บท
ตั้งค่า

บทที่ 5: ความเข้าพระทัยผิดของจ้าวซูเฟย

ดวงตะวันคล้อยต่ำลง ทอแสงสีส้มอ่อนฉาบไล้ไปทั่วอุทยานหลวง บรรยากาศงานเลี้ยงบุปผายังคงดำเนินต่อไปด้วยความคึกคัก หากแต่สำหรับเสิ่นโยวโยวแล้ว ทุกวินาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานดุจชั่วกัปชั่วกัลป์

หลังจากแอบงีบหลับไปได้หนึ่งตื่นสั้นๆ นางจำต้องลากสังขารกลับมาร่วมงานเลี้ยงอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาว่าบุตรสาวกั่วกงไร้มารยาท ทว่าการกลับมานั่งหลังตรง ปั้นหน้ายิ้มแย้ม และแบกรับน้ำหนักของเครื่องหัวทองคำหนักอึ้งท่ามกลางอากาศที่เริ่มอบอ้าว ย่อมไม่ใช่เรื่องอภิรมย์สำหรับสตรีผู้บูชาความเกียจคร้านเช่นนาง

นางนั่งสงบนิ่งอยู่ท้ายแถว พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดประดุจต้นหญ้าที่ลู่ลม มือเรียวประคองถ้วยชาเย็นชืดขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนอาการหาวที่กำลังจะเล็ดลอดออกมา

ทว่า ความสงบที่นางเพียรสร้างกลับกลายเป็นจุดสนใจในสายตาของจ้าวซูเฟย หรือ ‘ไท่เฟย’ ผู้เป็นประธานในงาน

ไท่เฟยประทับอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายมงคล สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองมายังเสิ่นโยวโยวไม่วางตา ความสงบนิ่งของหญิงสาวผู้นั้นช่างผิดปกติวิสัย ผิดปกติจนน่าหวาดระแวง

“แปลก” ไท่เฟยรำพึงเบาๆ กับคนสนิท “ปกติเสิ่นโยวโยวต้องพยายามทำตัวโดดเด่น ต้องสวมชุดสีแดงฉูดฉาด ต้องหัวเราะเสียงดัง หรือไม่ก็หาเรื่องกลั่นแกล้งแม่นางไป๋ แต่วันนี้เหตุใดนางจึงนั่งนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นหิน?”

ไป๋หว่านหว่านที่นั่งพับเพียบอยู่ข้างกายไท่เฟย ได้ยินดังนั้นจึงรีบฉวยโอกาสสุมไฟ “ทูลไท่เฟยเพคะ หม่อมฉันเกรงว่าพี่หญิงรองอาจจะกำลังน้อยใจ หรือไม่ก็กำลังวางแผนบางอย่างอยู่”

“วางแผน?” ไท่เฟยเลิกคิ้ว “เจ้าหมายความว่านางกำลังคิดการร้าย?”

ไป๋หว่านหว่านทำสีหน้าลำบากใจ แสร้งบีบน้ำตาคลอเบ้า “หม่อมฉันมิกล้ากล่าวหาพี่หญิงรอง แต่ท่านก็ทราบดีว่าพี่หญิงเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ยิ่งวันนี้นางถูกท่านอ๋องตำหนิ นางอาจจะเก็บความแค้นไว้ในใจ รอจังหวะเอาคืนหม่อมฉัน หรือแม้แต่สร้างความวุ่นวายในงานเพื่อเรียกร้องความสนใจจากท่านอ๋องก็ได้นะเพคะ”

คำยุยงนั้นได้ผล ไท่เฟยขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองเสิ่นโยวโยวด้วยสายตาจับผิดยิ่งกว่าเดิม ความนิ่งเงียบของเสิ่นโยวโยวในสายตาของไท่เฟย บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำยากหยั่งถึงและอันตราย

“น้ำนิ่งไหลลึกสินะ” ไท่เฟยแค่นเสียง “นางคงคิดจะใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แสร้งทำเป็นอ่อนแอให้คนตายใจ แล้วค่อยแว้งกัดร้ายกาจนัก”

ในขณะที่ไท่เฟยกำลังจินตนาการพล็อตเรื่องการเมืองในวังหลังอันซับซ้อน เสิ่นโยวโยวที่นั่งหน้านิ่งอยู่นั้น ในหัวกลับมีแต่ความว่างเปล่า และความบ่น

‘โอ๊ย คอจะหักแล้วแม่เจ้าประคุณเอ๋ย ปิ่นปักผมบ้านี่หนักเหมือนเอาอิฐมาวางบนหัว ใครเป็นคนออกแบบฮะ? อยากจะจับมาเขย่าคอถามจริงๆ ว่าความสวยมันต้องแลกมาด้วยกระดูกคอเสื่อมหรือไง’

นางขยับคอเล็กน้อย ได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบาๆ ดัง กร๊อบ

‘แล้วนี่เมื่อไหร่จะเลิกงาน? ข้าอยากกลับบ้าน อยากถอดชุดบ้านี่ออก ชุดอะไรก็ไม่รู้ รัดพุงชะมัด หายใจก็ลำบาก ขนมก็กินไม่ถนัด อยากแปลงร่างเป็นแมวน้ำ นอนกลิ้งไปกลิ้งมาไม่ต้องใส่เสื้อผ้า’

ห่างออกไปไม่ไกล เซียวจิ่งเหยียนที่นั่งจิบชาอยู่แทบจะสำลักน้ำชาออกมา เขาได้ยินทุกคำบ่น ทุกความปรารถนาที่จะกลายร่างเป็นสัตว์โลกผู้น่ารักของนาง

เขาเหลือบตามองเสิ่นโยวโยว เห็นนางนั่งหลังตรงสง่างาม ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยดูหยิ่งทระนง แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ท่าทีนางพญานั้น นางกำลังจินตนาการภาพตัวเองเป็นแมวน้ำอ้วนกลมเกลือกกลิ้งอยู่บนชายหาด

“ท่านอ๋อง ท่านขำอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” องครักษ์คนสนิทกระซิบถามเมื่อเห็นมุมปากของผู้เป็นนายกระตุกยิ้ม

“เปล่า” เซียวจิ่งเหยียนปรับสีหน้าให้เรียบเฉย “เปิ่นหวางแค่คิดว่า บางครั้งสิ่งที่ตาเห็นกับความเป็นจริงมันช่างสวนทางกันนัก”

ทางด้านไท่เฟย เมื่อความระแวงพุ่งถึงขีดสุด นางจึงตัดสินใจทดสอบเสิ่นโยวโยว

“เสิ่นโยวโยว” ไท่เฟยเรียกเสียงดังกังวาน

เสิ่นโยวโยวสะดุ้งโหยงหลุดจากภวังค์แมวน้ำ รีบลุกขึ้นยืน เซเล็กน้อยเพราะน้ำหนักเครื่องหัว แล้วยอบกายถวายความเคารพ

“เพคะ ไท่เฟย?”

“เราเห็นเจ้านั่งเงียบอยู่นาน ไม่พูดคุยกับผู้ใด หรือว่างานเลี้ยงที่เราจัดขึ้นนี้มันต่ำต้อยด้อยค่าไม่สมฐานะของคุณหนูตระกูลเสิ่น จนเจ้าไม่อยากเสวนาด้วย?”

คำถามนี้ร้ายกาจนัก หากตอบไม่ดี อาจถูกข้อหาหมิ่นเบื้องสูงได้ทันที บรรยากาศในงานเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องมาที่นาง

เสิ่นโยวโยวลอบถอนหายใจในใจ ‘ยายแก่หนังเหนียวนี่หาเรื่องอีกแล้ว คนเขานั่งอยู่ดีๆ ไม่ได้ไปเหยียบชายกระโปรงใครสักหน่อย จะเอาอะไรกับข้านักหนา’

แต่ปากของนางกลับเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มิกล้าเพคะไท่เฟย งานเลี้ยงนี้วิจิตรตระการตายิ่งนัก ดอกไม้งาม อาหารเลิศรส ดนตรีไพเราะ หม่อมฉันเพียงแต่ดื่มด่ำกับบรรยากาศจนลืมตัวเผลอปล่อยใจล่องลอยไปกับความงดงามเบื้องหน้าจนวาจาใดๆ ก็ไม่อาจบรรยายได้เพคะ”

คำตอบลื่นไหลราวปลาไหล ทำเอาไท่เฟยชะงักไปครู่หนึ่ง

“เจ้าจะบอกว่า เจ้าเงียบเพราะกำลังซาบซึ้งใจงั้นรึ?”

“เพคะ” เสิ่นโยวโยวตอบหน้าตาย

ไป๋หว่านหว่านเห็นท่าไม่ดี จึงรีบแทรกขึ้น “พี่หญิงรองกล่าวได้น่าฟังนัก แต่สายตาของน้องเห็นว่าท่านดูเหนื่อยหน่าย เหมือนกำลังรำคาญพวกเราเสียมากกว่า หรือท่านโกรธที่ท่านอ๋องไม่ทอดพระเนตรท่านเลย?”

เสิ่นโยวโยวตวัดสายตามองไป๋หว่านหว่านแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับ

“น้องหญิงหว่านหว่าน เจ้าคงตาฝาดแล้ว ข้าหาได้เหนื่อยหน่าย เพียงแต่” นางเว้นจังหวะ ยกมือแตะที่ขมับเบาๆ “ข้าเพียงแต่รู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน”

‘รีบๆ เข้าใจสักทีสิว่าข้าอยากกลับ จะป่วย จะตาย จะเป็นลม เลือกสักอย่างแล้วปล่อยข้าไปที’

เซียวจิ่งเหยียนที่นั่งฟังอยู่ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขันระคนสงสาร เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากช่วย

“เสด็จแม่” เสียงทุ้มต่ำของท่านอ๋องดังขึ้น ขัดจังหวะการไต่สวน “ลูกเห็นว่าสีหน้าของคุณหนูเสิ่นดูซีดเซียวจริงๆ นางเพิ่งหายป่วย คงจะยังไม่แข็งแรงดี การให้นางมานั่งตากลมนานๆ อาจทำให้อาการทรุดหนักได้”

ไท่เฟยหันขวับมามองลูกชายด้วยความตกตะลึง “จิ่งเหยียน? นี่เจ้า เจ้าปกป้องนางรึ?”

“ลูกเพียงแต่พูดตามความจริงพ่ะย่ะค่ะ” เซียวจิ่ง เหยียนตอบเสียงเรียบ “หากนางเป็นลมล้มพับไปกลางงาน เกรงว่าจะทำให้งานเลี้ยงของเสด็จแม่หมดสนุกเสียเปล่าๆ”

เสิ่นโยวโยวลอบมองท่านอ๋องด้วยความประหลาดใจ ‘โอ้โฮ พ่อเทพบุตรหน้าตาย วันนี้กินยาผิดขวดหรือไง? ถึงได้พูดจารู้เรื่องกับเขาบ้าง แต่ก็ขอบใจนะพ่อหนุ่ม รีบๆ ไล่ข้ากลับที ข้าสัญญาว่าจะไม่ด่าบรรพบุรุษท่านสักสามวัน’

มุมปากของเซียวจิ่งเหยียนกระตุกอีกครั้ง เขาอยากจะตะโกนบอกนางเหลือเกินว่า ‘ข้าได้ยินนะโว้ย’

ไท่เฟยแม้จะยังคลางแคลงใจ แต่เมื่อบุตรชายเอ่ยปาก นางก็ไม่อยากหักหน้าเขา ทว่านางยังไม่ยอมปล่อยเหยื่อไปง่ายๆ

“ก็ได้ หากเจ้าป่วยจริง เราก็จะไม่รั้งไว้ แต่ก่อนกลับ ไหนๆ เจ้าก็แต่งกายมางดงามปานนี้ ลองร่ายกลอนชมดอกไม้ให้เราฟังเป็นขวัญตาสักบท จะได้หรือไม่? ถือเป็นการอำลา”

เสิ่นโยวโยวแทบจะกรีดร้องออกมา ‘กลอน? กลอนบ้าบออะไร สมองข้าตอนนี้มีแต่เมนูหมูกระทะกับที่นอนนุ่มๆ จะเอาปัญญาที่ไหนไปแต่งกลอน’

นางยืนนิ่ง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางรอด มั่วกลอนไปเรื่อย เสี่ยงโดนประหารเพราะแต่งห่วยสารภาพว่าแต่งไม่ได้ เสียหน้าวงศ์ตระกูล พ่อด่า

ทันใดนั้น แผนการอันชาญฉลาด และขี้เกียจที่สุด ก็ผุดขึ้นมาในหัว

‘เป็นลมแม่มเลย’

ใช่แล้ว ไม่มีข้อแก้ตัวใดจะสมบูรณ์แบบเท่ากับการ ‘หมดสติ’ อีกแล้ว ไม่ต้องแต่งกลอน ไม่ต้องตอบคำถาม และที่สำคัญ มีคนหามกลับ ไม่ต้องเดินเอง

เสิ่นโยวโยวสูดหายใจเข้าลึก เตรียมการแสดงระดับรางวัลตุ๊กตาทองคำ นางกะพริบตาถี่ๆ ให้ดูเหมือนตาพร่ามัว ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ร่างกายเริ่มโอนเอนดุจกิ่งหลิวลู่ลม

‘เอาล่ะ หนึ่ง สอง สาม ทิ้งดิ่ง’

“อุ๊ย ศีรษะข้า”

ร่างบางของเสิ่นโยวโยวทรุดฮวบลงกับพื้น แต่ด้วยสัญชาตญาณรักสบาย นางได้คำนวณทิศทางไว้แล้วว่าต้องล้มไปทางขวา ซึ่งมีพรมเปอร์เซียหนานุ่มปูรองรับอยู่ ไม่ใช่พื้นหินแข็งๆ

ตุ้บ

“ว้าย คุณหนู” เสี่ยวชิงกรีดร้องด้วยความตกใจ จริงๆ รีบถลันเข้าไปประคอง

บรรยากาศในงานแตกตื่น ไท่เฟยเบิกตากว้าง “เสิ่นโยวโยว”

เซียวจิ่งเหยียนที่อ่านเกม และได้ยินแผนการ ของนางออกตั้งแต่ต้น รีบลุกจากที่นั่งและพุ่งตัวเข้าไปถึงตัวนางก่อนใคร เขาช้อนร่างบางที่แกล้งหลับตาพริ้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย

สัมผัสแรกที่เขารู้สึกคือ นางตัวหนักกว่าที่คิดนิดหน่อย คงเพราะเครื่องประดับ หรือเพราะขาหมูที่กินไปเมื่อเช้า

“ท่านอ๋อง” ไป๋หว่านหว่านร้องเสียงหลง “ท่านจะทำอะไรเพคะ ให้บ่าวไพร่แบกนางไปก็ได้”

เซียวจิ่งเหยียนไม่สนใจ เขาอุ้มเสิ่นโยวโยวแนบอก ตีหน้าขรึมและเคร่งเครียด

“นางหมดสติไปแล้ว ชีพจรเต้นผิดจังหวะ” โกหกหน้าตาย “เปิ่นหวางจะพานางไปส่งที่รถม้าเอง พวกเจ้าหลีกไป”

เขาอุ้มนางเดินฝ่าฝูงชนออกไปอย่างองอาจ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งงาน โดยเฉพาะไท่เฟยที่มองตามตาค้าง

ระหว่างทางเดินไปยังจุดจอดรถม้า เสิ่นโยวโยวที่แกล้งสลบอยู่ในอ้อมกอดแกร่ง แอบลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งเล็กน้อยเพื่อดูสถานการณ์ เมื่อเห็นว่าพ้นสายตาคนแล้ว นางก็คิดในใจ

‘อืม อกอีตานี่แน่นดีจัง กลิ่นตัวก็หอม เหมือนกลิ่นไม้สน เดินนิ่มด้วย บริการดีประทับใจ คราวหน้าใช้บริการใหม่ดีกว่า’

“….” เซียวจิ่งเหยียนกัดฟันกรอด ก้มลงกระซิบที่ข้างหูนางเสียงลอดไรฟัน

“ถ้าเจ้ายังไม่เลิกวิจารณ์ร่างกายเปิ่นหวางในใจ ข้าจะโยนเจ้าลงบ่อปลาเดี๋ยวนี้ เสิ่นโยวโยว”

เสิ่นโยวโยวสะดุ้งเฮือก เผลอลืมตาโพลงขึ้นมาสบตาเขาเต็มๆ

“ทะ ท่านรู้?” นางกระซิบถามเสียงสั่น

“รู้ว่าเจ้าแกล้งเป็นลม” เขาตอบเลี่ยงๆ ไม่บอกเรื่องอ่านใจ “เล่นละครได้สมบทบาทดีนี่ ทิ้งตัวลงพรมพอดีเป๊ะ”

เสิ่นโยวโยวหัวเราะแห้งๆ “แหะๆ ก็พื้นหินมันเจ็บนี่เพคะ ท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถ โปรดเมตตาสตรีตัวเล็กๆ ผู้หิวโหยและง่วงนอนด้วยเถิด ปล่อยหม่อมฉันกลับบ้านเถอะนะเพคะ”

สายตาออดอ้อนเหมือนลูกแมวขี้เกียจของนาง ทำให้ความโกรธของเซียวจิ่งเหยียนมลายหายไปอีกครั้ง เขาลอบถอนหายใจ

“เกาะแน่นๆ เปิ่นหวางจะรีบเดิน”

เขาเร่งฝีเท้าพา ‘ก้อนภาระ’ ที่งดงามนี้ไปส่งที่รถม้า เมื่อวางนางลงบนเบาะนุ่ม เสิ่นโยวโยวก็รีบจัดท่านอนทันทีราวกับคนไม่มีกระดูก

“ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง บุญคุณครั้งนี้หม่อมฉันจะระลึกถึง ก่อนนอนคืนนี้” นางโบกมือไล่เขาทางอ้อม “เชิญท่านกลับไปสนุกกับงานเลี้ยงเถิดเพคะ”

เซียวจิ่งเหยียนยืนมองนางผ่านหน้าต่างรถม้า ส่ายหน้าอย่างระอา

“กลับไปคัดหนังสือให้เสร็จด้วย อย่าคิดหนีหนี้” เขาทิ้งท้ายขู่

“ทราบแล้วเพคะ ทราบแล้ว” เสิ่นโยวโยวรับคำแบบขอไปที ก่อนจะตะโกนสั่งคนขับรถม้า “ออกรถ กลับจวน ข้าจะไปนอน”

รถม้าเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งฝุ่นตลบไว้เบื้องหลัง

เซียวจิ่งเหยียนมองตามจนรถม้าลับสายตา มุมปากยกยิ้มจางๆ โดยไม่รู้ตัว

“สตรีประหลาด วันๆ คิดแต่จะนอน แต่เหตุใด เปิ่นหวางถึงรู้สึกว่าการอุ้มนางเมื่อครู่ มันช่าง เบาสบายใจกว่าการถือดาบเสียอีก”

เขาหมุนตัวเดินกลับเข้างาน เตรียมไปเผชิญหน้ากับคำถามของมารดา แต่ใจของเขากลับลอยตามรถม้าคันนั้นไปเสียแล้ว

ณ จวนกั่วกง

ทันทีที่ถึงเรือนเหมันต์รำเพย เสิ่นโยวโยวสลัดรองเท้า ปลดเครื่องหัวกองไว้บนโต๊ะ แล้วกระโจนขึ้นเตียงทั้งชุดหรูหรานั้นทันที

“เสี่ยวชิง ไม่ต้องเช็ดหน้า ไม่ต้องเปลี่ยนชุด ดับไฟ ข้าจะนอน”

เสี่ยวชิงยืนงง “แต่คุณหนูเจ้าคะ ท่านเพิ่งตื่นเมื่อบ่าย”

“ช่างมัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ วันนี้ข้าใช้โควตาพลังงานหมดเกลี้ยงแล้ว ราตรีสวัสดิ์”

และแล้ว คุณหนูรองตระกูลเสิ่นผู้ป่วยหนักจนเป็นลมกลางงานเลี้ยงก็ส่งเสียงกรนเบาๆ ออกมาภายในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ ทิ้งให้โลกภายนอกวุ่นวายต่อไป ส่วนนางขอจมดิ่งสู่ความฝันที่มีแต่ภูเขาขาหมูและแม่น้ำน้ำแดงตลอดกาล
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel