บทที่ 2: เสียงในใจที่มิอาจปิดกั้น
บรรยากาศภายในโถงรับรองของจวนกั่วกงยามนี้หนักอึ้งราวก้อนหินพันชั่งกดทับ ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ บ่าวไพร่ต่างยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงก มิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ด้วยเกรงว่าจะระคายเคืองบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดงกลางห้อง
บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์สีดำขลิบทอง ลวดลายพยัคฆ์คำรามอันเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ชินอ๋อง’ ผู้บัญชาการกองทัพปีศาจ เซียวจิ่งเหยียน
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักจากหยกเนื้อดี ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับฉายแววเย็นชาเสียดกระดูก รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมารอบกายทำให้แมกไม้ในสวนคล้ายจะเหี่ยวเฉาลงในทันที เขามาที่นี่ด้วยโทสะที่ยังมิจางหาย จากเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนที่สตรีไร้ยางอายแห่งจวนกั่วกงบังอาจวางยาปลุกกำหนัดเขาในงานเลี้ยงน้ำชา
“เสิ่นโยวโยวอยู่ไหน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำเอาพ่อบ้านชราถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น
“ทะ ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ คุณหนูรอง เอ้อ คุณหนูรองกำลัง” พ่อบ้านอึกอัก ไม่กล้าทูลความจริงว่าคุณหนูของตนนั้นเพิ่งตื่นนอนและกำลังอิดออดไม่ยอมลุก
“นางคงกำลังแสร้งป่วยบีบน้ำตาอยู่กระมัง” เซียวจิ่งเหยียนแค่นเสียงในลำคอ มุมปากยกยิ้มเหยียดหยาม “ไปลากตัวนางออกมา เปิ่นหวางจะชำระความให้สิ้นซากวันนี้ แม้เสิ่นกั่วกงจะอยู่ก็อย่าหวังว่าใครจะปกป้องนางได้”
ณ เรือนเหมันต์รำเพย
“คุณหนูเจ้าคะ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ ท่านอ๋องมานั่งรอที่โถงใหญ่จนน้ำชาหมดไปสองกาแล้วนะเจ้าคะ” เสี่ยวชิงเขย่าร่างบางที่มุดตัวอยู่ใต้กองผ้าห่มนวมอย่างบ้าคลั่ง
เสิ่นโยวโยวส่งเสียงครางฮือในลำคออย่างขัดใจ มือเรียวปัดป่ายไปมาเหมือนกำลังไล่แมลงวัน “บอกเขาไปสิว่าข้าตายแล้ว ไม่ก็บอกว่าข้าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ใครเข้าใกล้จะหน้าเน่า ไป๊”
“คุณหนู ท่านจะเสียสติไปแล้วหรือ นั่นคือท่านอ๋องปีศาจนะเจ้าคะ ขืนท่านไม่ไป เขาได้เผาจวนเราแน่”
คำว่า ‘เผาจวน’ กระตุกต่อมความกลัว และความเสียดายที่นอน ของเสิ่นโยวโยวให้ทำงาน นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยอมลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาปรือปรอยเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้มาเยือน
“คนบ้าอะไร ตามจองเวรไม่เลิกรา ข้าอุตส่าห์เลิกยุ่งกับเขาแล้วแท้ๆ” นางบ่นพึมพำขณะปล่อยให้สาวใช้จับแต่งตัว
“คุณหนู วันนี้ท่านต้องแต่งกายให้ดูสำรวมนะเจ้าคะ ชุดสีขาวพิสุทธิ์นี้จะช่วยให้ท่านดูน่าสงสาร เผื่อท่านอ๋องจะเมตตา” เสี่ยวชิงหยิบชุดกระโปรงยาวสีขาวปักลายดอกบัวจางๆ ออกมา
“เอามาเถอะ อะไรก็ได้ที่ใส่ง่ายๆ ไม่หนัก” เสิ่นโยวโยวอ้าปากหาวหวอดๆ
เมื่อแต่งกายเสร็จ สตรีในคันฉ่องดูงดงามบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ใบหน้าที่ไม่ได้ผัดแป้งหนาเตอะกลับขับเน้นความงามตามธรรมชาติให้โดดเด่น ผิวพรรณขาวซีดเล็กน้อยยิ่งดูน่าทะนุถนอม หากเป็นบุรุษอื่นเห็นคงใจอ่อนยวบ
แต่สำหรับเสิ่นโยวโยว นางคิดเพียงว่า ‘รองเท้าคู่นี้พื้นแข็งชะมัด เดินไปถึงโถงใหญ่เท้าฉันคงระบมแน่ๆ รู้แบบนี้แกล้งขาหักซะก็ดี’
เมื่อเสิ่นโยวโยวเดินเข้ามาในโถงรับรอง บรรยากาศก็ยิ่งเย็นเยียบลงไปอีก นางสัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบที่จ้องมองมาเหมือนอยากจะฉีกร่างนางเป็นชิ้นๆ
นางค่อยๆ ย่อกายลงทำความเคารพอย่างชดช้อยตามความทรงจำของร่างเดิม กิริยามารยาทไร้ที่ติ
“เสิ่นโยวโยว คารวะท่านอ๋องเพคะ” เสียงหวานใสเอ่ยขึ้น แฝงความสั่นเครือเล็กน้อยตามบทบาทที่ควรจะเป็น
เซียวจิ่งเหยียนจ้องมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ปกติยามนางเจอเขา นางจะต้องพุ่งเข้าหาด้วยสายตาหิวกระหาย หรือไม่ก็แต่งกายฉูดฉาดบาดตา ทว่าวันนี้ นางดูสงบเงียบ เยือกเย็น และดูอ่อนล้า?
“หึ มารยาเก่งนักนะ” เขาเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าคิดว่าแสร้งทำเป็นอ่อนแอ แล้วเปิ่นหวางจะลืมเรื่องชั่วช้าที่เจ้าทำลงไปหรือ? การวางยาเชื้อพระวงศ์มีโทษประหารเก้าชั่วโคตร หากมิใช่เห็นแก่หน้าบิดาเจ้า วันนี้ศีรษะเจ้าคงหลุดจากบ่าไปแล้ว”
เสิ่นโยวโยวเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตา นางขบเม้มริมฝีปากแน่นราวกับสำนึกผิดสุดหัวใจ
“หม่อมฉันทราบความผิดแล้วเพคะ” นางเอ่ยเสียงเบาหวิว
‘ไอ้บ้าเอ๊ย จะตะคอกทำไมเนี่ย หูจะแตกอยู่แล้ว คนอุตส่าห์ยอมรับผิดดีๆ ยังจะมาขุดคุ้ยหาพระแสงอะไรอีก’
เซียวจิ่งเหยียนชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขาหันซ้ายแลขวา มองไปรอบๆ ห้อง
“ใคร? ใครพูด?” เขาตวาดเสียงดัง
พ่อบ้านและบ่าวไพร่สะดุ้งโหยง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก “ท่านอ๋อง ไม่มีผู้ใดพูดนะพ่ะย่ะค่ะ นอกจากท่านและคุณหนู”
เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วมุ่น เขาได้ยินชัดเจน เสียงสตรีที่แผดดังขึ้นมาเมื่อครู่ ทั้งหยาบคายและไร้ความเกรงใจ แต่ในห้องนี้มีเพียงเสิ่นโยวโยวที่เป็นสตรี
เขามองกลับมาที่นาง เสิ่นโยวโยวยังคงคุกเข่าก้มหน้า น้ำตาไหลรินอาบแก้มดูน่าเวทนา
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันสำนึกผิดจริงๆ เพคะ ที่ผ่านมาหม่อมฉันโง่เขลา หลงผิดทำเรื่องน่าละอาย ต่อไปนี้หม่อมฉันขอสาบานว่าจะไม่ไปปรากฏตัวให้ท่านระคายเคืองสายตาอีก” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
‘สาบานเลยเอ้า จบๆ ไปสักทีเถอะ หิวจะตายอยู่แล้ว เมื่อกี้เห็นเสี่ยวชิงยกขาหมูพะโล้ผ่านหน้าไป กลิ่นมันหอมยั่วน้ำลายชะมัด ถ้าอีตาอ๋องนี่ไม่รีบกลับไป ขาหมูของฉันต้องเย็นชืดแน่ๆ หนังหมูเด้งๆ ราดน้ำจิ้มเปรี้ยวๆ โอย ท้องร้องแล้วนะ’
“…..”
เซียวจิ่งเหยียนเบิกตากว้าง จ้องมองเสิ่นโยวโยวราวกับเห็นตัวประหลาด
ปากของนาง ปิดสนิท ใบหน้าของนาง เศร้าสร้อยระทมทุกข์ แต่เสียงที่เขาได้ยินในหัว มันคือเสียงของนางที่กำลังพรรณนาถึง ‘ขาหมูพะโล้’ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยตัณหาราคะยิ่งกว่าตอนที่นางบอกรักเขาเสียอีก
“เจ้า” เซียวจิ่งเหยียนชี้นิ้วไปที่นาง นิ้วมือสั่นระริก “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
เสิ่นโยวโยวเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ “หม่อมฉัน... หม่อมฉันกำลังสำนึกผิด คิดทบทวนความผิดบาปที่ตนก่อไว้เพคะ”
‘คิดว่าเมื่อไหร่แกจะไสหัวไปน่ะสิ ถามโง่ๆ คนเขาก็นั่งคุกเข่าจนเข่าด้านหมดแล้วเนี่ย เก้าอี้ก็มีไม่ให้นั่ง เป็นผู้ชายภาษาอะไร ไร้น้ำใจสิ้นดี กลับไปซะทีสิโว้ย’
เสียงความคิดที่เกรี้ยวกราดกระแทกเข้ามาในโสตประสาทของเซียวจิ่งเหยียนเต็มๆ ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้อง เขาถึงกับเซถอยหลังไปครึ่งก้าว
นี่มันวิชาคุณไสยอะไรกัน? หรือเขากำลังวิปลาส? เหตุใดเขาจึงได้ยินเสียงจิตใจที่ชั่วร้าย เอ้ย ที่ตะกละและขี้เกียจของนางได้?
เขาพยายามตั้งสติ สูดลมหายใจเข้าลึก “เสิ่นโยวโยว เจ้า เจ้าไม่ได้วางแผนเรียกร้องความสนใจจากเปิ่นหวางหรอกหรือ?”
เสิ่นโยวโยวส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาร่วงเผาะ “มิกล้าเพคะ ท่านอ๋องสูงส่งดั่งดวงตะวัน หม่อมฉันเป็นเพียงโคลนตม มิบังอาจเอื้อมอีกแล้ว”
‘เออ ไม่เอาแล้วจ้า ยกให้เปล่าๆ ยังโกรธเลย หล่อแต่ปากเสียแถมขี้โมโหแบบนี้ ใครได้ไปเป็นเมียคงอายุสั้น ข้าขออยู่เป็นโสดนอนกอดถุงเงินถุงทองดีกว่า บายค่ะ’
เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ความมั่นใจในเสน่ห์ของตนสั่นคลอน สตรีที่เคยตามตื๊อเขาแทบตาย บัดนี้ในใจนางกลับเห็นเขาเป็นตัวภาระที่ขัดขวางการนอน?
“เจ้า” เขากัดฟันกรอด อยากจะจับนางมาเขย่าถามความจริง แต่ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูอ่อนแอของนางขัดแย้งกับเสียงในใจจนเขาสับสนไปหมด
หากเขาลงโทษนางตอนนี้ คนภายนอกจะมองว่าเขารังแกสตรีที่สำนึกผิด แต่ถ้าปล่อยไป เขาก็คาใจกับเสียงประหลาดนี้เหลือเกิน
“เอาเถิด” เซียวจิ่งเหยียนสะบัดชายเสื้อคลุมอย่างหงุดหงิด “เห็นแก่ที่เจ้าสำนึกผิด และบิดาเจ้ามีความชอบต่อแผ่นดิน เปิ่นหวางจะละเว้นโทษตายให้ แต่โทษเป็นละเว้นไม่ได้”
เสิ่นโยวโยวสะดุ้ง ‘เฮ้ย ยังจะไม่จบอีกเหรอ? ไหนบอกว่ายกโทษให้ไง’
“เจ้าจงคัดคัมภีร์กุลสตรีสามประการมาส่งเปิ่นหวางหนึ่งร้อยจบ ภายในสามวัน หากทำไม่ได้ อย่าหวังว่าข้าจะให้อภัย”
ทิ้งคำสั่งประหารชีวิตทางอ้อมไว้เสร็จ เซียวจิ่งเหยียนก็สะบัดตูดเดินออกจากโถงรับรองไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังหนีบางสิ่ง
ทันทีที่แผ่นหลังกว้างหายลับไป เสิ่นโยวโยวที่คุกเข่าตัวสั่นก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากลางพื้นโถงรับรองทันที หมดสิ้นสภาพกุลสตรีผู้สำนึกผิด
“หนึ่งร้อยจบ” นางพึมพำตาลอย “ฆ่าฉันให้ตายเสียยังดีกว่า”
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านอ๋องไปแล้ว” เสี่ยวชิงรีบวิ่งเข้ามาประคอง “ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
เสิ่นโยวโยวโบกมืออย่างอ่อนแรง “เจ็บ.. เจ็บใจ ทำไมเขาไม่สั่งโบยข้าสักทีสองทีแล้วจบๆ ไป ให้มานั่งคัดหนังสือร้อยจบเนี่ยนะ? เขาใช้อะไรคิด”
นางถอนหายใจ ก่อนจะสูดจมูกฟุดฟิด “ช่างเถอะ ขาหมูพะโล้ยังร้อนอยู่ไหม?”
“เอ่อ ยังอุ่นอยู่เจ้าค่ะ”
“ดี” เสิ่นโยวโยวลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก พลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ “ไปยกมาให้ข้ากินเดี๋ยวนี้ กินเสร็จข้าจะไปนอน ใครหน้าไหนก็ห้ามกวน ส่วนเรื่องคัดหนังสือ เอาไว้ค่อยคิดชาติหน้าก็แล้วกัน”
และแล้วคุณหนูรองตระกูลเสิ่น ผู้เพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช ก็เดินลากขาด้วยท่าทางเกียจคร้าน มุ่งหน้าสู่โต๊ะอาหารโดยทิ้งความกังวลทุกอย่างไว้เบื้องหลัง มีเพียงสิ่งเดียวที่นางยึดถือในตอนนี้ คือคติประจำใจใหม่
‘งานการไม่ทำ นั่งๆ นอนๆ คือยอดคน’