บทที่ 3: แผนการร้าย ที่ไม่มีจริง
แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านแมกไม้ลงมายังเรือนเหมันต์รำเพย ก่อให้เกิดเงาร่มรื่นที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม สายลมพัดเอื่อยเฉื่อยหอบเอากลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุ้ยฮวาเข้ามาแตะจมูก บรรยากาศช่างเป็นใจแก่การนิทรายิ่งนัก
เสิ่นโยวโยวในชุดลำลองสีฟ้าอ่อนเนื้อบางเบา นอนเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้จันทน์ที่ปูทับด้วยขนสุนัขจิ้งจอกขาวนุ่มนิ่ม มือข้างหนึ่งถือพัดกลมโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน อีกข้างหยิบองุ่นลูกโตเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
“ชีวิตดีๆ หาได้ที่ไหน” นางพึมพำในใจ “ไม่มีงาน ไม่มีเจ้านาย ไม่มีลูกค้าประสาทแดก มีแต่ของกินกับที่นอน นี่มันสวรรค์ชั้นเจ็ดชัดๆ”
ทว่าความสุขมักผ่านไปไวเหมือนโกหก เสียงฝีเท้าเร่งรีบของเสี่ยวชิงดังขึ้นทำลายความสงบ
“คุณหนูเจ้าคะ แย่แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูไป๋.. คุณหนูไป๋หว่านหว่านมาขอพบเจ้าค่ะ”
เสิ่นโยวโยวชะงักมือที่กำลังจะหยิบองุ่น คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
‘ไป๋หว่านหว่าน? อ้อ แม่นางเอกดอกบัวขาวในนิยาย นังตัวดีที่ชอบทำหน้าเหมือนโดนรังแกแต่ลับหลังถือมีดรอแทงข้างหลังนั่นน่ะหรือ? มาทำไมตอนนี้คนจะนอน’
“บอกนางว่าข้าไม่อยู่” เสิ่นโยวโยวตอบเสียงเรียบ
“ไม่ได้นะเจ้าคะ นางเข้ามาถึงหน้าประตูเรือนแล้ว แถมยังพาบ่าวไพร่มาเพียบ อ้างว่านำยาบำรุงมาเยี่ยมไข้ท่าน หากท่านไล่นางกลับ จะถูกครหาว่าใจจืดใจดำรังแกญาติผู้น้องนะเจ้าคะ”
เสิ่นโยวโยวถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางจำได้ว่าในนิยายเดิม ไป๋หว่านหว่านเป็นญาติห่างๆ ที่มาอาศัยใบบุญตระกูลเสิ่น ภายนอกดูอ่อนหวานเรียบร้อย แต่ภายในริษยาเสิ่นโยวโยวที่มีทุกอย่างเพียบพร้อม วันนี้ที่นางมาคงมิใช่มาเยี่ยมไข้ แต่มาสมน้ำหน้าที่นางถูกท่านอ๋องตำหนิเมื่อเช้ามากกว่า
“น่ารำคาญจริง” เสิ่นโยวโยวบ่นอุบ แต่ก็จำใจลุกขึ้นนั่งจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ “เอ้า ให้เข้ามา เร็วๆ เข้า จะได้รีบๆ กลับไป”
ณ มุมหนึ่งบนหลังคาเรือนเหมันต์รำเพย
เงาร่างสายหนึ่งหมอบซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ กลมกลืนไปกับกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ เซียวจิ่งเหยียน ชินอ๋องผู้เกรียงไกร กำลังทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำในชีวิตนี้ นั่นคือการแอบฟังสตรีในเรือนหลัง
หลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้า ความสงสัยในใจเขาปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟ เขาไม่อาจสลัดเสียงความคิดประหลาดของเสิ่นโยวโยวออกจากหัวได้ เขาจึงย้อนกลับมาเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่า นางเป็นจิ้งจอกหรือปีศาจ หรือเป็นเพียงสตรีวิปลาส หรือเขากันแน่ที่วิปลาส
“เปิ่นหวางแค่อยากรู้ความจริง มิได้ใส่ใจนางแม้แต่น้อย” เขาบอกกับตัวเองในใจ
ทันใดนั้น ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งเดินเยื้องย่างเข้ามาในเรือน นางสวมชุดสีชมพูอ่อนดูบอบบางน่าทะนุถนอม ใบหน้าแต้มเครื่องสำอางบางเบาดูไร้เดียงสา นี่คือ ‘ไป๋หว่านหว่าน’ สตรีที่เขาเคยรู้สึกเอ็นดูในความเรียบร้อยของนาง
“พี่หญิงรอง” ไป๋หว่านหว่านเอ่ยเสียงเครือ ใบหน้าฉายแววห่วงใย “น้องได้ข่าวว่าท่านถูกท่านอ๋องกริ้วหนัก น้องเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ รีบนำโสมคนพันปีมาเยี่ยมอาการท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
เสิ่นโยวโยวนั่งพิงหมอนใบใหญ่ มองการแสดงตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
“ข้าสบายดี” นางตอบสั้นๆ
ไป๋หว่านหว่านชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเย็นชา แต่นางก็รีบปรับสีหน้า ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตา “พี่หญิงรอง ท่านอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองท่านอ๋องเลยนะเจ้าคะ ท่านอ๋องเป็นคนตงฉิน ย่อมไม่ชอบเรื่องเล่ห์เหลี่ยมวางยา น้องเคยเตือนท่านแล้วว่าอย่าทำเช่นนั้น แต่ท่านก็ไม่ฟัง”
คำพูดดูเหมือนปลอบโยน แต่ทุกประโยคล้วนเป็นการตอกย้ำความผิดของเสิ่นโยวโยวและยกตนข่มท่านทั้งสิ้น
บนหลังคา เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้ว เขาเพิ่งตระหนักว่าวาจาของไป๋หว่านหว่านฟังดูแปร่งหูชอบกล แต่ก่อนเขาคงคิดว่านางหวังดี แต่พอลองฟังดีๆ นี่มันการเหยียบย่ำซ้ำเติมชัดๆ
ทันใดนั้น เสียงความคิดของเสิ่นโยวโยวก็ดังแทรกเข้ามาในหัวเขา ชัดเจนระดับสเตอริโอ
‘โอย แม่คุณ จะดราม่าไปถึงไหน? น้ำเสียงดัดจริตจนขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย พูดมากจัง น้ำลายไม่บูดหรือไง? ข้าอยากนอนโว้ย เมื่อไหร่จะกลับ’
เซียวจิ่งเหยียนเกือบจะหลุดขำออกมา เขาต้องรีบยกมือปิดปาก
ในห้องเสิ่นโยวโยวเริ่มทนไม่ไหว นางไม่อยากเสียเวลากับการปะทะคารม นางอยากตัดบทให้จบๆ ไป จะได้กลับไปนอนต่อ
“น้องหญิงหว่านหว่าน” เสิ่นโยวโยวเอ่ยขัดจังหวะการรำพันของอีกฝ่าย “เจ้ารักข้าและเป็นห่วงข้ามากกระนั้นหรือ?”
ไป๋หว่านหว่านรีบพยักหน้า “แน่นอนเจ้าค่ะ น้องรักและเคารพพี่หญิงรองดั่งพี่สาวแท้ๆ”
“ดี” เสิ่นโยวโยวแสยะยิ้ม ที่ไป๋หว่านหว่านมองว่าดูใจดีผิดปกติ นางหันไปหยิบกำไลหยกเนื้อดีบนโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นมา กำไลวงนี้เป็นของพระราชทานราคาแพงระยับ
“ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก เห็นเจ้าแต่งตัวซอมซ่อ เอ้อ เรียบง่ายเช่นนี้ ข้าในฐานะพี่สาวก็อดสงสารไม่ได้ เอานี่ไปสิ”
นางยัดกำไลหยกใส่มือไป๋หว่านหว่าน
“พะ พี่หญิงรอง นี่มันของล้ำค่า” ไป๋หว่านหว่านตาโตด้วยความโลภ แต่ปากยังแสร้งปฏิเสธ
“รับไปเถอะ” เสิ่นโยวโยวโบกมือ “ถือเป็นค่า เอ้ย เป็นของขวัญตอบแทนน้ำใจที่เจ้าอุตส่าห์เดินตากแดดมาหาข้า เอาไปแล้วก็รีบกลับไปพักผ่อนเถิด แดดแรงเดี๋ยวผิวจะเสีย”
‘เอาไปแล้วรีบไสหัวไปซะ กำไลนั่นหนักข้อมือจะตาย ใส่แล้วเมื่อย เอาไปขายกินยังดีกว่ามานั่งทนฟังเจ้าพล่าม เร็วๆ สิ รับแล้วก็ออกไป ชิ้วๆ’
เสียงในใจที่เกรี้ยวกราดขัดกับใบหน้ายิ้มแย้มของนาง ทำให้เซียวจิ่งเหยียนที่แอบฟังอยู่ถึงกับตะลึง นางยอมเสียกำไลหยกเนื้อดีราคาหลายพันตำลึง เพียงเพื่อ ไล่คนกลับบ้านเพราะอยากนอน?
ช่างเป็นการลงทุนที่บ้าบิ่นและสิ้นเปลืองที่สุด
ไป๋หว่านหว่านเมื่อได้ของมีค่าก็ลืมบทโศกทันที นางรีบยอบกายคารวะ “ขอบพระคุณพี่หญิงรอง พี่หญิงรองเมตตาน้องจริงๆ เช่นนั้นน้องไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแล้ว น้องขอตัวลาเจ้าค่ะ”
นางรีบถอยฉากออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวเสิ่นโยวโยวจะเปลี่ยนใจขอคืน
ทันทีที่เงาหลังของไป๋หว่านหว่านลับสายตา รอยยิ้มบนหน้าเสิ่นโยวโยวก็หุบฉับลงทันที เปลี่ยนเป็นใบหน้าเบื่อโลกเช่นเดิม
“เสี่ยวชิง ปิดประตู” นางตะโกนสั่ง
“คะ คุณหนู นั่นกำไลหยกพระราชทานนะเจ้าคะ ท่านให้คุณหนูไป๋ไปง่ายๆ แบบนั้น” เสี่ยวชิงโอดครวญด้วยความเสียดาย
เสิ่นโยวโยวทิ้งตัวลงบนตั่งนุ่มๆ อีกครั้ง ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้ แต่เวลานอนของข้า ถ้าเสียไปแล้วมันเรียกคืนมาไม่ได้นะเสี่ยวชิง อีกอย่าง กำไลนั่นสีเขียวนั้นไม่เข้ากับชุดข้าสักชุด ให้ๆ นางไปเถอะ ถือว่าทำทาน”
‘เฮ้อ ในที่สุดโลกก็สงบสุข เงียบกริบ นี่แหละคือเสียงที่ไพเราะที่สุด’
บนหลังคา เซียวจิ่งเหยียนมองสตรีที่กำลังจัดท่าทางเตรียมเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เดิมทีเขาคิดว่านางอาจจะวางแผนซ้อนกล ใช้ไป๋หว่านหว่านเป็นเครื่องมือ หรือแสร้งทำดีเพื่อหวังผล แต่สิ่งที่เขาได้ยินจากใจนางกลับมีแต่ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะ “ขี้เกียจ”
นางไม่ได้โง่ นางรู้ว่าไป๋หว่านหว่านเสแสร้ง แต่นางคร้านจะถือสาหาความ หรือแม้แต่คร้านจะสั่งสอน จึงใช้เงินแก้ปัญหาให้จบๆ ไป
“น่าสนใจ” มุมปากของท่านอ๋องหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว “สตรีผู้นี้ ช่างคาดเดาไม่ได้จริงๆ”
เขาเตรียมจะดีดตัวกลับ แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเสิ่นโยวโยวที่กำลังดิ้นขลุกขลักอยู่ในผ้าห่ม
“โอ๊ย ลืมไปเลย” เสียงบ่นพึมพำดังขึ้น
‘ลืมสั่งเสี่ยวชิงให้เตรียมของว่างรอบบ่าย อยากกินบัวลอยน้ำขิงจัง แป้งหนึบๆ น้ำขิงร้อนๆ แต่ถ้าเรียกเสี่ยวชิงตอนนี้ ก็ต้องลุกขึ้นมาพูดอีก ขี้เกียจพูดแล้ว ช่างเถอะ นอนฝันเอาก็ได้’
เซียวจิ่งเหยียน “......”
ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นถึงกับกุมขมับ สรุปแล้วในหัวของนางมีเรื่องอื่นนอกจากเรื่อง ‘กิน’ กับ ‘นอน’ บ้างหรือไม่?
เขาส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาเหินร่างจากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเข้าสู่ห้วงนิทราสมใจปรารถนา โดยหารู้ไม่ว่า พฤติกรรมปลาเค็มของนางได้ไปสะกิดต่อมความสนใจของมังกรหลับเข้าให้เสียแล้ว
ภายในห้องนอนที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เสิ่นโยวโยวหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ มุมปากยกยิ้มจางๆ อย่างมีความสุข
สำหรับนางแล้ว ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่การตบตีแย่งชิงบุรุษ หรือการวางแผนชิงดีชิงเด่นในเรือนหลัง แต่ชัยชนะที่แท้จริงคือการได้นอนหลับโดยไม่มีนาฬิกาปลุก และการได้ใช้เงินโดยไม่ต้องดูป้ายราคา
“โลกนี้น่าอยู่จัง” นางละเมอเบาๆ ก่อนจะพลิกตัวกอดหมอนข้างแน่น
และแล้วการใช้ชีวิตดั่งปลาเค็มก็จบลงด้วยความสงบ ที่แลกมาด้วยกำไลหยกหนึ่งวง นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในสายตาของเสิ่นโยวโยว ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งความเกียจคร้านเหนือสิ่งอื่นใด