บทที่ 4 อยากบวช
ด้านซ่งเป่าจูเมื่อวิ่งมาถึงเรือนใหญ่ก็พบว่าบิดามารดากำลังกินเนื้อย่างอยู่พอดี นางจึงรีบเข้ามาร่วมวงด้วยทันที นางถูกใจเนื้อย่างเจ้านี้จริงๆรสชาติดีมากและน้ำราดยังยอดเยี่ยมอีกด้วย นางจดจำร้านนี้เอาไว้แล้ว ไว้มีเวลานางจะแวะไปอุดหนุนร้านดีๆ เช่นนี้อย่างแน่นอน
หลังจากกินอิ่มแล้วนางก็ล้างไม้ล้างมือ รู้สึกว่าตนเองมีความสุขที่สุดแล้วตั้งแต่ใช้ชีวิตมา คหบดีซ่งและนางหลินที่เห็นว่าบุตรสาวดูมีความสุขมากก็ยิ้มเต็มใบหน้า
“เมื่อครู่เจ้าคงได้พบกับท่านอ๋องแล้วสินะลูกแม่ เป็นอย่างไร เขาถามไถ่อาการป่วยของเจ้าหรือไม่?”
นางหลินเอ่ยถามบุตรสาวอย่างกระตือรือร้น คหบดีซ่งเองก็รอฟังคำตอบเช่นเดียวกัน ซ่งเป่าจูหันมามองบิดามารดาก่อนจะเอ่ย
“เจอแล้วเจ้าค่ะ ข้าเผลอพ่นเมล็ดพุทราใส่หัวเขาไป”
“หา!”
คหบดีซ่งลมแทบจับแต่กลับไม่กล้าเอ่ยวาจาตำหนิบุตรสาวด้วยถ้อยคำรุนแรง ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก
“จูจูลูกพ่อ วันหน้าเจ้าจะต้องเป็นภรรยาของเขาอย่างไรเจ้าก็ช่วยเคารพเขาสักหน่อยเถอะ อย่าได้ทำตัวไม่รู้ความ พ่อไม่ได้ว่าเจ้านะต่อไปหลังจากที่เจ้าแต่งงานแล้วก็ต้องดูแลเขาให้ดี ช่างเถอะ คิดว่าพ่อไม่ได้พูดก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นว่าภรรยาส่งสายตาไม่พอใจมาให้ คหบดีซ่งจึงไม่กล้าเอ่ยวาจาต่อว่าบุตรสาวอีก ด้านนางหลินก็ยื่นมือมาลูบศีรษะของบุตรสาวด้วยความรักใคร่
“ช่างเถอะ ท่านอ๋องคงไม่ถือสาเจ้าหรอก จริงสิ วันมะรืนนี้ฝ่าบาทมีรับสั่งให้พวกเราเดินทางเข้าวังหลวงไปร่วมงานเลี้ยง นี่เป็นงานเลี้ยงภายในเชียวนะ ฝ่าบาทบอกว่าอีกไม่นานเจ้าและท่านอ๋องก็จะแต่งงานเกี่ยวดองกันแล้ว จึงอยากชวนไปกินอาหารร่วมกันสักมื้อในฐานะพระญาติ เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ”
ซ่งเป่าจูเพียงพยักหน้ารับอย่างส่งๆเท่านั้น เว่ยอวี้เซวียนไม่ได้ถามไถ่อะไรนางเลยแม้แต่คำเดียว เขาเอาแต่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อนางไม่หยุด แต่ช่างเถอะเห็นแก่ที่เขาบอกพิกัดร้านเนื้อย่างให้กับนาง เช่นนั้นนางจะยอมให้เขาสักครั้งก็แล้วกัน
หลังจากที่กินอิ่มแล้ว นางก็กลับมาพักที่เรือนของตน เหล่าบ่าวไพร่แม้จะยังหวาดกลัวนางอยู่บ้างแต่ก็เริ่มจะสนทนากับนางบ้างแล้ว เพราะนางไม่ได้ทำร้ายพวกเขาอย่างที่กล่าวเอาไว้จริงๆและยังแบ่งขนมให้กินอีกด้วย
จะว่าไปแล้วการมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียวหรอกนะ
เอ่ยจบนางก็ยกมือสองข้างขึ้นมาเท้าคางตนเอง พลางมองไปที่พระจันทร์กลมโตบนท้องฟ้าด้วยจิตใจที่เหม่อลอย
ด้านเว่ยอวี้เซวียนนั้น หลังจากที่ออกมาจากจวนคหบดีซ่งแล้ว เขาก็นั่งรถม้ามุ่งหน้ามายังวังหลวงในทันที
เขาเป็นถึงชินอ๋องแห่งแคว้นซี รูปงามเก่งกาจ คุมกองกำลังทหารร่วมหลายแสนนายเอาไว้ในมือและยังมีพี่ชายร่วมมารดาเดียวกันที่ยามนี้เป็นถึงฮ่องเต้ผู้สูงส่ง อำนาจของตระกูลเว่ยแน่นอนว่าย่อมมากล้นกว่าคนทั่วไป เดิมทีมีขุนนางจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนให้เขาเป็นฮ่องเต้ แต่เขาไม่ได้สนใจตำแหน่งนั้นเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างแคว้นซีต้องทำตามกฎดั้งเดิมนั่นก็คือให้องค์ชายใหญ่ขึ้นครองราชย์นั่นก็นับว่าถูกต้องตามกฎระเบียบที่ปฏิบัติมาแล้ว
“ท่านอ๋อง ถึงวังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงของหลี่เฟิ่งองค์รักษ์คนสนิทที่เอ่ยขึ้นมา ทำให้เว่ยอวี้เซวียนละจากความคิดก่อนหน้า เขาเดินลงมาจากรถม้าก่อนจะมุ่งหน้าไปยังตำหนักมังกรสวรรค์ทันที ระหว่างทางก็คิดถึงเรื่องของซ่งเป่าจูไปด้วย สตรีนางนั้นดูเหมือนจะแปลกไป แต่แปลกตรงที่ใดเขาก็บอกไม่ถูก
ชายหนุ่มเดินมาถึงตำหนักมังกรสวรรค์ เมื่อมาถึงก็พบกับกองฎีกาที่วางกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นไปหมด ส่วนเว่ยเยี่ยนพี่ชายของเขานั้นหายตัวไปที่ไหนแล้วก็ไม่อาจทราบได้
“ฝ่าบาทอยู่ที่ใด?”
ชายหนุ่มหันไปเอ่ยถามกงกงที่ยืนอยู่ กงกงถึงกับตัวสั่นก่อนจะรีบเอ่ยตอบอย่างร้อนรน
“ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาทบอกว่าทรงขี้เกียจ ตอนนี้หนีไปตกปลากับอดีตฮ่องเต้ที่ท้ายวังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยอวี้เซวียนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว พี่ชายของเขาอะไรก็ดีไปเสียทุกอย่าง แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือขี้เกียจสันหลังยาว งานทุกอย่างที่สั่งลงไปล้วนเป็นเขาที่ช่วยตรวจตราให้ทั้งสิ้น
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไปเถอะ”
เอ่ยจบเขาก็เดินไปทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้และลงมือตรวจฎีกาที่เหลืออยู่อย่างรวดเร็ว กงกงที่เห็นอย่างนั้นก็ถอนหายใจออกมาหนหนึ่ง เขาเห็นเรื่องพวกนี้จนกลายเป็นเรื่องชินชาไปเสียแล้ว
ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วมาแต่ไกล เมื่อเว่ยอวี้เซวียนเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นเว่ยเยี่ยนพี่ชายของเขานั่นเอง เมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังนั่งทำงานอยู่ เว่ยเยี่ยนก็มีท่าทางดีใจก่อนจะเดินตรงเข้ามาหา
“น้องรักเจ้ามาแล้วหรือ ดูสิงานพวกนี้น่าเบื่อจะตาย ข้าไม่อยากทำเลยรอเจ้ามาทำแทน วันนี้ข้าไปตกปลามา ได้ปลามาเยอะเชียวล่ะ อีกทั้งยังสั่งให้บ่าวไพร่นำไปทำอาหารแล้ว วันนี้เจ้าอยู่กินมื้อค่ำกับข้าเถอะนะ”
เว่ยอวี้เซวียนมองพี่ชายตนอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเอ่ย
“ฎีกากองท่วมหัวแต่ท่านกลับไปตกปลา?”
“ก็ใช่น่ะสิ ข้าเคยบอกแล้วว่าข้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้ แต่เจ้ากับเสด็จพ่อก็เอาแต่ยกเรื่องกฎระเบียบเฮงซวยนั่นมาบีบบังคับข้า ข้าไม่ได้อยากเป็นฮ่องเต้และข้าก็ไม่ไม่อยากมีเมียด้วย ข้าไม่อยากมีฮองเฮา!”
“เช่นนั้นท่านอยากทำสิ่งใด?”
“ออกบวช ศึกษาพระธรรม”
เว่ยอวี้เซวียนพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โมโหเอาไว้ไม่ให้กระโดดถีบพี่ชายตนเองจนสลบ แต่ดูเหมือนเว่ยเยี่ยนจะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขาเดินเข้ามาหาเว่ยอวี้เซวียนก่อนจะยื่นมือมาจับไหล่ของน้องชายเอาไว้
“น้องรัก เมื่อใดเจ้าจะก่อกบฏสักที ข้าอยากให้เจ้าก่อกบฏใจจะขาดแล้ว จากนั้นเจ้าก็บอกว่าข้ากลัวตายจนกระโดดหนีลงบ่อปลาไปแล้วเพื่อเอาชีวิตรอด ส่วนเจ้าก็ขึ้นครองราชย์แทนข้าและส่งข้าไปที่วัดนอกเมืองหลวงเสีย โอ๊ย!”
เว่ยเยี่ยนยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคก็ถูกน้องชายฟาดฝ่ามือเข้าไปที่ท้ายทอยจนสลบล้มพับไปทันที จากนั้นเว่ยอวี้เซวียนก็หันไปเอ่ยกับกงกงที่ยืนอยู่
“ฝ่าบาททรงบรรทมไปแล้ว ส่งเขากลับไปนอนเสีย”
กงกงพยักหน้ารับอีกทั้งยังไม่มีท่าทีตกใจเลยแม้แต่น้อย เมื่อแบกฝ่าบาทไปนอนบนเตียงเรียบร้อยแล้วกงกงยังลอบบ่นในใจเบาๆ อีกว่า
ตบครั้งเดียวมันน้อยไป เหตุใดท่านอ๋องไม่ตบสักสามสี่ครั้งกันนะ!
