ตอนที่ 3 ลูกสะใภ้ชัง
ตอนที่ 3 ลูกสะใภ้ชัง
แม้เสิ่นอวี่ถงจะประกาศกร้าวว่าจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก ทว่าเธอยังไม่ทันจะได้ก้าวพ้นอาณาเขตคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น เสียงฝีเท้าเร่งรีบของพ่อบ้านก็ดังไล่หลังมา พร้อมกับรถยนต์ซีดานยุโรปสีดำขลับคันหรูที่แล่นมาจอดเทียบข้างกาย
“คุณหนูใหญ่ครับ นายท่านสั่งให้คนขับรถไปส่งคุณที่คฤหาสน์ตระกูลโจวครับ” พ่อบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมตามหน้าที่ ทว่าดวงตาคู่นั้นแฝงแววดูแคลนอยู่ลึก ๆ
เสิ่นอวี่ถงปรายตากันมองรถยนต์คันงามพลางลอบยิ้มหยันในใจ เธอรู้ดีว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในวินาทีสุดท้ายนี้ไม่ได้เกิดจากความสงสารหรือความห่วงใย แต่มันคือการรักษาหน้าตาอันจอมปลอมของพวกเขาไว้เท่านั้นเอง
ลองคิดดูเถิด... หากมีใครเห็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลเสิ่น สะใภ้คนโตของตระกูลโจวผู้ทรงอิทธิพล นั่งรถสามล้อรับจ้างซมซานกลับบ้านสามีในสภาพที่ข้อมือยังพันผ้าก๊อซหนาเตอะ ข่าวลือเสียหายเรื่องความร้าวฉานระหว่างสองตระกูลคงได้แพร่กระจายไปทั่วเซี่ยงไฮ้ภายในวันพรุ่งนี้เป็นแน่
“ห่วงหน้าตาตัวเองกันจริง ๆ สินะ” เธอพึมพำแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
อย่างไรก็ดี ในเมื่อมีรถหรูให้นั่งสบาย ๆ แทนที่จะต้องนั่งทนลมร้อนบนรถสามล้อ ถิงถิงในร่างเสิ่นอวี่ถงก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเกียรติยศจอมปลอมนี้ เธอก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิท ไม่แสดงความยินดียินร้ายใด ๆ ออกมาให้คนขับรถได้เห็น
ตลอดเส้นทางยาวไกลสู่คฤหาสน์ตระกูลโจว หญิงสาวทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใส รถยนต์แล่นผ่านย่านการค้าในยุค 80 ที่กำลังตื่นตัวและเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ภาพของตึกรามบ้านช่องปูนกึ่งไม้สไตล์โคโลเนียลที่เริ่มทรุดโทรม ป้ายโฆษณาพ่นสีสเปรย์ตัวอักษรจีนตัวหนา และผู้คนในชุดกรรมกรหรือเสื้อผ้าสีทึม ๆ สีน้ำเงินสีเทาที่ปั่นจักรยานตราผีเสื้อขวักไขว่เต็มท้องถนน ทุกอย่างดูย้อนยุค แปลกตา และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเธอได้เท่ากับปมปัญหาชีวิตอันสลับซับซ้อนของร่างเดิมที่เธอกำลังต้องแบกรับ
เมื่อรถยนต์แล่นเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยของมหาเศรษฐี รั้วกำแพงหินแกรนิตสูงตระหง่านและประตูเหล็กหล่อสีทองเหลืองอร่ามของคฤหาสน์ตระกูลโจวก็ปรากฏสู่สายตา คฤหาสน์หลังนี้ใหญ่โตและโอ่อ่ายิ่งกว่าตระกูลเสิ่นสองเท่า สถาปัตยกรรมสไตล์ตะวันตกผสมผสานความหรูหราแบบจีนดั้งเดิมสะท้อนถึงอำนาจและเม็ดเงินอันมหาศาล ทว่าสำหรับเสิ่นอวี่ถงแล้ว บรรยากาศที่นี่กลับดูมืดมนและชวนให้อึดอัดใจยิ่งกว่าคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นเสียอีก
ทันทีที่ก้าวขาลงจากรถ คนรับใช้ที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครเข้ามาต้อนรับหรือแสดงความยินดีที่เธอกลับมา พวกเขาเพียงแค่หยุดยืน ทำความเคารพตามมารยาทอย่างแข็งทื่อ แล้วรีบก้มหน้าก้มตาเดินเลี่ยงไปราวกับเธอเป็นตัวนำความโชคร้าย
เสิ่นอวี่ถงสูดหายใจเข้าลึก ๆ เรียกความมั่นใจของตัวเองกลับคืนมา เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงกลางของคฤหาสน์
ภายในห้องโถงรับแขกโอ่อ่าสไตล์ตะวันตกที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หลุยส์ราคาแพง สมาชิกตระกูลโจวกำลังนั่งอยู่กันพร้อมหน้า ราวกับกำลังรอคอยการกลับมาของตัวปัญหาอย่างเธอ
“อวี่ถง... กลับมาแล้วหรือลูก ทำไมไม่พักที่โรงพยาบาลให้หายดีก่อน ไอ้อี้ฉีมันทำหน้าที่สามีประสาอะไร ถึงปล่อยให้เมียออกจากโรงพยาบาลคนเดียวแบบนี้!”
เสียงทุ้มและเปี่ยมไปด้วยความอาทรดังขึ้นเป็นเสียงแรก ‘โจวเจิ้งหัว’ พ่อสามีผู้มีตำแหน่งเป็นถึงอดีตนายทหารระดับสูงเอ่ยทักขึ้น ใบหน้าที่มีร่องรอยแห่งวัยทว่ายังคงความน่าเกรงขามฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด เขาเป็นคนเดียวในบ้านนี้... หรืออาจจะรวมถึงตระกูลเสิ่นด้วย ที่เอ็นดูและให้ความเมตตากับเสิ่นอวี่ถงจากใจจริง
“หนูหายดีแล้วค่ะคุณพ่อ ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ” เสิ่นอวี่ถงค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพ เธอสัมผัสได้ว่าในบ้านที่แสนเย็นชาหลังนี้ อย่างน้อยก็ยังมีพ่อสามีคนนี้ที่เอ็นดูเธอ อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนจัดการเรื่องการแต่งงานในครั้งนี้ และรู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องมาเจอกับความเฉยชาของลูกชายตนเอง
ทว่า... ความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวกลับถูกทำลายลงทันควันด้วยเสียงแค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยามจากสตรีที่นั่งข้าง ๆ
“หึ! จะไปโทษอี้ฉีได้ยังไงกันคะคุณ?” คุณนายโจวหรือฟางลี่ผิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความจิกกัด ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองมาที่เสิ่นอวี่ถงด้วยความเกลียดชังและรังเกียจอย่างเปิดเผย
“ในเมื่อลูกสะใภ้ตัวดีของคุณชอบสร้างแต่เรื่องปวดหัวแบบนี้ วัน ๆ ไม่คิดจะทำมาหากินหรือช่วยส่งเสริมสามี ถ้าฉันเป็นอี้ฉี ฉันก็ไม่อยากจะอยู่ใกล้เมียแบบนี้หรอก!” คุณนายโจวสะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิดระคนระอา ที่ตนเองต้องมีลูกสะใภ้ไม่ได้ความ ไร้สมอง แถมยังชอบสร้างแต่เรื่องเสื่อมเสียให้ตระกูลโจวต้องพลอยมัวหมองอีก
เสิ่นอวี่ถงนิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบ ไม่ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนแต่ก่อน เธอเพียงแค่ยืนฟังด้วยสีหน้านิ่งๆ ซึ่งท่าทีสงบนิ่งผิดปกตินี้ทำให้คุณนายโจวชะงักไปเล็กน้อยด้วยความขัดใจ เพราะนึกว่าสะใภ้ไร้สมองคนนี้จะพูดประชดประชันเหมือนทุกที
ไม่ไกลกันนัก ชายหนุ่มอีกคนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับโจวอี้ฉีราว ๆ เจ็ดส่วน ทว่ามีแววตากรุ้มกริ่มและดูเจ้าเล่ห์กว่า นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาเดี่ยว เขาคือ ‘โจวอี้หราน’ น้องชายของสามีเธอ
โจวอี้หรานไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร ทว่าสายตาที่เขามองตรงมายังพี่สะใภ้นั้นกลับเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่อ่านยาก
ส่วนคนสุดท้ายที่นั่งอยู่อีกฝั่งคือ ‘โจวเหม่ยหลิน’ น้องสาวคนเล็กของบ้าน รายนี้ไม่ต้องพูดถึง เธอไม่แม้แต่จะชายตามองเสิ่นอวี่ถงเลยสักแวบเดียว มือเรียวสวยของเธอกำลังพลิกอ่านนิตยสารแฟชั่นฮ่องกงอย่างเพลิดเพลิน และบนหน้าปกนิตยสารเล่มนั้นก็คือภาพของ ‘หว่านหรง’ นางเอกของเรื่องที่เป็นดาราดังระดับประเทศในตอนนี้
โจวเหม่ยหลินเชิดหน้าขึ้นก่อนจะเอ่ยลอยๆ “เฮ้อ... พี่หว่านหรงนี่ทั้งสวย ทั้งเก่ง วางตัวก็ดี พี่ชายฉันตาถึงจริง ๆ ที่รักคนแบบนี้ ไม่เหมือนผู้หญิงบางคน... มีดีแค่เปลือกนอก แต่ข้างในกลวงโบ๋ น่ารังเกียจที่สุด”
บรรยากาศในห้องโถงเงียบกริบ คำพูดแดกดันของน้องสามีช่างทิ่มแทงได้อย่างเลือดเย็น
ถิงถิงในร่างเสิ่นอวี่ถงยืนนิ่งพลางทบทวนสถานการณ์ รอบกายเธอมีแต่กำแพงหนามที่พร้อมจะทิ่มแทงให้ตายคามือ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเสิ่นอวี่ถงคนเดิมถึงได้ตรอมใจตาย บ้านเดิมก็ไม่รัก บ้านสามีก็มีแต่คนเกลียดชัง สามีที่คิดว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายก็เย็นชาราวกับก้อนหิน
‘เจอสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้เข้าไป... ต่อให้เป็นคนจิตแข็งแค่ไหน ถ้าต้องมาอยู่ท่ามกลางคนใจดำที่คอยเหน็บแนม และเกลียดชังกันทั้งเช้าสายบ่ายเย็น ไม่เป็นโรคซึมเศร้าจนเป็นบ้าตายไปซะก่อนก็บุญโขแล้ว!’ เธอคิดในใจพลางลอบถอนหายใจยาว
หันไปทางไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ ถ้าไม่ติดว่าชีวิตใหม่นี้ยังต้องใช้เงิน เธอคงจะสะบัดบ๊อบใส่พวกเขาแล้วเดินออกจากคฤหาสน์เฮงซวยนี่ไปตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว!
ในยุค 80 ที่ข้าวยากหมากแพงและเงินทองหายากเช่นนี้ การเดินออกไปมือเปล่าโดยไม่มีเงินติดตัวไปสักก้อนก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายรอบสอง
เธอไม่สนใจคำจิกกัดของคุณนายโจวและโจวเหม่ยหลินอีกต่อไป หญิงสาวหันไปหาพ่อสามี ค้อมตัวลงอย่างให้เกียรติ “คุณพ่อคะ หนูรู้สึกเพลีย ๆ ขอตัวขึ้นไปพักผ่อนบนห้องก่อนนะคะ”
โจวเจิ้งหัวพยักหน้ารับทันที “ไปเถอะลูก เดี่ยวพ่อจะให้คนใช้ยกน้ำแกงไก่ตุ๋นยาจีนขึ้นไปให้”
“ขอบคุณมากค่ะ”
เสิ่นอวี่ถงหมุนตัวเดินขึ้นบันไดวนหลังใหญ่ มุ่งหน้าสู่ห้องนอนของเธอและโจวอี้ฉี ทิ้งเสียงบ่นกระปอดกระแปดของคุณนายโจวที่แว่วตามหลังมาไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใส่ใจ
