ตอนที่ 4: ป้าข้างบ้านปากสว่าง และบทลงโทษที่ต้องชดใช้
บรรยากาศในห้องครัวแคบๆ ร้อนระอุจนแทบจะจุดไฟติด
กู้เจวี๋ยกำลังดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ดิบเถื่อน ลมหายใจของเขาหอบพร่า ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเคร่งขรึมบัดนี้แดงก่ำด้วยความต้องการ เขาตรึงร่างบางของซูหว่านไว้กับผนัง มือหนาข้างหนึ่งกำลังจัดการปราการด่านสุดท้าย เพื่อที่จะพาตัวเองเข้าไปในดินแดนแห่งความสุขสม
"อื้อ.. พี่กู้.. เบาหน่อย.."
ซูหว่านส่งเสียงครางแผ่วเบา ร่างกายของเธออ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนเขา ทั้งหวาดหวั่นและวาบหวามกับการกระทำที่อุกอาจนี้
ทว่า.. ในวินาทีที่เขากำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม
"ซูหว่าน! นังแพศยา! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!"
เสียงตะโกนแหลมแสบแก้วหูดังทะลุผ่านประตูรั้วหน้าบ้านเข้ามา ทำลายบรรยากาศวาบหวามจนพังทลายลงในพริบตา
กู้เจวี๋ยชะงักกึก ร่างกายแกร่งเกร็งค้างราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกถอดปลั๊ก เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธจัดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาแทนที่ความเสียวซ่าน เขาสบถคำหยาบในลำคอเสียงต่ำอย่างหัวเสีย
"บัดซบ.."
เสียงข้างนอกยังคงดังต่อเนื่อง และเริ่มหยาบคายขึ้นเรื่อยๆ
"คิดว่าผัวไม่อยู่แล้วจะทำระยำตำบอนยังไงก็ได้งั้นเรอะ! เมื่อคืนฉันเห็นนะว่าเฉินหมิงมันเข้าบ้านหล่อน วันนี้ฉันป้าหวังจะมาฉีกหน้ากากนังจิ้งจอกสังคมให้ทุกคนดู ออกมานะ!"
ซูหว่านหน้าซีดเผือด รีบผลักอกกู้เจวี๋ยออกอย่างตื่นตระหนก "ป้า.. ป้าหวัง.. แกมาด่าฉัน.."
กู้เจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่คั่งค้าง เขาปล่อยมือจากเอวของซูหว่านอย่างไม่เต็มใจนัก จัดการดึงกางเกงของตัวเองขึ้นและรูดซิปด้วยความรวดเร็วแต่รุนแรง ท่าทางกระแทกกระทั้นนั้นบ่งบอกถึงความหงุดหงิดถึงขีดสุด
"รออยู่ในนี้.. ห้ามออกมาเด็ดขาด"
เขาสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนจะหันหลังเดินอาดๆ ออกไปจากห้องครัว รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากร่างจนซูหว่านรู้สึกหนาวสันหลังวาบ
หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ที่กั้นอาณาเขตบ้านตระกูลกู้ 'ป้าหวัง' หญิงวัยกลางคนร่างท้วม เพื่อนบ้านปากสว่างประจำหมู่บ้าน กำลังยืนเท้าสะเอวด่าปาวๆ โดยมีชาวบ้านอีกสองสามคนมายืนมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ดูสิ เงียบกริบ สงสัยกำลังกกผู้ชายอยู่แน่ๆ นังซูหว่านมันหน้าด้านไร้ยางอาย ผัวทหารไปรบแทบตาย มันกลับมาเสวยสุขกับชู้!" ป้าหวังใส่ไฟอย่างเมามัน
แอ๊ด..
ประตูรั้วถูกกระชากเปิดออก
"ด่าพอหรือยัง?"
เสียงทุ้มต่ำที่เย็นยะเยือกดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารที่แม้จะดูยับย่นเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจลดทอนความน่าเกรงขามลงได้
ป้าหวังที่กำลังอ้าปากจะด่าต่อถึงกับชะงักค้าง กลืนคำด่าลงคอแทบไม่ทัน เมื่อเห็นว่าคนที่เดินออกมาไม่ใช่ซูหว่าน แต่เป็น 'กู้เจวี๋ย' มัจจุราชเดินดินที่ใครๆ ในหมู่บ้านต่างเกรงกลัว
"กะ.. กู้เจวี๋ย! นี่เธอ.. เธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?" ป้าหวังถามเสียงตะกุกตะกัก หน้าซีดเผือด
กู้เจวี๋ยไม่ตอบ เขาเพียงแค่ก้าวเท้าออกมาหยุดยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าป้าหวัง ความสูงที่ต่างกันทำให้เขาต้องก้มมองลงมา สายตาคมกริบคู่นั้นว่างเปล่า ไร้อารมณ์ แต่กลับเหมือนมีคมมีดนับพันเล่มพุ่งออกมาเชือดเฉือน
เขาไม่ได้ตวาด ไม่ได้ด่าทอ แต่บรรยากาศรอบตัวเขากดดันจนอากาศเหมือนจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"เมื่อกี้ป้าว่าใครเป็นนังแพศยา?" เขาถามเสียงเรียบ
"ปะ.. ป้า.. ป้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น" เหงื่อกาฬเริ่มไหลซึมตามขมับของป้าหวัง ขาเริ่มสั่นพั่บๆ "ป้าแค่.. แค่เป็นห่วง.. เห็นเมื่อคืนมีคนเข้าบ้าน.."
"เมื่อคืนผมอยู่บ้าน" กู้เจวี๋ยพูดตัดบทเสียงเย็น "และคนที่เข้าบ้าน ก็คือผมเอง"
"อะ.. อ้าว.." ป้าหวังหน้าแห้งสนิท ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มซุบซิบและหัวเราะเยาะ
กู้เจวี๋ยขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด ป้าหวังผงะถอยหลังจนเกือบล้ม
"สหายหวัง ผมเป็นทหาร รับใช้ชาติด้วยเลือดเนื้อ แต่กลับมาบ้านต้องมาได้ยินเพื่อนบ้านใส่ร้ายเมียผมเสียๆ หายๆ แบบนี้" เขาหรี่ตาลง แววตานั้นดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "ถ้าผมได้ยินเสียงเห่าหอนหน้าบ้านผมอีกแม้แต่คำเดียว อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจคนแก่"
ไม่มีคำหยาบ แต่ความหมายชัดเจนและน่ากลัวยิ่งกว่า
"ขะ.. เข้าใจแล้ว ป้าเข้าใจแล้ว ป้าไปก่อนนะ แกงที่บ้านตั้งไฟไว้!"
ป้าหวังร้องเสียงหลงแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีแน่บไปทันที ชาวบ้านที่เหลือเห็นท่าไม่ดีก็รีบสลายตัว เพราะกลัวจะโดนหางเลขไปด้วย
กู้เจวี๋ยยืนมองจนแน่ใจว่าไม่มีใครกล้ามายุ่งย่ามอีก เขาถอนหายใจยาว พยายามข่มความปวดหนึบที่กลางลำตัว อารมณ์ที่คั่งค้างมันทรมานยิ่งกว่าการฝึกหนักเสียอีก
เขาหันหลังกลับเดินเข้าบ้าน ล็อกประตูรั้ว และลงกลอนประตูบ้านอย่างแน่นหนา
ภายในบ้าน ซูหว่านแอบมองเหตุการณ์ผ่านช่องหน้าต่างครัว พอเห็นกู้เจวี๋ยไล่ป้าหวังไปได้เธอก็ถอนหายใจโล่งอก
"เฮ้อ.. นึกว่าจะโดนรุมประณามซะแล้ว"
เธอกำลังจะจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินตรงดิ่งเข้ามาทำให้เธอสะดุ้ง
กู้เจวี๋ยเดินเข้ามาในครัว สีหน้าของเขาไม่ได้ดูผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันดูเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคู่นั้นยังคงมีความต้องการที่ลุกโชนผสมปนเปไปกับความหงุดหงิด
"กู้เจวี๋ย.. ขอบคุณนะที่.."
"มานี่"
เขาไม่รอให้เธอพูดจบ มือหนาคว้าเข้าที่ข้อมือบางของเธอแล้วออกแรงกระชากเบาๆ ให้เดินตาม
"ดะ.. เดี๋ยว! จะไปไหน?" ซูหว่านขืนตัวไว้
กู้เจวี๋ยหยุดเดิน หันมามองเธอช้าๆ สายตาไล่มองตั้งแต่ใบหน้าตื่นตระหนก ลงไปที่เสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย และหยุดที่ริมฝีปากบวมเจ่อ
"คุณทำให้ชาวบ้านนินทาผม.." เขาพูดเสียงทุ้มต่ำ แฝงแววกล่าวโทษ "ทำให้ผมเสียชื่อเสียง รู้ไหมว่ากองทัพเขาเคร่งครัดเรื่องวินัยแค่ไหน?"
"ฉะ.. ฉันไม่ได้ทำนะ! ป้าแกพูดเองเออเอง!"
"ไม่รู้ล่ะ" กู้เจวี๋ยทำหน้าตาย "ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ผมต้องจัดการเรื่องนี้ และคุณต้องถูกทำโทษ"
"ทำโทษอะไร? นี่มันเรื่องไร้สาระชัดๆ!"
"ทำโทษ.." เขากระตุกยิ้มมุมปากที่ดูอันตราย "ที่ทำให้ผมค้างกลางคัน.. รู้ไหมว่ามันทรมานแค่ไหน ซูหว่าน"
สิ้นประโยค เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก ช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มทันที ซูหว่านหวีดร้องเบาๆ รีบคล้องคอเขาไว้กันตก
กู้เจวี๋ยพาเธอเดินดุ่มๆ ออกจากครัว ผ่านห้องโถง ตรงไปยังห้องนอนรังรักเมื่อคืนที่เธอยังเข็ดขยาดไม่หาย
ปัง!
เขาใช้เท้าถีบประตูห้องนอนปิดตามหลัง แล้ววางร่างของเธอลงบนเตียงเตาที่ปูฟูกไว้และเพิ่งจะถูกเก็บไปเมื่อเช้า
"กู้เจวี๋ย! ไม่เอานะ! ลูก.. ลูกตื่นหรือยังก็ไม่รู้!" ซูหว่านถอยกรูดไปจนชิดหัวเตียง ยกมือไหว้ปลกๆ
"เหนียนเหนียนเป็นเด็กฉลาด.. แกไม่เข้ามาหรอกถ้าผมไม่อนุญาต"
กู้เจวี๋ยพูดพลางถอดเสื้อเครื่องแบบทหารออก โยนมันไปพาดไว้ที่เก้าอี้ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เป็นลอนสวยและแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยรอยเล็บจางๆ จากฝีมือเธอเมื่อคืน
"และอีกอย่าง.." เขาปลดเข็มขัดกางเกงออกเป็นครั้งที่สองของวัน เสียงหัวเข็มขัดกระทบกันดังกริ๊ก บาดหัวใจคนฟัง "เมื่อกี้ในครัวมันแคบไป บนเตียงนี่แหละ ถนัดกว่า"
ซูหว่านรู้ทันทีว่าหนีไม่พ้น เธอรีบเรียกหาระบบในใจ 'ระบบ! ขอยาชา! หรือยานอนหลับก็ได้! เอามาทำให้เขาหลับที!'
'ติ๊ง! สินค้าหมวดควบคุมพฤติกรรมเป้าหมาย ถูกล็อก! ต้องการแต้มความรัก 500 แต้มเพื่อปลดล็อก'
เวรเอ๊ย!
ยังไม่ทันที่เธอจะคิดหาทางอื่น ร่างสูงใหญ่ของกู้เจวี๋ยก็โถมทับลงมา กักขังเธอไว้อีกครั้งภายใต้ร่างกายที่ร้อนผ่าวราวกับเตาปฏิกรณ์
"บทลงโทษข้อที่หนึ่ง.." เขากระซิบเสียงพร่าที่ข้างหู ขบเม้มใบหูเธอเบาๆ จนซูหว่านขนลุกซู่ "ข้อหาทำให้ผัวเสียหน้า.. ต้องชดเชยด้วยการตามใจผัวทุกอย่าง"
"อื้อ.. คนเผด็จการ.."
"ด่าอีกสิ.. ผมชอบ" เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะประกบจูบปิดปากเธอ บดขยี้อย่างรุนแรงเพื่อระบายความหงุดหงิดที่สะสมมาจากหน้าบ้าน
จูบครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน มันเต็มไปด้วยความเรียกร้องและเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนซอกซอนเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำในโพรงปาก เกี่ยวตวัดหยอกล้อจนซูหว่านหายใจไม่ทัน สมองเริ่มขาวโพลน มือที่เคยผลักไสเริ่มเปลี่ยนมาขยุ้มผมของเขาแน่น
กู้เจวี๋ยเลื่อนมือลงมาปลดกระดุมเสื้อของเธอออกอย่างชำนาญ ดูเหมือนเขาจะเชี่ยวชาญเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องที่มีรอยรักสีแดงจางๆ แต้มอยู่ประปราย
"สวย.." เขาพึมพำเสียงแหบ มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เหมือนคนหิวกระหาย "รอยเก่าจางแล้วนี่.. งั้นผมคงต้องเติมรอยใหม่สินะ"
พูดจบ เขาก็ก้มหน้าลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มดูดดึงผิวเนื้ออ่อนนุ่มอย่างแรงจนเกิดเสียงจูบดังก้องห้อง
"เจ็บ.. กู้เจวี๋ย.. อ๊ะ!"
ความเจ็บปวดผสมความเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วร่าง ซูหว่านแอ่นกายรับสัมผัสอย่างลืมอาย กู้เจวี๋ยไม่ได้หยุดอยู่แค่คอ เขาเลื่อนใบหน้าต่ำลงมาเรื่อยๆ จนถึงยอดอกสีหวานที่ชูชันท้าทายสายตา
เขาครอบครองมันด้วยริมฝีปากร้อนผ่าว ตวัดปลายลิ้นรัวเร็วสลับกับดูดดึงอย่างหนักหน่วง ซูหว่านบิดเร่าด้วยความทรมานที่แสนหวาน เสียงครางหวานหูหลุดรอดออกมาเป็นระยะ
"เรียกชื่อผม.." เขาสั่งเสียงเข้ม พลางเงยหน้าขึ้นมองสบตาเธอ แววตาเต็มไปด้วยไฟปรารถนา "ให้รู้ว่าตอนนี้ใครเป็นเจ้าของคุณ"
"พะ.. พี่กู้.. อึก.. สามี.."
คำว่า 'สามี' เหมือนเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ราดลงบนกองไฟ กู้เจวี๋ยคำรามต่ำในลำคอ เขาจับขาเรียวสวยของเธอแยกออกกว้าง แทรกกายแกร่งเข้ามาระหว่างกลาง
"ดีมาก.. ภรรยาตัวน้อยของผม"
ไม่มีการเล้าโลมยืดเยื้ออีกต่อไป เพราะความอดทนของเขาหมดลงตั้งแต่ถูกป้าหวังขัดจังหวะแล้ว กู้เจวี๋ยจับเอวเธอแน่น แล้วดันกายเข้าหาเธอในคราวเดียวจนสุดทาง
"อ๊าาา!"
ซูหว่านกรีดร้องเสียงหลง ร่างกายเกร็งสะท้าน ความคับแน่นที่คุ้นเคยกลับมาตอกย้ำความสัมพันธ์ลึกซึ้งอีกครั้ง
กู้เจวี๋ยกัดฟันแน่น ขบกรามจนเป็นสันนูน พยายามสะกดกลั้นความเสียวซ่านที่โถมกระหน่ำเข้ามา เขาแช่นิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้เธอปรับตัว ก่อนจะเริ่มขยับสะโพกสอบอย่างเนิบนาบแต่หนักหน่วง ทรงพลัง
ทุกจังหวะการกระแทกกระทั้น เต็มไปด้วยความดิบเถื่อนและหวงแหน เขาต้องการประทับตราความเป็นเจ้าของลงไปในทุกอณูของเธอ เพื่อลบล้างคำครหาของคนข้างบ้าน และเพื่อยืนยันกับตัวเองว่าผู้หญิงคนนี้เป็นของเขาของเขาคนเดียว
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องผสานไปกับเสียงเตียงไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วงการใช้งานที่หนักหน่วง
"กู้เจวี๋ย.. แรงไปแล้ว.. อื้อ!"
"ผมหยุดไม่ได้แล้ว หว่านเอ๋อร์.." เขาตอบเสียงกระท่อนกระแท่น เหงื่อเม็ดโตหยดลงบนกายเธอ "รับผิดชอบซะ.. คุณเป็นคนจุดไฟนี้เอง"
บทรักดำเนินไปอย่างดุเดือดและเร่าร้อน กู้เจวี๋ยพลิกตัวเธอให้นอนตะแคง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไหล่ เพื่อให้เขาได้เข้าไปลึกที่สุด สัมผัสถึงตัวตนของเธอได้มากที่สุด
ซูหว่านไร้ซึ่งหนทางขัดขืน เธอได้แต่ปล่อยกายปล่อยใจไปกับพายุอารมณ์ที่เขาเป็นผู้สร้าง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆที่เต็มไปด้วยสายฟ้าฟาด
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้.. เมื่อพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำถึงขีดสุด กู้เจวี๋ยเร่งจังหวะรัวเร็วและรุนแรงจนซูหว่านหวีดร้องออกมาพร้อมกับร่างกายที่กระตุกเกร็ง ปลดปล่อยธารอารมณ์ออกมาอย่างสุขสม
กู้เจวี๋ยคำรามเสียงต่ำ กดแช่แนบชิดเพื่อถ่ายทอดทุกความรู้สึกและสายธารแห่งชีวิตเข้าสู่กายเธอเป็นครั้งสุดท้าย
ความเงียบสงบกลับมาเยือนห้องนอนอีกครั้ง..
กู้เจวี๋ยทิ้งตัวลงนอนเคียงข้าง ดึงร่างเล็กที่อ่อนระทวยเข้ามากอดไว้แน่น หน้าอกแกร่งกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหอบหายใจ เขากดจูบที่ขมับชื้นเหงื่อของซูหว่านหนักๆ หนึ่งที
"ทีหลัง.. ห้ามไปยั่วยวนใครอีก เข้าใจไหม?" เขาพึมพำเสียงแหบ พลางลูบหลังเธอเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
ซูหว่านที่หมดแรงจนแม้แต่จะขยับนิ้วยังทำไม่ได้ ได้แต่หลับตาพริ้ม น้ำตาซึมที่หางตาเล็กน้อย เธอพยักหน้าเบาๆ อย่างจำนน
"เข้าใจแล้ว.."
ในใจก็ได้แต่คิดว่า.. 'ใครไปยั่วยวนนายกันยะ! นายมันหื่นเองต่างหาก!'
แต่ดูเหมือนว่าบทลงโทษของกู้เจวี๋ยจะยังไม่จบง่ายๆ เพราะมือปลาหมึกของเขาเริ่มไต่ลงต่ำไปที่บั้นท้ายเธออีกแล้ว
"เดี๋ยวนะ.." ซูหว่านลืมตาโพลง "เมื่อกี้.. เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ?"
กู้เจวี๋ยเลิกคิ้ว ยิ้มเจ้าเล่ห์
"เมื่อกี้แค่ค่าปรับเรื่องป้าหวัง.." เขากระซิบ "แต่โทษฐานที่ทำให้ผมหงุดหงิดค้างคาในครัวยังไม่ได้ชำระเลยนะ ซูหว่าน"
"ม่ายยยย!"
และเสียงร้องประท้วงของซูหว่านก็ถูกกลืนหายไปในลำคออีกครั้ง ภายใต้บทลงโทษระลอกสองที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ในขณะที่เหนียนเหนียนเมื่อตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเรียกของย่า เมื่อเปิดประตูเสียงร้องด้านในก็ดังออกมา คนแก่รีบปิดหูหลานสาวแล้วตะโกนบอกคนด้านใน ว่าคืนนี้จะให้หลานนอนที่บ้านโน่นสักสองสามวัน
ส่วนคนด้านในเมื่อได้ยินก็ถึงกับอ้าปากค้าง เพราะตอนนี้ไม่มีโอกาสที่จะหาทางปลีกตัวจากคนบนตัวได้อีกแล้ว
