
บทย่อ
เหตุเกิดจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้หญิงสาวยุคปัจจุบันต้องย้อนเวลากลับไปในร่างของเด็กสาววัย16 ในยุคจีนโบราณ เธอต้องดิ้นรนเพื่อปกป้องน้องชายทั้งสองจากการกดขี่ของคนครอบครัวที่ไร้น้ำใจทั้งที่เป็นหลานแท้ๆ
ตอนที่ 1 แผ่นดินไหว
ตอนที่ 1 แผ่นดินไหว
เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดดังกึกๆ ในห้องทำงานชั้น 25 ของอาคารสำนักงานใจกลางกรุงเทพฯ อรอนงค์นั่งจดจ่อกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ พยายามทำรายงานให้เสร็จก่อนถึงเดดไลน์ในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า
"เฮ้อ..." เธอถอนหายใจเบาๆ ขณะที่มือขวายกแก้วกาแฟขึ้นจิบ
จู่ๆ แก้วในมือของเธอก็สั่นไหวเล็กน้อย น้ำกาแฟกระเพื่อมเป็นระลอก อรอนงค์ขมวดคิ้วมองดูแก้วในมือด้วยความสงสัย
"แปลกจัง..." เธอพึมพำกับตัวเอง
ไม่เพียงแต่แก้วกาแฟเท่านั้นที่สั่น เธอเริ่มรู้สึกว่าโต๊ะทำงานก็สั่นด้วย จอคอมพิวเตอร์กระเพื่อมน้อยๆ ปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะเริ่มกลิ้งไปมา
"เฮ้ย! รู้สึกมั้ยคะพี่?" เสียงของน้องใหม่ที่นั่งโต๊ะข้างๆ ดังขึ้น
พนักงานคนอื่นๆ เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน เสียงพูดคุยแผ่วเบาดังขึ้นทั่วห้อง
"นี่มัน..."
ก่อนที่อรอนงค์จะพูดจบประโยค อาคารก็สั่นรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน เสียงดังสนั่นหวั่นไหวมาจากใต้พื้นดิน เหมือนมีอสูรร้ายกำลังตื่นจากการหลับใหล
"แผ่นดินไหว!" เสียงตะโกนดังลั่นห้อง
ความตื่นตระหนกแผ่กระจายไปทั่วชั้น พนักงานทุกคนลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างรวดเร็ว บางคนมุดใต้โต๊ะ บางคนยืนงงงัน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
"ทุกคน! อย่าตื่นตระหนก!" เสียงหัวหน้าแผนกตะโกนดังกลบเสียงโกลาหล "ให้อพยพลงบันไดหนีไฟทันที ห้ามใช้ลิฟต์เด็ดขาด!"
อรอนงค์รีบคว้ากระเป๋าและโทรศัพท์มือถือ เธอสวมรองเท้าส้นสูงอยู่ แต่ไม่มีเวลาจะเปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบที่เก็บไว้ใต้โต๊ะ อาคารสั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงกระจกแตกดังมาจากด้านนอก
"เร็วๆ เข้า!" หัวหน้าแผนกตะโกนอีกครั้ง ขณะที่นำทางพนักงานไปยังบันไดหนีไฟ
พนักงานทยอยวิ่งออกจากออฟฟิศ บางคนร้องไห้ด้วยความกลัว บางคนโทรศัพท์หาครอบครัว อรอนงค์พยายามวิ่งตามคนอื่นๆ แม้จะทำได้ไม่เร็วนักเพราะรองเท้าส้นสูง
เมื่อถึงบันไดหนีไฟ ภาพที่เห็นทำให้เธอตกใจ ผู้คนจากทุกชั้นกำลังวิ่งลงบันไดอย่างอลหม่าน เสียงกรีดร้องและเสียงฝีเท้าดังก้องไปทั่ว
"25 ชั้น..." อรอนงค์พึมพำกับตัวเอง พลางมองลงไปที่ช่องบันไดเวียน ความสูงทำให้เธอเวียนหัวเล็กน้อย
อาคารสั่นอีกครั้ง รุนแรงกว่าเดิม ผนังเริ่มมีรอยร้าว ฝุ่นร่วงลงมาจากเพดาน อรอนงค์เกาะราวบันไดแน่น พยายามทรงตัว
"คุณอร! รีบลงมาเร็ว!" เพื่อนร่วมงานตะโกนเรียก
เธอสูดหายใจลึก ก่อนจะเริ่มก้าวลงบันไดทีละขั้น พยายามไม่ให้ตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ความกลัวก็เริ่มครอบงำจิตใจ
"ขอให้ปลอดภัย..." เธอภาวนาในใจ ขณะที่พยายามลงบันไดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงกรีดร้องและฝีเท้าของผู้คนดังก้องไปทั่ว แรงสั่นสะเทือนของอาคารยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
"ระวัง!" เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านบน
เศษปูนและฝุ่นร่วงหล่นลงมา อรอนงค์พยายามหลบหลีก แต่รองเท้าส้นสูงทำให้การทรงตัวเป็นไปได้ยาก เธอเสียหลักในจังหวะที่ก้าวลงบันได
"กรี๊ดดด!"
ร่างของเธอลอยละลิ่วในอากาศ โลกรอบตัวหมุนคว้าง ก่อนที่ความเจ็บปวดจะแล่นปราดไปทั่วร่าง แล้วภาพทุกอย่างก็ดับลง
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง อรอนงค์พบว่าตัวเองนอนอยู่บนฟางข้าวในห้องเก็บฟืนเล็กๆ ข้างๆ มีเด็กชายสองคนนอนหลับอยู่ สภาพห้องที่แทบไม่ต่างจากคอกสัตว์ทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
“นี่มันที่ไหนกัน?” อรอนงค์พึมพำกับตัวเอง ความทรงจำสุดท้ายคือตกบันไดหนีไฟ แต่ตอนนี้เธอกลับมาอยู่ในร่างเด็กสาววัย 16 ปี ในยุคจีนโบราณ
“พี่ชิงเอ๋อ หนาวจัง” เสียงเล็กๆ ของน้องชายคนเล็กดังขึ้น เด็กชายวัย 7 ขวบ ชื่อ อันเอ๋อ กำลังสั่นเทาเพราะอากาศเย็น
อรอนงค์รีบดึงฟางมาห่มให้เด็กชายทั้งสอง ความทรงจำของร่างเดิมค่อยๆ ไหลเข้ามา เธอคือ ชิงเอ๋อ เด็กสาวกำพร้าที่ต้องดูแลน้องชายสองคน คือ เว่ยเอ๋อ วัย 10 ขวบ และ อันเอ๋อ วัย 7 ขวบ หลังจากพ่อแม่ถูกโจรปล้นแล้วฆ่าตายเมื่อสามเดือนก่อน พวกเขาสามพี่น้องต้องมาอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ท่านปู่และท่านย่ากลับไม่เคยเหลียวแลพวกเขาเลย มีแต่รักและตามใจหลานคนอื่นๆ
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย” เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาเมื่อนึกถึงชีวิตของเด็กสาวที่เธอเข้ามาสิงร่าง ความทรงจำของชิงเอ๋อแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานที่เธอและน้องๆ ต้องเผชิญ
ในจวนใหญ่ของตระกูลหลี่ พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในห้องเก็บฟืนที่แทบจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งที่เป็นหลานแท้ๆ แต่กลับถูกปฏิบัติราวกับเป็นขอทาน ในขณะที่ลูกของอาสะใภ้คนโตกลับได้อยู่ในเรือนใหญ่อย่างสุขสบาย
“พี่ชิงเอ๋อ...” เว่ยเอ๋อลืมตาขึ้นมา เขามองหน้าพี่สาวด้วยแววตาเศร้าๆ “พี่ร้องไห้เหรอ?”
ชิงเอ๋อรีบเช็ดน้ำตา “ไม่หรอกจ้ะ พี่แค่มีฝุ่นเข้าตา นอนต่อเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานนะ”
เว่ยเอ๋อพยักหน้า แต่ก่อนจะหลับ เขาก็พูดเบาๆ “พี่ชิงเอ๋อ ผมสัญญาว่าโตขึ้นจะดูแลพี่กับน้องเอง จะไม่ให้ใครมารังแกพวกเราอีก”
คำพูดของน้องชายทำให้หัวใจของชิงเอ๋อปวดแปลบ เด็กอายุแค่สิบขวบต้องมาคิดเรื่องหนักขนาดนี้ มันไม่ยุติธรรมเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น ชิงเอ๋อตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปทำงานในครัว เธอต้องทำอาหารให้คนในจวนกว่ายี่สิบชีวิต แต่พวกเธอสามพี่น้องกลับได้กินแค่ข้าวต้มจืดๆ กับผักดอง
“ชิงเอ๋อ! ทำไมทำอาหารช้าจัง!” เสียงตวาดของอาสะใภ้คนโตดังลั่น “เจ้าตัวไร้ประโยชน์! ถ้าไม่อยากถูกไล่ออกจากจวน ก็ทำงานให้เร็วกว่านี้!”
ชิงเอ๋อก้มหน้ารับคำด่า แต่ในใจกลับคิดว่า ‘รอให้ฉันหาทางออกให้พวกเราก่อน แล้วจะไม่ยอมให้ใครมาจิกหัวใช้อีก’
แม้จะเคยเป็นถึงพนักงานบริษัทในโลกสมัยใหม่ แต่ตอนนี้เธอต้องอดทน เพื่อความอยู่รอดของน้องทั้งสอง เธอยอมทำทุกอย่าง ทั้งล้างจาน กวาดพื้น ตักน้ำ ผ่าฟืน งานหนักแค่ไหนก็ไม่เกี่ยง
“นี่! เอาไปให้พวกหมูกิน” แม่ครัวโยนถาดข้าวเหนียวเก่าให้
ชิงเอ๋อรับมาอย่างระมัดระวัง ในใจคิดว่าอย่างน้อยวันนี้น้องๆ ก็มีอะไรกิน แม้จะเป็นแค่ข้าวเหนียวเก่าค้างคืนก็ตาม
เธอแอบเก็บข้าวใส่ห่อผ้า ก่อนจะรีบวิ่งไปที่ห้องเก็บฟืน แต่สิ่งที่เห็นทำให้เธอช็อกน้องชายทั้งสองนอนร้องไห้อยู่บนพื้น ตัวเปียกโชก ข้าวของกระจัดกระจาย
“เกิดอะไรขึ้น?” ชิงเอ๋อรีบวิ่งเข้าไปกอดน้อง
“พี่หลิวเอ๋อกับพี่เหมยเอ๋อ...” เว่ยเอ๋อสะอื้น “พวกเขาเอาน้ำมาสาดพวกเรา บอกว่า... บอกว่าพวกเราสกปรก เป็นตัวซวยต้องล้างให้สะอาด”
ชิงเอ๋อกำมือแน่น แต่เธอต้องอดทนเพราะเธอยังไม่สามรถตั้งรับกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอได้ทัน เธอรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้น้องๆ ก่อนจะแบ่งข้าวให้น้องๆ พลางมองดูพวกเขากินอย่างหิวโหย น้ำตาแทบไหลพรากเพราะสงสารเด็กน้อยทั้งสอง
ขณะที่พวกเขากำลังกินอาหารอย่างเงียบๆ เสียงฝีเท้าก็ดังเข้ามาใกล้
“อ๋อ ที่แท้ก็อยู่ที่นี่กันหมด” เสียงเย็นชาของหลี่ฮวา ลูกพี่ลูกน้องวัย 17 ปีดังขึ้น “ขโมยข้าวในครัวมากินกันสินะ ข้าจะบอกท่านย่า”
“อย่านะ!” ชิงเอ๋อรีบลุกขึ้นยืน “นี่เป็นข้าวที่เขาจะให้หมูกิน ข้าแค่...”
“หึ! ก็สมควรแล้วที่พวกเจ้าจะได้กินอาหารหมู” หลี่ฮวาแค่นเสียง “เด็กกำพร้าไร้ค่าอย่างพวกเจ้าไม่สมควรได้รับอะไรดีไปกว่านี้”
ชิงเอ๋อกัดฟันกรอด แต่ต้องอดทนไว้ เธอรู้ดีว่าถ้าโต้เถียงไป สถานการณ์จะยิ่งแย่ลง
“พี่ใหญ่ไม่ได้ทำผิด!” เว่ยเอ๋อลุกขึ้นปกป้องพี่สาว “พวกเราแค่หิว”
“เงียบ!” หลี่ฮวาตวาด “เด็กอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์พูด! คอยดูเถอะ พอท่านย่ารู้เรื่องนี้...”
ไม่ทันขาดคำ เสียงไม้เท้าก็ดังมาแต่ไกล ท่านย่าเดินตรงมาพร้อมอาสะใภ้คนโต สีหน้าของทั้งคู่บ่งบอกถึงความโกรธ
“ท่านย่า...” ชิงเอ๋อคุกเข่าลงทันที พยายามปกป้องน้องๆ ไว้ข้างหลัง
“เจ้าบังอาจ!” ท่านย่าหลี่ตวาด “นอกจากจะเป็นตัวอัปมงคลทำพ่อแม่แล้ว ตายยังกล้ามาขโมยของในครัวอีก!”
“ท่านย่าโปรดฟังหลานก่อน...” ชิงเอ๋อพยายามอธิบาย
“พอ!” ไม้เท้าฟาดลงบนพื้น “ข้าเลี้ยงดูพวกเจ้าไว้ก็มากเกินพอแล้ว วันนี้ข้าจะลงโทษให้เข็ดหลาบ!”
อาสะใภ้คนโตยิ้มเยาะ “ท่านแม่ ปล่อยให้พวกมันอยู่ต่อไปก็เป็นภาระเปล่าๆ ส่งไปอยู่วัดเสียเถอะเจ้าค่ะ”
ชิงเอ๋อตัวสั่น เธอรู้ดีว่าถ้าถูกส่งไปวัด เธอกับน้องๆจะต้องแยกจากกัน และชีวิตจะยิ่งลำบากกว่าเดิม
“ได้ พรุ่งนี้เช้าจะให้คนพาไปส่งวัด” ท่านย่าหลี่ตัดสินใจ
น้ำตาของเว่ยเอ๋อไหลออกมา เขากอดแขนพี่สาวแน่น ส่วนน้องคนเล็กก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น
คืนนั้น ในห้องเก็บฟืนที่มืดและเย็น ชิงเอ๋อตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องหนี ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปเธอกับน้องชายต้องแย่แน่ๆ
“น้องๆ ฟังพี่นะ” เธอกระซิบ “คืนนี้เราต้องหนีออกจากที่นี่”
