ตอนที่ 3 ลูกหม่อนป่า
ตอนที่ 3 ลูกหม่อนป่า
ยามเช้าตรู่ แสงอาทิตย์อ่อนๆ ค่อยๆ ทอดผ่านกิ่งไม้ใบหญ้า ชิงเอ๋อลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเมื่อยล้าทั่วร่าง คืนที่ผ่านมาเธอต้องนอนกอดน้องๆ อยู่ในพุ่มไม้ทั้งคืน ความหนาวเหน็บและความหิวโหยทำให้แทบไม่ได้หลับได้นอน
“พี่ใหญ่...ข้าหิวจัง” เสียงเล็กๆ ของน้องชายคนเล็กดังขึ้น ดวงตากลมโตมองมาที่เธอด้วยความอ่อนล้า
ชิงเอ๋อลูบศีรษะน้องเบาๆ “อดทนหน่อยนะ พี่จะพาไปหาอะไรกิน”
เธอค่อยๆ พยุงน้องชายทั้งสองคนลุกขึ้น ขาที่ชาและปวดเมื่อยทำให้การเดินแทบจะเป็นเรื่องยาก แต่พวกเขาต้องรีบออกเดินทาง ไม่อาจอยู่ที่นี่นานได้
ชิงเอ๋อจูงมือน้องชายเดินลัดเลาะไปตามป่า สายตาคอยสอดส่องหาผลไม้ป่าที่พอจะกินได้ เธอเห็นต้นหม่อนป่าอยู่ไม่ไกล รีบพาน้องๆ เดินเข้าไปใกล้
“พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้นะ พี่จะปีนขึ้นไปเก็บผลหม่อนให้” ชิงเอ๋อสั่งน้องๆ ก่อนจะค่อยๆ ปีนขึ้นต้นไม้อย่างระมัดระวัง
ผลหม่อนสีดำสุกงอมห้อยระย้าอยู่บนกิ่ง เธอค่อยๆ เก็บใส่ชายเสื้อที่พับทำเป็นถุง พยายามเลือกเก็บแต่ลูกที่สุกดี ความหวานของผลหม่อนจะช่วยให้เธอกับน้องชายมีแรงเดินทางต่อได้
ขณะที่กำลังเก็บผลหม่อนอยู่นั้น เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นไม่ไกล ชิงเอ๋อชะงัก หัวใจเต้นแรง เธอรีบมองไปยังเด็กทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างล่าง
“รีบวิ่งไปซ่อนหลังพุ่มไม้เร็ว!” เธอกระซิบสั่งน้องชายเบาๆ
เด็กน้อยทั้งสองรีบวิ่งไปซ่อนตัว ส่วนชิงเอ๋อก็พยายามซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ให้มิดที่สุด เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา
“ข้าว่าพวกมันต้องหนีมาทางนี้แน่ๆ” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น
“ใช่ ดูรอยเท้าพวกนั้นสิ เป็นรอยเท้าเด็ก” อีกเสียงตอบกลับ
ชิงเอ๋อกลั้นหายใจ พยายามไม่ให้เกิดเสียงใดๆ เธอภาวนาให้เด็กทั้งสองอยู่นิ่งๆ และไม่ส่งเสียงร้องไห้ออกมา
กลุ่มคนเดินผ่านต้นหม่อนไป พวกเขามองไปรอบๆ แต่โชคดีที่ไม่ได้สังเกตเห็นพวกเธอ เสียงฝีเท้าค่อยๆ เบาลงและหายไปในที่สุด
ชิงเอ๋อรออยู่บนต้นไม้อีกครู่ใหญ่เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย ก่อนจะค่อยๆ ปีนลงมา เธอรีบวิ่งไปหาน้องชายที่ซ่อนตัวอยู่
“ไม่เป็นไรแล้วนะ พวกเขาไปแล้ว” เธอกอดน้องชายทั้งสองไว้แน่น “พี่เก็บผลหม่อนมาให้ กินกันเถอะ”
อันเอ๋อกับเว่ยเอ๋อรีบคว้าผลหม่อนมากินอย่างหิวโหย น้ำหวานๆ จากผลหม่อนช่วยบรรเทาความหิวได้บ้าง แม้จะไม่อิ่มท้องนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้กินอะไรเลย
“พี่ใหญ่ เราจะไปที่ไหนกันต่อ?” เว่ยเอ๋อถามขึ้น
“เราต้องเดินทางต่อไปให้ไกลที่สุด จนกว่าจะถึงเมืองหลวง ที่นั่นจะปลอดภัย”
หลังจากกินผลหม่อนเสร็จ พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ ชิงเอ๋อพยายามพาน้องชายเดินไปตามเส้นทางที่คิดว่าปลอดภัย คอยหลบหลีกถนนใหญ่และหมู่บ้าน เธอรู้ว่าการเดินทางยังอีกยาวไกล แต่เพื่อความอยู่รอดของเธอกับน้องชาย เธอต้องพาพวกเขาไปให้ถึงเมืองหลวงให้ได้
ระหว่างทาง ชิงเอ๋อก็คอยหาผลไม้ป่าและพืชที่กินได้ให้น้องชายตลอด บางครั้งก็เจอต้นเบอร์รี่ป่า บางครั้งก็เจอเห็ดที่กินได้ เธอต้องระวังมากในการเลือกว่าอะไรกินได้หรือไม่ได้ เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ยามที่เหนื่อยล้า พวกเขาก็จะพักใต้ร่มไม้ใหญ่ ชิงเอ๋อจะเล่านิทานให้น้องๆ ฟังเพื่อให้ลืมความเหนื่อยและความกลัว
พวกเขาเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ผ่านทุ่งนาร้าง ผ่านป่าละเมาะ บางครั้งก็พบชาวบ้านใจดีให้ข้าวกิน บางครั้งก็ต้องหลบซ่อนจากคนที่ดูน่ากลัว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่พวกเขาก็ยังมีกันและกัน
“อดทนนะ” ชิงเอ๋อมักจะพูดกับน้องชายทั้ง เสมอ
แม้จะไม่รู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ชิงเอ๋อก็ตั้งใจว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเด็กทั้งสองให้ได้ ถึงแม้ว่าตัวเองจะต้องลำบากแค่ไหนก็ตาม เพราะตอนนี้พวกเขามีเพียงกันและกันเท่านั้น
ชิงเอ๋อพาน้องชายเดินมาตามเส้นทางในป่าที่ทอดยาว จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นกระท่อมร้างหลังหนึ่งซ่อนตัวอยู่กลางป่าทึบ หลังคามุงจากเก่าคร่ำคร่า ผนังไม้ไผ่สานเริ่มผุพัง แต่ยังดูแข็งแรงพอที่จะเป็นที่พักชั่วคราวได้
“พี่ใหญ่ นั่นบ้านใช่ไหม?” เว่ยเอ๋อชี้ไปที่กระท่อม ดวงตาเป็นประกาย
ชิงเอ๋อพยักหน้า แต่ยังระมัดระวังไม่วางใจ เธอวางอันเอ๋อลงและกระซิบบอกน้องชายทั้งสอง“รออยู่ตรงนี้ก่อน พี่จะไปดูว่าปลอดภัยหรือไม่”
เธอย่องเข้าไปสำรวจรอบๆ กระท่อม สังเกตร่องรอยการใช้งาน ฝุ่นหนาเกาะทั่วพื้น ใยแมงมุมห้อยระย้า บ่งบอกว่าไม่มีใครมาใช้งานมานาน เธอค่อยๆ เปิดประตูไม้ที่เอียงๆ เข้าไปดูด้านใน
ภายในกระท่อมมีเพียงเตาไฟเก่า แคร่ไม้ไผ่ และข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกทิ้งร้างไว้ กลิ่นอับชื้นลอยอวล แต่อย่างน้อยก็ดีกว่านอนกลางป่า
“เข้ามาได้” ชิงเอ๋อเรียกน้องชายเข้ามา
เว่ยเอ๋อจูงอันเอ๋อเดินเข้ามา ดวงตากลมโตมองสำรวจไปรอบๆ “พี่ใหญ่ เราจะพักที่นี่หรือ?”
“ใช่ แต่คงแค่ชั่วคราว” ชิงเอ๋อตอบพลางปัดฝุ่นบนแคร่ไม้ไผ่ “อย่างน้อยก็ดีกว่านอนกลางดิน พวกเจ้านั่งพักก่อน พี่จะออกไปหาอะไรมาให้กิน”
“ข้าไปด้วย!” เว่ยเอ๋อรีบอาสา
“ไม่ได้ เจ้าอยู่เฝ้าน้องดีกว่า” ชิงเอ๋อลูบศีรษะน้องชายคนรอง “พี่จะรีบกลับมา ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด”
ชิงเอ๋อออกไปสำรวจบริเวณรอบๆ กระท่อม โชคดีที่พบต้นพลับป่าออกลูกดก เธอเก็บผลไม้ใส่ชายเสื้อ ก่อนจะกลับเข้ากระท่อม
เว่ยเอ๋อกับอันเอ๋อนั่งรออยู่อย่างว่าง่าย ดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นผลไม้ในอ้อมแขนพี่สาว
“กินช้าๆ นะ” ชิงเอ๋อแบ่งลูกพลับให้น้องชายคนละผล แม้จะมีรสชาติฝาดแต่ก็ยังดีกว่ากินข้าวบูดเหมือนที่ผ่านมา
หลังจากกินลูกพลับป่าแล้ว พวกเขาช่วยกันทำความสะอาดกระท่อมพอให้พออยู่ได้ ชิงเอ๋อหาฟางแห้งมาปูนอนก่อนจะปูเสื่อผืนเก่าที่มีอยู่ในกระท่อมทับอีกชั้น และจุดไฟในเตาเพื่อไล่ความชื้น
ค่ำคืนนั้น แม้จะนอนบนเสื่อเก่าๆ แต่ก็ยังดีกว่านอนกลางป่า อย่างน้อยก็มีหลังคากันฝนกันลม ชิงเอ๋อกอดเด็กทั้งสองแน่น
“พี่ใหญ่...” เว่ยเอ๋อเอ่ยเสียงง่วง “เราจะอยู่ที่นี่นานไหม?”
“ไม่หรอก” ชิงเอ๋อตอบเบาๆ “ที่นี่ไม่ยังปลอดภัยพอ”
“แล้วเมื่อไหร่เราจะมีบ้านจริงๆ ของเราเอง?”
“สักวัน...” ชิงเอ๋อกระซิบ น้ำตาคลอ “พี่สัญญาว่าสักวันเราจะมีบ้านที่อบอุ่นและปลอดภัย”
เสียงหายใจสม่ำเสมอของน้องๆ บ่งบอกว่าพวกเขาหลับไปแล้ว ชิงเอ๋อยังคงตื่นเฝ้าระวัง สายตาจับจ้องประตูกระท่อมที่ปิดไม่สนิท แสงจันทร์ลอดผ่านช่องว่างเข้ามา สาดส่องร่างน้อยที่นอนกอดกันอยู่
ในความเงียบของค่ำคืน เสียงจิ้งหรีดร้องกังวานไปทั่ว ชิงเอ๋อค่อยๆ หลับตาลง พรุ่งนี้จะเป็นอีกวันที่ต้องต่อสู้ แต่อย่างน้อยคืนนี้พวกเขาก็มีที่พักพิงชั่วคราว ให้ได้พักเหนื่อยจากการเดินทางอันยาวนาน
