ตอนที่ 7 ขายสร้อยของแม่สามี
ตอนที่ 7 ขายสร้อยของแม่สามี
รถสามล้อใช้เวลาเกือบสามสิบนาทีก็มาถึงย่านการค้าใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ถนนหนานจิงในเวลานี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสิ่นอวี่ถงก้าวลงจากรถแล้วจ่ายค่าโดยสาร ดวงตากลมโตกวาดมองหาร้านอัญมณีหรือร้านรับจำนำขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือ ในยุคที่รัฐบาลยังคงควบคุมเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด การจะขายอัญมณีล้ำค่าเช่นนี้ให้ได้ราคาดีและปลอดภัย เธอจำเป็นต้องเลือกร้านที่มีใบอนุญาตถูกต้อง
เธอเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นและร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีผู้คนยืนมุงดูโทรทัศน์สีจอหนาเตอะ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับป้ายร้านอัญมณีขนาดใหญ่ที่มีตัวอักษรจีนสีทองอร่ามแกะสลักบนแผ่นไม้เนื้อแข็งสีดำสนิท ดูหรูหราและเก่าแก่
เสิ่นอวี่ถงสูดหายใจเข้าลึก ๆ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขาเข้าไปในร้าน ทันทีที่เธอเปิดประตู พนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบสีเข้มก้มศีรษะให้เธออย่างสุภาพ ทว่าดวงตาแอบสำรวจการแต่งกายของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าเธอสวมชุดเนื้อดี หน้าตาสะสวย และท่าทางดูผู้ดีมีตระกูล พนักงานก็รีบก้าวเข้ามาต้อนรับทันที
“ยินดีต้อนรับค่ะคุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าวันนี้ต้องการเลือกชมเครื่องประดับชิ้นไหนเป็นพิเศษไหมคะ?”
เสิ่นอวี่ถงยิ้มบางเบา "ฉันไม่ได้มาซื้อค่ะ แต่ฉันต้องการนำเครื่องประดับมาขาย ไม่ทราบว่าหัวหน้าผู้จัดการร้านอยู่ไหมคะ?”
คำพูดของเธอทำให้พนักงานต้อนรับชะงักไปเล็กน้อย แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพจึงรีบตอบกลับ “เชิญคุณผู้หญิงนั่งรอที่โซฟารับแขกด้านนี้ก่อนค่ะ”
เสิ่นอวี่ถงเดินไปนั่งที่โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้ม ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนที่สวมแว่นตาในชุดสูทภูมิฐานก็เดินออกมาพร้อมกับพนักงานคนเดิม ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มการค้าที่สุภาพ
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง ผมชื่อเฉินกวางเป็นผู้จัดการร้านครับ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงมีสิ่งใดจะให้เราตรวจสอบหรือครับ?”
เสิ่นอวี่ถงไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอยื่นมือลงไปในกระเป๋าแล้วหยิบกล่องไม้แกะสลักวางลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าอย่างเบามือ ปลายนิ้วเรียวขาวเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นชุดเครื่องประดับมุกเซาท์ซีสีทองอร่ามที่นอนนิ่งอยู่บนกำมะหยี่สีดำ
ทันทีที่ฝากล่องเปิดออก ดวงตาของผู้จัดการเฉินที่อยู่หลังกรอบแว่นก็เบิกกว้างขึ้นทันตา ลมหายใจของเขาชะงักไปชั่ววูบ ชายวัยกลางคนรีบดึงแว่นขยายสำหรับส่องอัญมณีออกมาจากกระเป๋าเสื้อทันทีพลางขออนุญาต “ขอโทษนะครับ... ขอผมตรวจสอบดูใกล้ ๆ หน่อยได้ไหมครับ?”
“เชิญค่ะ” เสิ่นอวี่ถงอนุญาตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอรู้ดีว่าสินค้าของเธอคือของแท้เกรดพรีเมียม จึงไม่มีความกังวลใด ๆ
ผู้จัดการเฉินหยิบสร้อยมุกขึ้นมาส่องกับไฟเฉพาะอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาลูบไล้ผิวของไข่มุก ตรวจสอบความกลมกลึง และความสม่ำเสมอของสีทองธรรมชาติ ยิ่งตรวจ ใบหน้าของเขาก็ยิ่งทวีความจริงจังและตื่นเต้น มือของเขาเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย
“พระเจ้า!... นี่มันมุกเซาท์ซีสีทองธรรมชาติ เม็ดใหญ่ขนาดสิบสองมิลลิเมตร ไร้รอยตำหนิ... นี่มันของหาได้ยากชัดๆ!” ผู้จัดการเฉินอุทานออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบเก็บอาการแล้วหันมามองเสิ่นอวี่ถงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“คุณผู้หญิงครับ ชุดเครื่องประดับมุกชุดนี้งดงามและสมบูรณ์แบบมากจริง ๆ ไม่ทราบว่าคุณต้องการขายในราคาเท่าไหร่ครับ?”
เสิ่นอวี่ถงยกยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก ดวงตากลมโตฉายแววรู้ทัน เธอผ่านประสบการณ์ในวงการอัญมณีมาเจ็ดปี มีหรือจะไม่รู้กลเม็ดการกดราคาของพ่อค้า
“ผู้จัดการเฉินคะ คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ ย่อมรู้ดีว่ามุกเซาท์ซีสีทองเกรดพรีเมียมขนาดสม่ำเสมอกันทั้งเส้นและมีต่างหูเข้าชุดแบบนี้ มีมูลค่าในตลาดสูงขนาดไหน โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเปิดกว้างและกลุ่มเศรษฐีใหม่กำลังมองหาเครื่องประดับเพื่ออวดบารมีกัน... ฉันเชื่อว่าหากนำชุดนี้ไปประมูล ราคาของมันคงพุ่งสูงทะลุหมื่นหยวนแน่นอน” เธอนิ่งไปเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยา ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “แต่เพราะฉันต้องการใช้เงินด่วนและไม่อยากยุ่งยาก ฉันจึงเลือกมาที่นี่ ฉันขอหกพันห้าร้อยหยวนค่ะ”
ตัวเลขหกพันห้าร้อยหยวนทำเอาผู้จัดการเฉินถึงกับสูดหายใจเข้าลึก เงินจำนวนนี้สามารถซื้อในบ้านได้หนึ่งหลัง หรือจ่ายเงินเดือนให้คนงานทั่วไปได้นานนับสิบปี ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว พลางคำนวณกำไรในใจอย่างรวดเร็ว หากเขาได้มุกชุดนี้ไปขายต่อให้แก่พวกเศรษฐีตระกูลใหญ่ เขาคงจะฟันกำไรได้ไม่ต่ำกว่าห้าพันหยวน
“หกพันห้าร้อยหยวน... ถือเป็นราคาที่สูงมากจริง ๆ ครับคุณผู้หญิง” ผู้จัดการเฉินพยายามต่อรอง “ห้าพันแปดร้อยหยวนได้ไหมครับ? ร้านของเราต้องแบกรับความเสี่ยงในการเก็บรักษาสินค้า”
เสิ่นอวี่ถงขยับตัวทำท่าจะปิดกล่องไม้ “ถ้าอย่างนั้นคงต้องขออภัยด้วยค่ะ ฉันคิดว่าร้านอื่นบนถนนสายนี้คงยินดีที่จะรับสินค้าชิ้นนี้ไว้ในราคาที่ฉันเสนอ”
“เดี๋ยวก่อนครับคุณผู้หญิง!” เฉินกวางรีบร้องห้าม ใบหน้ามีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย เขารู้ดีว่าหากปล่อยผู้หญิงคนนี้เดินออกจากร้านไป เขาจะเสียโอกาสทองในชีวิตไปทันที “ตกลงครับ! หกพันห้าร้อยหยวนก็หกพันห้าร้อยหยวน! แต่เงินจำนวนมากขนาดนี้... ทางร้านจำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมเงินสดสักครู่หนึ่ง คุณผู้หญิงจะกรุณารอสักครู่ได้ไหมครับ?”
เสิ่นอวี่ถงพยักหน้า “ได้ค่ะ แต่อย่านานเกินไปนะคะ ฉันมีธุระต่อ”
“ครับ ๆ! เชิญคุณผู้หญิงดื่มชารอก่อนนะครับ ผมจะรีบไปจัดการเรื่องเงินสดและเอกสารสัญญาซื้อขายให้ทันทีครับ” ผู้จัดการเฉินรีบสั่งให้พนักงานยกน้ำชาและขนมมาต้อนรับอย่างประคบประหงม ก่อนที่ตัวเขาจะรีบวิ่งกุลีกุจอเข้าไปในห้องทำงานด้านหลังเพื่อเตรียมเงิน
เสิ่นอวี่ถงเอนหลังพิงพนักโซฟาพลางถอนหายใจยาว ในที่สุดเธอก็มีเงินทุนก้อนแรกในชีวิตใหม่นี้แล้ว
หลังจากรอคอยอยู่ประมาณเกือบสามสิบนาที ผู้จัดการเฉินก็เดินกลับออกมาพร้อมกับเงินสดและแผ่นสัญญาซื้อขายสองฉบับ เขานับเงินสดปึกใหญ่ที่เป็นธนบัตรใบละหนึ่งร้อยหยวนรุ่นเก่าต่อหน้าเสิ่นอวี่ถงอย่างระมัดระวัง เสิ่นอวี่ถงตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดรอบคอบ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีกลโกงใด ๆ เธอจึงจรดปากกาเซ็นชื่อเสิ่นอวี่ถงลงไปทันที
เธอจัดแจงเก็บเงินสดปึกใหญ่ลงในกระเป๋าถือใบย่อมจนมันพองนูนขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวลาผู้จัดการเฉินที่เดินมาส่งเธอ
เมื่อก้าวเท้ากลับออกมาสู่ความวุ่นวายของถนนหนานจิง แสงแดดยามสายเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้น เสิ่นอวี่ถงกุมกระเป๋าถือไว้แน่น ในหัวกำลังคิดถึงขั้นตอนต่อไป คือการหาสำนักงานนักสืบเอกชน แต่ในยุคนี้สำนักงานพวกนี้มักจะหลบซ่อนอยู่ตามตึกแถวเก่า ๆ หรือย่านธุรกิจโคมแดง
พลั่ก!
“โอ๊ะ!”
ร่างของเธอปะทะเข้ากับแผงอกแกร่งของใครบางคนอย่างจัง แรงกระแทกทำเอาเสิ่นอวี่ถงที่ยังไม่ทันตั้งตัวถึงกับเสียหลักเซถอยหลัง ใบหน้าสวยหวานเหยเกด้วยความเจ็บปวดที่ข้อมือซ้ายเนื่องจากแรงเหวี่ยง กระเป๋าถือเกือบจะหลุดร่วงจากมือ
ทว่าก่อนที่ร่างของเธอจะหงายหลังล้มลงไปบนพื้นถนน มือหนาอันทรงพลังทว่านุ่มนวลของคู่กรณีก็เอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเธอไว้ได้ทันท่วงที แรงดึงมหาศาลฉุดให้ร่างของเธอกลับมายืนทรงตัวได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า? ขอโทษที่ผมเดินไม่ระวัง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความสุภาพกังวานขึ้นเหนือศีรษะ เสิ่นอวี่ถงสูดหายใจเข้าลึก ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของมือนั้น และวินาทีนั้นเอง หัวใจของเธอราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มตรงหน้ามีรูปร่างสูงโปร่งทว่ากำยำล่ำสัน ความสูงของเขาไม่ต่ำกว่า 190 เซนติเมตรอย่างแน่นอน เพราะตัวของเขาค้ำหัวเธอจนมิด เขาอยู่ในชุดสูทสากลสีเทาเข้มเนื้อดี แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นอวี่ถงตะลึงจนตาค้าง คือใบหน้าของเขา...
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเทพเจ้ากรีก คิ้วหนาเข้มพาดเฉียงรับกับดวงตาคมกริบสีดำสนิท สันจมูกโด่งเป็นคมตรง และริมฝีปากหยักลึกได้รูปที่กำลังเม้มเล็กลงด้วยความกังวลว่าเธอจะบาดเจ็บ
หากจะเปรียบเทียบกับโจวอี้ฉี... โจวอี้ฉีคือความหล่อแบบตัวร้ายที่บรรยากาศรอบตัวมีแต่ความกดดันน่ากลัว
ทว่าชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้กลับมีออร่าออกมาจากตัวเขาจนทำให้สิ่งแวดล้อมรอบข้างดูหม่นหมองลงไปทันตา
“ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เสิ่นอวี่ถงละล่ำละลักตอบ ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังยืนจ้องหน้าเขาตาค้าง
ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าหญิงสาวปลอดภัยดีและไม่ได้บาดเจ็บรุนแรง จึงค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากต้นแขนของเธออย่างสุภาพ
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ วันหลังเดินข้ามถนนต้องระวังให้มากกว่านี้ ยุคนี้รถราเริ่มเยอะขึ้นแล้ว” เขายกยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ในฤดูหนาวที่ละลายน้ำแข็งในใจคนได้
“ขอบคุณค่ะที่ช่วยประคองไว้” เสิ่นอวี่ถงค้อมศีรษะลงตามมารยาท
ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำขอบคุณอย่างสุภาพ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำอีกสามสี่คนที่เดินตามหลังเขามาห่าง ๆ บ่งบอกว่าฐานะของเขาย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เสิ่นอวี่ถงยืนนิ่งมองตามหลังแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มคนนั้นจนกระทั่งร่างของเขากลืนหายไปกับฝูงชนในห้างสรรพสินค้า เธอยกมือขึ้นจับอกซ้ายที่ยังคงเต้นรัวเร็วอยู่
‘หล่อออร่าพระเอกจับขนาดนี้... ในนิยายเรื่องนี้ มีตัวละครแบบนี้ด้วยเหรอ?’ เธอคิดในใจพลางพยายามขุดค้นความทรงจำของเสิ่นอวี่ถงคนเดิม
ทว่าต่อให้คิดอย่างไรเธอก็คิดไม่ออก... เพราะในความทรงจำเดิม ยัยคุณหนูเสิ่นอวี่ถงไม่เคยได้ออกงานสังคมร่วมกับโจวอี้ฉีเลยสักครั้งตลอดสองปีที่แต่งงานกันมา สามีตัวร้ายมักจะทิ้งเธอไว้ที่บ้านและออกงานคนเดียว หรือไม่ก็พาแม่นางเอกหว่านหรงไปออกงานแทน เสิ่นอวี่ถงจึงรู้จักเพียงแค่คนในตระกูลโจวและตระกูลเสิ่นเท่านั้น และตั้งแต่น้องสาวเธอโตขึ้น พ่อแม่บุญธรรมก็ไม่เคยพาเธอไปออกงานสังคมที่ไหนอีกเลย พวกเขาพาไปแต่เสิ่นอวี่เยี่ยนลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองเท่านั้น ส่วนเธอก็เป็นเพียงตัวประกอบไร้ค่าที่โผล่มาสั้น ๆ เพื่อสร้างความร้าวฉานของสองตระกูลแล้วก็ตายไป จึงไม่มีโอกาสได้พบเจอผู้คนระดับแนวหน้าของสังคมคนอื่น ๆ
“ช่างเถอะจะเป็นใครก็ไม่เกี่ยวกับเรา ตอนนี้หาทางหย่าแล้วหนีไปใช้ชีวิตสวย ๆ เริ่ดๆ ดีกว่า”
เสิ่นอวี่ถงสะบัดศีรษะไล่ภาพใบหน้าหล่อเหลาของชายคนนั้นออกไปจากหัว มือเรียวกระชับกระเป๋าถือที่มีเงินห้าพันห้าร้อยหยวนแนบอก ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังตรอกด้านหลังย่านการค้า
