บทที่ 4: งานเลี้ยงบุปผาอันแสนน่าเบื่อ
แสงอรุณเบิกฟ้ายามเช้าตรู่ สาดส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนตระกูลเสิ่นจนเกิดประกายระยิบระยับ ทว่าบรรยากาศภายในเรือนเหมันต์รำเพยกลับเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ประหนึ่งเกิดศึกสงครามย่อมๆ
“คุณหนูเจ้าคะ อย่าเพิ่งหลับเจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันงานเลี้ยงบุปผาในวังหลวงนะเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับนักหนาว่าห้ามสายเด็ดขาด”
เสียงแหลมสูงของเสี่ยวชิงกรีดแทงโสตประสาท ปลุกให้เสิ่นโยวโยวจำต้องลืมตาตื่นขึ้นจากนิทราอันแสนหวานด้วยความจำยอม นางถูกจับดึงขึ้นจากเตียงราวกับตุ๊กตาไร้วิญญาณ ก่อนจะถูกรุมทึ้งด้วยบรรดาสาวใช้ที่พากันนำชุดหรูหรา เครื่องประดับ และเครื่องประทินโฉมเข้ามาประเคน
“หนัก” เสิ่นโยวโยวครางเสียงอ่อย เมื่อปิ่นทองคำฝังทับทิมอันเท่าไข่ไก่ถูกเสียบลงบนมวยผม ตามด้วยปิ่นระย้าอีกสามอันที่แกว่งไกวกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
“ต้องหนักสิเจ้าคะ นี่คือชุดเครื่องประดับ ‘หงส์เหินเวหา’ ที่ท่านกั่วกงสั่งทำพิเศษเพื่อท่านโดยเฉพาะ ใครเห็นเป็นต้องตะลึงในความร่ำรวยและงดงาม” เสี่ยวชิงกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
เสิ่นโยวโยวถอนหายใจยาวเหยียด ‘ตะลึงในความรวยหรือตะลึงในความบ้าหอบฟางกันแน่ บนหัวข้านี่หนักรวมกันน่าจะสามชั่งได้ คอข้าจะหักไหมเนี่ย อยากถอดทิ้งแล้วกลับไปนอนจัง’
นางมองเงาสะท้อนในคันฉ่อง สตรีตรงหน้างดงามหยดย้อยดั่งเทพธิดาจำแลง อาภรณ์ผ้าไหมต่วนสีม่วงอ่อนปักลายดอกโบตั๋นด้วยดิ้นเงินขับเน้นผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่น ทว่าแววตาของนางกลับฉายความเบื่อโลกออกมาอย่างชัดเจน
“ไปกันเถิดเจ้าค่ะ รถยามารอแล้ว”
ตลอดการเดินทางเข้าสู่วังหลวง เสิ่นโยวโยวนั่งสัปหงกในรถม้าหรูหรา นางพยายามจินตนาการว่าแรงกระแทกของล้อรถที่บดเบียดไปกับถนนหินคือจังหวะของเปลไกว เพื่อกล่อมตัวเองให้หลับ แต่ความหนักของเครื่องหัวก็คอยปลุกนางให้ตื่นอยู่ร่ำไป
เมื่อมาถึงอุทยานหลวง บรรยากาศช่างตระการตา ดอกไม้นานาพันธุ์แข่งกันชูช่อบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวล เหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ต่างแต่งกายประชันโฉมกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เสียงพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกดังเซ็งแซ่
“น่ารำคาญ” เสิ่นโยวโยวพึมพำ
ทันใดนั้น เสียงประกาศก้องของขันทีก็ดังขึ้น
“ไท่เฟยเสด็จ ชินอ๋องเสด็จ”
สิ้นเสียง ทุกคนในงานต่างรีบยอบกายถวายความเคารพ เสิ่นโยวโยวที่กำลังแอบยืนหลับในท่ายืนจำต้องย่อเข่าลงตามระเบียบ แต่ด้วยน้ำหนักของเครื่องหัวทำให้นางเซเล็กน้อยจนเกือบหน้าคะมำ ดีที่เสี่ยวชิงประคองไว้ทัน
ขบวนเสด็จเคลื่อนผ่าน นางเห็น ‘จ้าวซูเฟย’ หรือไท่เฟย สตรีวัยกลางคนผู้ยังคงความงามสง่าแต่แววตาดุร้าย เดินเคียงคู่มากับ ‘เซียวจิ่งเหยียน’ ท่านอ๋องหน้านิ่งผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมาของนาง
สายตาของไท่เฟยกวาดมองไปรอบงาน ก่อนจะมาหยุดที่เสิ่นโยวโยว แววตานั้นเต็มไปด้วยความชิงชังรังเกียจอย่างปิดไม่มิด
“ลุกขึ้นเถิด” ไท่เฟยเอ่ยเสียงเรียบ
ทุกคนลุกขึ้นยืน ไท่เฟยเดินตรงดิ่งมาหาเสิ่นโยวโยวทันที บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบ ทุกคนต่างรอดู ‘ละครฉากใหญ่’ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าไท่เฟยเกลียดเสิ่นโยวโยวเข้าไส้
“เสิ่นโยวโยว วันนี้เจ้าแต่งกายได้ฉูดฉาดบาดตายิ่งนัก คิดจะมาแย่งซีนดอกไม้ในอุทยานหรืออย่างไร?” ไท่เฟยเหน็บแนมด้วยวาจาเชือดเฉือน
ไป๋หว่านหว่านที่เดินตามหลังมา รีบแสร้งทำเป็นไกล่เกลี่ย “ไท่เฟยเพคะ พี่หญิงรองคงมิได้ตั้งใจ นางเพียงแต่ เอ่อ รสนิยมอาจจะแตกต่างจากผู้อื่นเล็กน้อย”
เสิ่นโยวโยวเงยหน้ามองแม่ผัว ในอนาคตที่นางไม่อยากได้ และศัตรูหัวใจที่นางไม่อยากแย่งด้วยสายตาว่างเปล่า
นางย่อกายลงอีกครั้งอย่างชดช้อย “หม่อมฉันน้อมรับคำติชมเพคะ ไท่เฟยตรัสได้ถูกต้อง หม่อมฉันช่างไร้รสนิยม แต่งกายมาเพียงเพื่อหวังให้ไท่เฟยสำราญพระทัย หากไท่เฟยไม่โปรด หม่อมฉันยินดีจะไปนั่งหลบมุมให้ไกลที่สุด จะได้ไม่ระคายเคืองพระเนตรเพคะ”
ทุกคนในงานอ้าปากค้าง นี่คือเสิ่นโยวโยวคนเดิมที่มักจะเถียงคำไม่ตกฟากหรือ? ทำไมนางถึงยอมรับผิดง่ายดายปานนี้? แถมยังเสนอตัวจะไปไกลๆ อีก?
เซียวจิ่งเหยียนที่ยืนอยู่ข้างมารดา หรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า ทันใดนั้นเสียงในใจของนางก็ดังเข้ามาในหัวเขา
‘ยายแก่หนังเหนียวนี่บ่นอะไรแต่เช้า? ชุดข้ามันหนักหัวท่านหรือไง? แล้วนี่ยืนนานๆ มันเมื่อยนะรู้ไหม ขาข้าสั่นพั่บๆ แล้วเนี่ย รีบๆ ไล่ข้าไปสิ ข้าเล็งศาลาริมน้ำตรงนู้นไว้ ลมเย็นน่านอนชะมัด ไล่สิ ไล่ข้าที’
มุมปากของท่านอ๋องกระตุกยิก เขาพยายามกลั้นขำจนหน้าแดงก่ำ
ไท่เฟยเห็นลูกชายหน้าแดงก็นึกว่าเขาโกรธเคืองแทนตน จึงยิ่งได้ใจ “หึ รู้ตัวก็ดี เจ้ามันเป็นแค่ก้อนกรวด จะมาเทียบรัศมีดวงจันทร์ได้อย่างไร ไป๋หว่านหว่าน มานี่สิ มานั่งข้างเรา”
ไท่เฟยจูงมือไป๋หว่านหว่านเดินเชิดหน้าไปที่ที่นั่งประธาน ทิ้งเสิ่นโยวโยวไว้กลางวงล้อม
เสิ่นโยวโยวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘รอดแล้ว ขอบคุณความปากร้ายของท่าน ข้าไปล่ะ’
นางค่อยๆ ถอยฉากออกมาอย่างเนียนๆ อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังสนใจการแสดงดนตรีของไป๋หว่านหว่าน หลบเลี่ยงสายตาผู้คนไปยังมุมอับของอุทยาน
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อหน่ายตามความคาดหมาย มีการบรรเลงกู่เจิง ที่เสิ่นโยวโยวคิดว่าเหมือนเสียงแมวขู่นิดหน่อย การร่ายกลอน ที่นางฟังไม่รู้เรื่อง และการจับกลุ่มนินทา
เสิ่นโยวโยวพาตัวเองมาถึงศาลาหินหลังเก่าที่ถูกพุ่มไม้บดบังสายตา มันเงียบสงบและร่มรื่น นางสั่งให้เสี่ยวชิงไปดูต้นทางและหาของกินมาเพิ่ม ส่วนตัวเองก็จัดแจงถอดปิ่นปักผมอันหนักอึ้งออกวางกองไว้บนโต๊ะหิน
“อ่า หัวเบาขึ้นเยอะ” นางสะบัดผมยาวสลวยให้คลายตัว ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนราบไปกับม้านั่งหินยาว โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนบางปิดบังใบหน้าเพื่อกันแสงแดดและสายตาคน หากมีใครหลงเข้ามา
เสียงดนตรีแว่วมาไกลๆ คล้ายเพลงกล่อมเด็ก ลมพัดเย็นสบาย กลิ่นหอมของดอกไม้ชวนให้เคลิ้มฝัน ไม่นานนัก ลมหายใจของนางก็สม่ำเสมอ เข้าสู่ห้วงนิทราโดยสมบูรณ์
ทางด้านเซียวจิ่งเหยียน แม้กายจะนั่งเป็นประธานอยู่เคียงข้างมารดา แต่จิตใจและความสนใจของเขากลับลอยหายไปพร้อมกับสตรีชุดม่วงที่หายตัวไปพักใหญ่
“นางไปไหนของนาง?” เขาคิดด้วยความสงสัยปนหงุดหงิด ปกติเสิ่นโยวโยวต้องพยายามทำตัวเด่นเรียกร้องความสนใจจากเขา แต่วันนี้นางหายไปเลย
“จิ่งเหยียน จิ่งเหยียน” เสียงไท่เฟยเรียกทำให้เขาได้สติ
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่”
“ดูน้องหว่านหว่านดีดกู่เจิงสิ ไพเราะจับใจยิ่งนัก เจ้าว่าไหม?”
“พ่ะย่ะค่ะ ไพเราะมาก” เขาตอบไปตามมารยาท แต่ในใจกลับคิดถึงเสียงบ่นเรื่อง ‘ขาหมู’ ของใครบางคนมากกว่า
เมื่อสบโอกาส เซียวจิ่งเหยียนจึงแสร้งทำเป็นขอตัวไปเปลี่ยนอิริยาบถ เขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินในอุทยาน โดยใช้สัญชาตญาณ และการเดาจากนิสัยขี้เกียจของนาง นำทาง
เขาเดินผ่านพุ่มดอกโบตั๋น เลี้ยวผ่านภูเขาจำลอง จนกระทั่งมาถึงศาลาหินหลังเก่าที่เงียบสงบที่สุดในอุทยาน
และที่นั่น เขาพบ ‘ก้อน’ สีม่วงอ่อน นอนยาวเหยียดอยู่บนม้านั่ง
เครื่องประดับทองคำราคาแพงถูกกองทิ้งไว้เหมือนขยะ รองเท้าปักลายดอกท้อถูกถอดวางระเกะระกะข้างหนึ่งหงายข้างหนึ่งคว่ำ ร่างบางนอนนิ่งสนิท มีเพียงผ้าเช็ดหน้าสีขาวปิดหน้าอยู่
เซียวจิ่งเหยียนค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปใกล้ พยายามไม่ให้เกิดเสียง
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงความคิดของนางอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงบ่น มันเป็นความฝัน
‘อืม สระสุรา หอมจัง ว่ายน้ำในเหล้าดอกท้อ อ้า เป็ดย่างบินได้ มาให้ข้ากัดซะดีๆ เจ้าเป็ดน้อย’
ท่านอ๋องหนุ่มถึงกับชะงัก คิ้วกระตุกยิกๆ นี่นางฝันถึงเรื่องกินแม้กระทั่งตอนนอนกลางวันแสกๆ ในวังหลวงเนี่ยนะ?
เขาเอื้อมมือไปค่อยๆ ดึงผ้าเช็ดหน้าที่ปิดหน้าของนางออก เพื่อดูหน้าสตรีไร้ยางอายผู้นี้ให้ชัดๆ
ภาพที่ปรากฏทำเอาชินอ๋องผู้เย็นชาถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่
เสิ่นโยวโยวหลับสนิท ใบหน้างามแดงระเรื่อด้วยความร้อน ขนตายาวงอนทาบลงบนแก้ม ริมฝีปากเผยอน้อยๆ และที่มุมปากนั้น มีหยาดน้ำใสๆ ไหลย้อยลงมาเป็นทางยาว เปียกชุ่มแก้มเนียนและไหลลงสู่คอเสื้อ
“….”
เสียงในฝันยังคงดำเนินต่อไป
‘ง่ำๆ ขาหมูนี้เหนียวจัง เคี้ยวไม่เข้า ท่านอ๋องบ้า ขาหมูหน้าเหมือนท่านอ๋องเลย งับหัวซะเลยนี่ แฮร่’
เซียวจิ่งเหยียนมองดูนางทำปากขมุบขมิบเหมือนกำลังเคี้ยวอะไรสักอย่าง ซึ่งในฝันคงเป็นหัวของเขา ความโกรธเคืองที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความขบขันและความเอ็นดูอย่างประหลาด
“เจ้าเป็นสตรีชนิดใดกันแน่ เสิ่นโยวโยว” เขากระซิบเบาๆ
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าของนางมาเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากให้อย่างเบามือ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยแม้แต่น้อย สัมผัสที่แก้มเนียนนุ่มทำให้หัวใจที่ด้านชาของแม่ทัพหนุ่มเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าคนดังใกล้เข้ามา เซียวจิ่งเหยียนรีบดีดตัวผละออก ยัดผ้าเช็ดหน้าคืนใส่มือนาง แล้วเร้นกายหายไปหลังพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว
ผู้ที่เข้ามาคือเสี่ยวชิง ที่หอบขนมกุ้ยฮวาจานใหญ่มาด้วย
“คุณหนูเจ้าคะ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวคนอื่นจะมาเห็นเข้า” เสี่ยวชิงปลุกเจ้านาย
เสิ่นโยวโยวลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ นางยกมือขึ้นเช็ดปาก แล้วมองคราบน้ำบนหลังมือด้วยความงุนงง
“อ้าว น้ำลายไหลตั้งแต่เมื่อไหร่?” นางพึมพำ ก่อนจะมองไปรอบๆ “เมื่อกี้เหมือนฝันเห็นตาอ๋องหน้ายักษ์มาเช็ดปากให้ บรื๋อ ฝันร้ายชัดๆ สงสัยจะหิวจนหลอน”
นางคว้าขนมกุ้ยฮวาจากมือเสี่ยวชิงเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “กลับกันเถอะเสี่ยวชิง ข้าเบื่องานนี้จะแย่แล้ว อยากกลับไปนอนเตียงนุ่มๆ ที่จวน ฝันเมื่อกี้ยังค้างคาอยู่เลย ข้ายังกินเป็ดย่างไม่หมดตัว”
คุณหนูรองตระกูลเสิ่นลุกขึ้นจัดเสื้อผ้า สวมรองเท้า แบบเหยียบส้นเพราะขี้เกียจก้มใส่ดีๆ แล้วเดินจากศาลาไป โดยทิ้งภาพลักษณ์กุลสตรีไว้เบื้องหลัง และทิ้งหัวใจดวงน้อยๆ ของท่านอ๋องที่แอบมองอยู่ให้ปั่นป่วนเล่น
เซียวจิ่งเหยียนมองตามหลังนางไป พลางยกมือกุมหน้าอกข้างซ้ายตัวเอง
“น้ำลายยืดขนาดนั้น เหตุใดเปิ่นหวางถึงมองว่าน่ารัก?” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจ “สงสัยเปิ่นหวางคงต้องไปตรวจเช็คสายตา หรือไม่ก็สมองเสียแล้วกระมัง”
งานเลี้ยงบุปผาจบลงด้วยความทรงจำที่แตกต่างกันของแต่ละคน ไท่เฟยจำได้ว่านางกำราบสะใภ้ตัวแสบได้สำเร็จ ไป๋หว่านหว่านจำได้ว่านางได้รับคำชมท่วมท้น ส่วนเสิ่นโยวโยว จำได้แค่ว่าศาลาหินนั้นแข็งไปหน่อย คราวหน้าต้องพกหมอนมาด้วย
และสุดท้าย สำหรับเซียวจิ่งเหยียน ภาพจำของวันนี้คือใบหน้ายามหลับที่เปรอะเปื้อนน้ำลาย และเสียงความคิดที่ตะโกนก้องในหัวเขาว่า ‘งับหัวท่านอ๋อง’
มันช่างเป็นงานเลี้ยงที่ ยากจะลืมเลือนจริงๆ