ตอนที่ 4 โดนหลอก
ตอนที่ 4 โดนหลอก
เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องนอนกว้างขวางของเธอและโจวอี้ฉี เสิ่นอวี่ถงก็จัดการลงกลอนประตูทันที เธอเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนอนหลังใหญ่พลางพ่นลมหายใจยาวออกมา ออกมาจากโรงพยาบาลวันแรกก็ต้องรบราฆ่าฟันกับสงครามประสาทของทั้งสองตระกูล ทำเอาเธอเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง
เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูหรูหราและมีราคาแพง มันเป็นห้องนอนหลักของโจวอี้ฉี ทว่าชายหนุ่มแทบจะไม่เคยย่างกรายเข้ามานอนร่วมเตียงกับเธอเลยตลอดสองปีที่แต่งงานกันมา เขาใช้ห้องนี้เป็นเพียงที่เปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนเวลานอน... เขามักจะนอนที่ห้องทำงานของเขาที่อยู่อีกฝั่งของคฤหาสน์หรือไม่ก็คอนโดส่วนตัวที่ใกล้กันกับที่ทำงาน
“เอาล่ะ... มาดูกันซิว่ายัยคุณหนูเสิ่นคนเดิม ทิ้งต้นทุนอะไรไว้ให้ฉันใช้สู้ชีวิตบ้าง”
เสิ่นอวี่ถงเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊กหลังใหญ่ภายในห้องแต่งตัว เธอดึงลิ้นชักชั้นในสุดออกมา ซึ่งเป็นที่เก็บกล่องกำมะหยี่ใส่เครื่องประดับและสินเดิมที่ตระกูลเสิ่นมอบให้ในวันแต่งงาน
ในความทรงจำของร่างเดิม เสิ่นอวี่ถงมักจะภาคภูมิใจกับเครื่องประดับเหล่านี้มาก เพราะหลิวซูเหวิน มักจะบอกเธอเสมอว่านี่คือสมบัติล้ำค่าของตระกูลเสิ่นที่คัดสรรมาให้เธอ เพื่อไม่ให้เธอน้อยหน้าตระกูลโจว
มือเรียวเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงสดกล่องแรกออก แสงไฟนีออนในห้องตกกระทบกับสร้อยคอเพชรระยิบระยับคู่กับต่างหูเข้าชุด เสิ่นอวี่ถงหยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือ
ทว่า… ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสและสายตาจับจ้องไปที่เนื้ออัญมณี คิ้วเรียวสวยก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
ก่อนที่จะทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ถิงถิงในโลกก่อนเคยทำงานเป็นถึงผู้จัดการร้านเพชรแบรนด์หรูในห้างสรรพสินค้าชั้นนำมานานกว่าเจ็ดปี ก่อนที่เธอจะลาออกมาทำงานบริษัทเพราะทนความกดจากเจ้าของร้านไม่ไหว เพราะมันเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบสูง และต้องเอาใจลูกค้าพวกเศรษฐีเรื่องมาก ทำให้เธอถึงจุดอิ่มตัวจึงลาออกมาเป็นกรรมกรในห้องแอร์แทน ดวงตาของเธอถูกฝึกฝนมาให้แยกแยะความแตกต่างของอัญมณีแท้และเทียมได้คมกริบยิ่งกว่ากล้องขยายเสียอีก
เธอหยิบสร้อยเพชรขึ้นมาส่องกับแสงไฟ พลางใช้นิ้วมือสัมผัสความเย็นและความหนักของมัน
“นี่มัน... เพชรปลอมชัด ๆ!”
เสิ่นอวี่ถงอุทานออกมาเบา ๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เธอรีบเปิดกล่องต่อไปทันที กล่องที่สองเป็นกำไลหยกพม่าสีเขียวจักรพรรดิที่ดูงดงาม ทว่าเมื่อเธอยกขึ้นส่องสว่างดูโครงสร้างภายในและลองเคาะฟังเสียง มันคือหยกเนื้ออ่อนราคาถูกที่ผ่านการย้อมสี
กล่องที่สามเป็นสร้อยคอกับสร้อยข้อมือทองคำแท้หนักรวมกันก็น่าจะประมาณห้าบาท พอลองใช้ฟันกัดและดูรอยต่อ มันเป็นเพียงทองเหลืองชุบทองหนาพิเศษเท่านั้น
เสิ่นอวี่ถงเปิดกล่องเครื่องประดับเกือบสิบกล่องที่ตระกูลเสิ่นให้มาด้วยความรู้สึกทึ่ง... ทึ่งในความไร้ยางอายของตระกูลเสิ่น
“ของปลอม!... ของปลอมทั้งหมดเลย!” เธอหัวเราะออกมาอย่างสมเพชตัวเองและร่างเดิม
“ยัยโง่เอ๊ย... โดนหลอกเขาขนาดนี้ยังไม่รู้ตัวอีก ตระกูลเสิ่นนี่มันสารเลวจริง ๆ เลี้ยงดูมาเพื่อใช้งานหน้าตาในสังคม แต่กลับไม่ยอมเสียเงินจริง ๆ ให้กับลูกบุญธรรมอย่างเธอเลยสักหยวนเดียว”
เครื่องประดับนับสิบชิ้นที่ดูหรูหราอลังการ หากนำไปขายในตลาดมืดหรือร้านรับจำนำในยุคนี้ คงมีมูลค่ารวมกันไม่ถึงร้อยหยวนด้วยซ้ำ แผนการที่จะหอบสินเดิมหนีไปเสวยสุขของเธอดับวูบลงทันที
เสิ่นอวี่ถงทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง ทว่าสายตาของเธอพลันเหลือบไปเห็นกล่องไม้แกะสลักอันเล็กที่วางอยู่ลึกที่สุดในลิ้นชัก มันเป็นกล่องที่ต่างไปจากกล่องกำมะหยี่สีแดงของตระกูลเสิ่น
เธอยื่นมือไปหยิบมันออกมาเปิดดู ภายในกล่องมีชุดเครื่องประดับมุกสีทองอร่ามน้ำงาม ขนาดเม็ดกลมกลึงเท่ากันไร้รอยตำหนิ
ในความทรงจำ... นี่คือของขวัญวันแต่งงานที่แม่สามีใจร้าย มอบให้เธอตามธรรมเนียมต่อหน้าแขกเหรื่อนับพันในวันแต่งงาน แม้ว่าฟางลี่ผิงจะเกลียดเธอ แต่เพื่อไม่ให้ตระกูลโจวต้องเสียหน้าในงานแต่งระดับประเทศ เธอจึงจำใจต้องควักสมบัติที่มีมูลค่าสูงของตัวเองออกมามอบให้สะใภ้ใหญ่
เสิ่นอวี่ถงหยิบมุกเม็ดงามขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียด มุมปากของเธอยกยิ้มขึ้นมาเป็นครั้งแรกของวัน
“มุกเซาท์ซีของแท้... แถมยังเป็นเกรดพรีเมียมหาได้ยากยิ่งในยุคนี้ ถ้าเอาไปขายต่อในตอนนี้ อย่างต่ำ ๆ ต้องได้เงินไม่น้อยกว่าห้าพันหยวนแน่”
เงินห้าพันหยวนในปี ค.ศ. 1987 ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่สามารถซื้อบ้านหลังขนาดย่อมๆ ในแถบชานเมืองได้สบาย ๆ
เสิ่นอวี่ถงปิดกล่องไม้แกะสลักลงอย่างเบามือ พลางกอดมันไว้แนบอก ดวงตากลมโตฉายแววมุ่งมั่น
“เอาล่ะ... อย่างน้อยยัยคุณป้าภัยนั่นก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ต่อไปนี้ฉันต้องเก็บตัวให้เงียบ และหาลู่ทางทำกินพร้อมไปกับการรวบรวมหลักฐานพฤติกรรมนอกใจของโจวอี้ฉีกับแม่นางเอกนั่น เพื่อเรียกสินสมรสตอนฟ้องหย่าให้ได้มากที่สุด”
