้พ้น! อย่าไปยุ่งกับแม่ที่ไม่ได้ความของแก!” อันฉี แม่สามีตวาดใส่หลานสาว ก่อนจะหันมาใช้เท้าเขี่ยที่ขาของโรซี่ “เยว่ชิง! ฉันบอกให้ลุกขึ้นมาหุงข้าวไง! วันนี้หลิวเหว่ยจะกลับมาจากการฝึก ถ้าเขามาเห็นบ้านช่องสกปรกแบบนี้ แล้วยังเห็นเมียไร้ค่าอย่างแกนอนสำออยอยู่ล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”
โรซี่พยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความมึนงง แขนขาของเธอไม่มีแรงเอาเสียเลย เมื่อเธอมองลงไปที่มือของตัวเอง... เธอก็ต้องชะงัก
นี่ไม่ใช่ความฝัน... มือที่เคยเรียวยาวและขาวผ่องจากการถนอมในห้องแล็บ บัดนี้กลับหยาบกร้าน มีรอยแตกตามข้อนิ้ว และดูซูบซีดกว่าที่ควรจะเป็น
“เยว่ชิง?” โรซี่พึมพำชื่อที่หญิงคนนั้นเรียกเธอออกมาอย่างแผ่วเบา
“เออ! ก็แกน่ะสิ จะใครที่ไหนล่ะ หรือตกบันไดจนสมองไหลออกไปหมดแล้ว?” อันฉีแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน “ลูกสะใภ้บ้านอื่นเขาตื่นตั้งแต่ไก่โห่ไปหาผักหาฟืน แต่แก... นอกจากจะมีดีแค่หน้าตาที่พ่อแกใช้มาแลกกับสัญญาสามีภรรยาแล้ว แกก็ไม่มีสมองทำอะไรได้สักอย่าง ลุกขึ้นไปทำงานเดี๋ยวนี้!”
โรซี่ไม่ฟังคำก่นด่านั้น เธอรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่วิ่งถลาไปยังมุมห้องที่มีคันฉ่องหรือกระจกเงาเก่าๆ บานหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ที่ผุพัง
“เยว่ชิง! แกจะไปไหน! ฉันสั่งให้ไปที่ครัว!” อันฉีตะโกนไล่หลังอย่างโมโห
เมื่อไปถึงหน้ากระจก โรซี่แทบจะหยุดหายใจ เงาที่สะท้อนออกมาคือหญิงสาวคนหนึ่งที่มีใบหน้าสวยซึ้งจนหยาดเยิ้ม ดวงตารูปเม็ดอัลมอนด์ที่ตอนนี้แดงก่ำ ริมฝีปากบางซีดเผือด และเส้นผมที่ยุ่งเหยิง ถึงแม้จะดูทรุดโทรมจากการทำงานหนักและขาดการบำรุง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือใบหน้าของหญิงงามล่มเมือง
แต่ปัญหาคือ... นี่ไม่ใช่ใบหน้าของเธอ! ไม่ใช่โรซี่ ลี นักวิทยาศาสตร์วัย 25 ปีคนนั้น!
