ตอนที่ 6 แผนฟ้องหย่า
ตอนที่ 6 แผนฟ้องหย่า
เช้าวันต่อมา…
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเนื้อบางเข้ามาในห้องนอน เสิ่นอวี่ถงปรือตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ได้มาอยู่ในโลกนี้ เธอลุกขึ้นจากเตียง บิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน
หญิงสาวเลือกชุดที่จะสวมใส่ในวันนี้อย่างพิถีพิถัน เธอหยิบชุดกระโปรงเข้ารูปสีครีมยาวคลุมเข่า ดีไซน์เรียบหรูทว่าดูสง่างามสมฐานะสะใภ้ใหญ่ตระกูลโจว ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะและติดกิ๊บมุกอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหวานแต่งแต้มด้วยแป้งฝุ่นบางเบาและลิปสติกสีแดงจาง ๆ เธอสำรวจความเรียบร้อยในกระจกอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินเปิดประตูออกจากห้องนอนเพื่อลงไปทานอาหารเช้าข้างล่าง
เมื่อก้าวลงมาถึงห้องโถงอาหาร บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารยาวตัวหรูที่ทำจากไม้เนื้อดีกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเงียบงันจนน่าอึดอัด สมาชิกตระกูลโจวนั่งอยู่กันพร้อมหน้า ขาดก็เพียงแต่โจวอี้ฉี สามีตัวร้ายของเธอที่ไม่เห็นแม้แต่เงาตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้านี้ ไม่สิ!... ต้องบอกว่าเธอไม่เห็นเขาตั้งสี่วันก่อนต่างหาก
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณพ่อ คุณแม่” เสิ่นอวี่ถงเอ่ยทักทายพลางค้อมตัวลงอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินไปเลื่อนเก้าอี้นั่งลงในตำแหน่งของตนเอง
โจวเจิ้งหัวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเมตตา ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้หยิบช้อนตักอาหาร เสียงกระทบช้อนกับชามกระเบื้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
คุณนายโจววางช้อนลงด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาเรียวเล็กตวัดมองเสิ่นอวี่ถงด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง
“หึ! อารมณ์ดีเหลือเกินนะ สามีเขาเอือมระอาไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องจนปานนี้ ยังจะมีความสุขนั่งยิ้มหน้าบานอยู่ได้” คุณนายโจวเบ้ปาก
เสิ่นอวี่ถงนิ่งไปเล็กน้อย มือที่จับช้อนชะงักอยู่กลางอากาศ เมื่อแม่สามีจงใจกดดันและโยนความผิดทุกอย่างให้เธอ ทั้ง ๆ ที่ลูกชายตัวเองนั่นแหละที่เป็นคนนอกใจและทอดทิ้งภรรยาแต่ง
เธอหันไปมองโจวเหม่ยหลิน รายนั้นไม่ได้พูดอะไรแต่ยิ้มเยาะสะใจอยู่เงียบ ๆ ตักอาหารเข้าปากด้วยท่าทางสบายใจ ส่วนโจวอี้หรานสายตาที่เขามองตรงมายังเธอนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าคำด่าของคุณนายโจวเสียอีก สายตาคู่นั้นมันเต็มไปด้วยความกรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์คล้ายเสือที่กำลังมองเหยื่ออันโอชะ เขากวาดสายตามองตั้งแต่ลำคอระหงลงมาจนถึงหน้าอกหน้าใจของเธอที่ดันชุดกระโปรงสีครีมจนนูนเด่น
เสิ่นอวี่ถงรู้สึกสะอิดสะเอียนในใจจนแทบจะอาเจียน ‘ไอ้บ้านี่... มาส่งสายตาโลมเลียพี่สะใภ้ตัวเองแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน! ตระกูลนี้มันศูนย์รวมคนประสาทกลับชัด ๆ’
เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเสิ่นอวี่ถงคนเดิมถึงได้หุ่นดีเพรียวบางขนาดนี้... ก็ใครมันจะไปกินข้าวลงล่ะ! บรรยากาศโต๊ะอาหารที่มีแต่คนคอยเหน็บแนม ไหนจะสายตาจิกกัดจากแม่สามี บวกกับสายตาหื่นกระหายจากน้องชายสามีแบบนี้ ต่อให้เป็นอาหารทิพย์จากสวรรค์ก็กลืนไม่ลงหรอก!
“คุณแม่พูดเกินไปแล้วค่ะ” เสิ่นอวี่ถงเอ่ยเรียบ ๆ ดวงตากลมโตมองแม่สามีอย่างตรงไปตรงมา “คุณอี้ฉีเขาทำงานหนักเพื่อตระกูลโจว เรื่องที่เขาไม่กลับบ้านคงเป็นเพราะงานยุ่งจริง ๆ เพราะขนาดฉันนอนอยู่โรงพยาบาลเขายังไม่กลับบ้านเลยไม่ใช่หรือคะ?”
โจวเจิ้งหัวพยักหน้าเห็นด้วย “เอาล่ะ ๆ ทานข้าวกันเถอะ ลี่ผิงคุณก็น้อย ๆ หน่อย อวี่ถงเพิ่งหายป่วย อย่าพูดเรื่องที่ทำให้เสียบรรยากาศเลย”
ฟางลี่ผิงต้องสะบัดหน้าหนีอย่างขัดใจ เสิ่นอวี่ถงขยับช้อนตักโจ๊กเป๋าฮื้อเข้าปากอย่างรวดเร็ว เธอพยายามไม่สนใจสายตาของโจวอี้หรานที่ยังคงจับจ้องมาที่เธอไม่เลิกรา หญิงสาวรีบทานโจ๊กในชามจนหมดภายในเวลาไม่กี่นาที เมื่อวางช้อนลงเธอก็ค้อมตัวลาคุณพ่อและทุกคนบนโต๊ะ ก่อนจะรีบหมุนตัวก้าวเท้าเร็ว ๆ กลับขึ้นมาบนห้องนอนของตัวเองทันที
ปัง...
เสิ่นอวี่ถงปิดประตูห้องนอนแล้วลงกลอนแน่นหนา เธอยกมือขึ้นทาบอกพ่นลมหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความโล่งอก เธอเดินไปเดินมาในห้องพลางใช้ความคิดอย่างหนัก
“อยู่แบบนี้ต่อไปไม่รอดแน่... ยัยถิงถิงคนนี้คงได้เป็นบ้าตายตามยัยเสิ่นอวี่ถงคนเดิมแน่ ๆ ต้องรีบหาทางหย่าให้เร็วที่สุด” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ทว่าการจะฟ้องหย่าชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลอย่างโจวอี้ฉีในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ตระกูลโจวมีทั้งอำนาจเงินและอำนาจมืด หากเธอเดินไปขอหย่าสุ่มสี่สุ่มห้า นอกจากจะไม่ได้เงินติดตัวไปสักหยวนแล้ว ดีไม่ดีอาจจะถูกส่งตัวไปกักขังในโรงพยาบาลบ้าหรือหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยก็เป็นได้
ดังนั้น เธอจำเป็นต้องมี หลักฐานที่แน่นหนา ชนิดที่โจวอี้ฉีดิ้นไม่หลุด
นั่นคือหลักฐานการนอกใจ พฤติกรรมชู้สาวระหว่างโจวอี้ฉีและหว่านหรง นางเอกดาราดังคนนั้น หากเธอมีหลักฐานการคบชู้ของสามีอย่างชัดเจน ต่อให้ตระกูลโจวจะยิ่งใหญ่คับฟ้าเพียงใด ก็ต้องยอมจ่ายเงินปิดปากและแบ่งสินสมรสให้เธอแต่โดยดีเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคมและชื่อเสียงของบริษัท
“แต่มันติดปัญหาใหญ่อยู่นี่สิ...” เสิ่นอวี่ถงยกมือขึ้นกุมขมับ พลางมองรอบห้อง
ในยุคที่เธอจากมาการหาหลักฐานฟ้องชู้เป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ แค่ใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายรูป อัดเสียง หรือจ้างนักสืบเอกชนที่ค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย ทว่าในยุค ค.ศ. 1987 นี้ โทรศัพท์มือถือยังเป็นเพียงก้อนอิฐราคาแพงหูฉี่ที่มีไว้สำหรับโทรเข้าโทรออกของคนมีเงินและผู้ทรงอิทธิพลเท่านั้น ถ่ายรูปไม่ได้ อัดเสียงไม่ได้ และที่สำคัญตัวเธอในตอนนี้ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์ส่วนตัวสักเครื่องเดียว กล้องถ่ายรูปก็เป็นฟิล์มที่หาซื้อและล้างรูปได้ยากลำบาก หากเธอจะแอบสะกดรอยตามโจวอี้ฉีไปด้วยตัวเอง มีหวังโดนบอดี้การ์ดของเขาจับได้ตั้งแต่วันแรกแน่นอน
“คิดสิถิงถิง... ในยุคนี้ถ้าอยากได้หลักฐาน ก็ต้องใช้คนที่มีความชำนาญ... ใช่แล้ว! สำนักงานนักสืบเอกชน” ดวงตากลมโตฉายแววเป็นประกายเมื่อคิดทางออกได้
แต่การจะจ้างนักสืบฝีมือดีในยุคนี้ย่อมต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย และเงินหยวนในกระเป๋าของเสิ่นอวี่ถงตอนนี้มีไม่ถึงร้อยหยวนด้วยซ้ำ
เสิ่นอวี่ถงเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า ดึงลิ้นชักออกแล้วหยิบกล่องไม้แกะสลักของแม่สามีออกมาเปิดดูอีกครั้ง
“ในเมื่อคุณแม่สามีใจร้ายกับฉันก่อน งั้นฉันขออนุญาตเอาสมบัติของคุณแม่ไปเปลี่ยนเป็นทุนในการเขี่ยลูกชายคุณแม่ทิ้งก็แล้วกันนะคะ” เสิ่นอวี่ถงยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์
เธอหยิบกล่องเครื่องประดับใส่กระเป๋าใบย่อม แล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ เรียกความกล้า ก่อนจะเดินเปิดประตูห้องนอน ก้าวเท้าลงบันไดอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงคนในบ้าน เธอเดินเลี่ยงออกไปทางประตูหลังคฤหาสน์ ผ่านสวนหย่อมและออกไปทางประตูเล็กสำหรับคนงาน โดยที่ไม่มีคนสังเกตเห็น
เสิ่นอวี่ถงเดินเท้าออกมาจากเขตที่อยู่อาศัยของมหาเศรษฐีห่างออกมาพอสมควร จนกระทั่งเริ่มเห็นรถสามล้อรับจ้างจอดเรียงรายอยู่ริมทาง เสิ่นอวี่ถงกวักมือเรียกสามล้อคันหนึ่ง
“ไปย่านการค้าถนนหนานจิงค่ะ” เธอบอกพลางก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ
“ได้เลยครับคุณผู้หญิง นั่งระวังหน่อยนะคราบ!” คนขับรถสามล้อวัยกลางคนขานรับพลางเริ่มออกแรงถีบ ยานพาหนะสามล้อเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
บนท้องถนนขวักไขว่ไปด้วยจักรยานนับร้อยคัน แทรกตัวด้วยรถบัสสองชั้นสีแดง และรถยนต์ซีดานรุ่นเก่าของทางราชการ ป้ายโฆษณาพ่นสีและโปสเตอร์กระดาษรูปหญิงสาวผมดัดลอนในชุดกี่เพ้าสีแดงเป่าหมากฝรั่งติดอยู่ตามฝาผนังตึกรามบ้านช่องปูนกึ่งไม้
นี่คือเสน่ห์อันวุ่นวายของยุค 80 ที่เธอเคยเห็นเพียงแค่ในภาพยนตร์เก่า ๆ เท่านั้น ไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาเห็นมันด้วยตาจริงๆ มาจนถึงตอนนี้ถิงถิงก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองได้ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย
