ทางที่เลือก
ด้านคนในบ้าน
หวัง ลี่ อิง รีบจัดการให้ลูกน้อยกินข้าว ส่วนนางกินเรียบร้อยต้องแต่ในครัว ใบหน้าที่เมื่อวานยังซีดเซียวบัดนี้มีสีเลือดขึ้นนิดหน่อย
“กินข้าวก่อนค่อยออกไปสู่ศึก” เด็กที่ห่วงพ่ออย่างมู่ฉือขัดใจเล็กน้อยยามลี่อิงจับเขานั้งกินข้าวบนพื้น ในบ้านหลังนี้แม้แต่โต๊ะกินข้าวยังไม่มี เห้ออ
“ข้าห่วงท่านพ่อ” เด็กน้อยกอดอกอย่างขัดใจ นางทำเพียงแค่ยิ้มและยกมือขึ้นกอดอกบ้าง
“เจ้ากินข้าว เจ้าจะมีแรง ออกไปช่วยพ่อเจ้าได้ แม่แยกกับข้าวไว้ให้พ่อเจ้าเรียบร้อยแล้วอย่าห่วงเลย เรามาเติมพลังกันเถอะ ข้าจะออกไปช่วยพ่อเจ้าเอง แต่เจ้าต้องกินให้หมด เดี๋ยวคนพวกนั้นจะมาแย่งของดีๆของเจ้าไป“
เพียงเท่านั้นเจ้าเด็กที่เคยโดนแย่งของดีๆประจำรีบตัดใจและตักข้าวเข้าปากทันที ลี่อิงเห็นอย่างนั้นถึงกับรีบยกผ้าขึ้นซับน้ำตา ตอนย้ายไปบ้านป้าใหม่ๆ นางเองก็เคยโดนแย่งของดีๆไปเหมือนกัน
ฟุด ฟิด ฟุด ฟิด
”ท่านแม่ ท่านได้กลิ่นอะไรหรือไม่เจ้าคะ“ สะใภ้เล็กอย่างเซี่ยหลง ที่เมื่อวานไม่ได้มาด้วย รีบดมกลิ่นและกระซิบบอกแม่สามีทันที
”หืมจริงด้วย“ สะใภ้ใหญ่ที่ได้กลิ่นบางเบาก็รู้สึกเห็นด้วยจนแม่เฒ่าเหมยฮัวก็สูดดมเช่นกัน
“หนอยแน่ะ เจ้าเฟิงซี เจ้าคนไม่รู้คุณคน มีของดีไม่แบ่งคนแก่ในบ้านรึ วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย” แม่เฒ่าที่แรงมีอยู่มากเตรียมพุ่งตัวไปหาลูกเลี้ยงอย่างหวัง เฟิงซีทันที
“ใครตีผัวข้า ข้าจะตามทุบโอ่งน้ำให้สิ้น” สายตาดุคมตวัดมองไปยังโองน้ำที่เรียงรายตั้งชิดกำแพงสูงอย่างหมายมาด
“ตาเถร นะนั่น ผีรึ!!” แค่ได้ยินชาวบ้านพูดว่าผีก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันที หวังเฟิงซีมองไปที่ประตูบ้านที่มีร่างบางยืนถือไม้ทำฟืนอย่างหมายมั่นก็นึกขำ ชุดสีขาวยาวก่อมเท้าก่อมมือ ผมดกดำปล่อยยาวและใบหน้าซีดเผือดใครบ้างไม่คิดว่าเป็นผี
“ใจเย็นๆขอรับ!!” เขาต้องตะโกนถึง3รอบกว่าทุกอย่างจะปกติ
“เฟิงซีนั่นเมียเจ้าจริงๆหรือผี” ผู้ใหญ่บ้านรีบเดินมาถามเขาอย่างหวาดหวั่น
“นั่นคือเรื่องที่ข้าจะแจ้งขอรับ เมื่อคืนมีคนจากตระกูลฉือมาทำนายดวง จับเส้นและตรวจลมปราน จู่ๆนางก็ฟื้นขึ้นมา เช้านี้ข้าเลยมาแจ้งข่าวขอรับ ว่านางไม่เป็นไรแล้ว” เขาพูดจบ ลี่ อิง ก็เดินเข้ามาถึงตัวเขาพอดี ดีที่เมื่อคืนก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ลี่ อิง แนะนำวิธีให้เขาพูดเพื่อไม่ให้ทุกคนแตกตื่น ชาวบ้านบางคนอาจหาญแตะเนื้อเธออย่างต้องการความจริง
“ข้ายังไม่ตาย” นางพยักหน้ายืนยันกับแม่เฒ่าอุ่ยที่ในความทรงจำเหมือนท่านจะดีกับลูกของนางอย่างใจจริง
“ดีใจจริงๆที่ไม่ต้องเห็นมู่ฉือทำหน้าเศร้า” นางส่งยิ้มให้จนแม่เฒ่าอุ่ยผงะไป ตั้งแต่แต่งงานและย้ายเข้ามาที่นี่ นางลี่ อิงคนนี้ไม่เคยมีไมตรีกับใครทั้งนั้น
“แล้วเรื่องที่ให้พวกเรามาเจ้ามีอย่างอื่นอีกรึเฟิงซี” ผู้ใหญ่บ้านที่ถูกเขาเดินไปตามรีบเอ่ยถาม เหมือนบ้านนี้จะมีปัญหากับบ้านใหญ่มานาน จนบางทีเขาอยากสนับสนุนให้แยกบ้านออกไปเสีย เพราะแค่นี้สามคนพ่อแม่ลูกก็น่าสงสารจนพูดไม่ออก
“ของที่ข้าฝากไว้ ท่านลุงเอามาด้วยหรือไม่ขอรับ” เขารีบเข้าเรื่องทันที ก่อนทุกอย่างจะบานปลาย
“เอามาๆ” กระดาษแผ่นบางเก่าครึถูกหยิบออกมายื่นให้เขา
“นะนั่น โฉนดที่!!” แม่เฒ่าเหมยฮัวเอื้อมมือหมายจะหยิบกระดาษแผ่นนั้นไป แต่ ลี่ อิงที่ไวกว่ากลับคว้ามาและใส่แนบไว้ในเสื้อตัวใน
“ของๆผัวข้า ท่านแม่มิควรฉกฉวย” นางขยับเข้าไปใกล้คนเป็นสามีก่อนจะกระซิบถามเบาไม่สนเสียงโวยวายของแม่สามีสักนิด
“เจ้าใช้แซ่หวัง แต่คนพวกนี้ไม่ใช่แซ่หวัง แซ่ของแม่เจ้าใช่หรือไม่” เขาพยักหน้าน้อยๆใบหน้ายังงงๆไม่รู้ว่านางจะทำเช่นไร
“โฉนดนี้ชื่อเจ้าใช่หรือไม่” เขาก็พยักหน้าอีก
“เจ้าจะเอาออกมาให้บ้านใหญ่ใช่หรือไม่” มาถึงตรงนี้ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าทำไมเขาได้ยินเสียงกัดฟันกรอดเช่นนี้ ก่อนจะพยักหน้าอีกที
“ช่วยกางปีกปกป้องข้ากับลูกก็พอ เจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าต้องปกป้องข้า กับมู่ฉือ!!” คำพูดเพียงเท่านั้นในใจเขากลับหึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ท่านแม่ พวกข้าตระกูลหวัง ที่ท่านไม่รับเข้าตระกูล มีความผิดอันใดมากมายถึงขั้นด่าว่าสามีข้ารุนแรงถึงเพียงนี้” น้ำตาเม็ดเล็กที่นางสูดลมหายใจเข้า2ทีก็ไหลออกมาอย่างง่ายดายทำคนเป็นสามีอย่าง หวังเฟิงซีถึงกับนิ่งอึ้ง
“ข้าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ย้อนนึกถึงสิ่งที่แล้วมา หลานตัวเล็กๆอย่างมู่ฉือของข้า ท่านก็ไม่ต้อนรับ บัดนี้ยามคนในเรือนแม่ข้ามาเยี่ยมเยียน เอาของบำรุงมาให้ เหตุใดท่านจึงด่าทอสามีข้าว่าเนรคุณเล่า” เสียงชาวบ้านที่มามุงดูต่างประนามและเห็นด้วยกับสิ่งที่นางพูด โดยมีเด็กรู้งานอย่างมู่แอกอดคนเป็นแม่ร้องไห้อย่างหน้าสงสาร
“โถ่ เจ้าช่างใจร้ายเหลือเกินเหมยฮัว เด็กตาดำๆอย่างมู่ฉือเจ้าก็ไม่เว้นรึ” แม่เฒ่าอุ่ยออกปากว่าคนบ้านใหญ่ก่อนใคร ก่อนจะมีลูกบ้านคนอื่นๆพร้อมใจกันส่งเสียงอึกกระทึกจนตอนนี้นางเหมยฮัวและลูกสะใภ้ทั้งสามอับอายถึงที่สุด
“ท่านลุง ข้ากับสามี ไม่มีเงินแม้แต่ตำลึงเดียว แต่แม่เลี้ยงสามีข้ากลับอยากให้พวกข้าย้ายออกจากตระกูลฮัว ข้ากับสามีจึงปรึกษา อยากขายที่ดินตรงนี้ แล้วย้ายไปอยู่ที่ของแม่สามีข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” สายตาเว้าวอนทำผู้ใหญ่บ้านและผู้นำตระกูลสงสารจับใจ
เรื่องการถูกข่มเหงจากบ้านใหญ่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่พ่อและแม่ของเฟิงซีจากไปแล้ว แต่เพราะเจ้าตัวไปปริปากพูด พวกเขาจึงไม่ยุ่ง เห็นทีครานี้คงตัดขาดจริงๆเสียที เหตุที่เมื่อนาง ลี่ อิง ตายตระกูลบ้านใหญ่กลับไม่ให้ฝังที่ที่ดินตระกูล ดีที่นางฟื้นก่อน ถือว่ามีบุญอยู่มาก
“เจ้าตัดสินใจได้เฟิงซี พ่อเจ้ามอบที่ดินผืนนี้ให้เจ้า ทุกคนเป็นพยานใครก็คัดค้านไม่ได้” ผู้นำตระกูลเอ่ยอย่างโอบอ้อมอารี
