บทที่ 5 ยังไม่รีบตาย
เช้าวันต่อมาซ่งเป่าจูตื่นนอนแต่เช้าและมุ่งหน้าไปจัดการเรื่องอาหารที่โรงครัวทันที ก่อนหน้านี้นางได้จดสูตรอาหารต่างๆ ให้กับพ่อครัวและสั่งให้เขาทำอาหารตามสูตรที่นางเขียนเอาไว้ พ่อครัวเอ่ยรับคำอย่างกระตือลือล้นอีกทั้งยังเอ่ยชมว่าอาหารที่นางทำรสชาติดีมาก บ่าวไพร่คนอื่นๆก็ไม่ค่อยหวาดกลัวนางมากเท่าแต่ก่อน ซ่งเป่าจูจึงพอจะวางใจลงไปได้มาก
หลังจากกินมื้อเช้าที่แสนอร่อยจนอิ่มหนำแล้ว ซ่งเป่าจูก็บอกกับมารดาว่านางอยากจะออกไปเดินเล่นที่ด้านนอกจวนสักหน่อย คหบดีซ่งที่ได้ยินอย่างนั้นจึงรีบหยิบตั๋วเงินปึกใหญ่มาส่งให้กับบุตรสาว อีกทั้งยังบอกว่าหากนางอยากจะซื้อสิ่งใดก็ซื้อได้ทั้งหมด เดิมทีไม่ต้องจ่ายเงินซื้อก็ได้เพราะตระกูลซ่งมีกิจการต่างๆมากมาย หากนางต้องการสิ่งใดก็ไปหยิบจับได้เลยตามใจชอบ ซ่งเป่าจูไม่ได้สนใจเรื่องข้าวของราคาแพงเหล่านั้นมากนัก แต่ที่นางสนใจก็คือร้านเนื้อย่างแห่งนั้นต่างหาก
ความใฝ่ฝันสูงสุดของนางไม่ใช่การเสพสุขจากอำนาจเกียรติยศ แต่นางอยากเดินทางไปทั่วหล้าเพื่อชิมของอร่อยตามรายทาง ในเมื่อทะลุมิติมาแล้วเช่นนั้นก็มาทำตามความฝันให้สำเร็จกันเถอะ
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว นางก็ออกจากจวนไปพร้อมกับจือจือ หญิงสาวบอกให้คนขับรถม้าแวะไปที่ตลาดก่อน นางอยากจะดูว่าในเมืองหลวงแห่งนี้จะมีร้านอร่อยอะไรบ้าง ระหว่างทางนางก็เปิดผ้าม่านรถม้าขึ้นเพื่อมองดูสิ่งต่างๆอย่างสนอกสนใจ จือจือลอบมองเจ้านายของตนเป็นระยะ นางรู้สึกว่าระยะนี้คุณหนูของนางดูแปลกไปไม่น้อย คุณหนูอารมณ์ดี ไม่เคยทำท่าทีดุดันใส่บ่าวไพร่อย่างเช่นที่ผ่านมาและยังรู้จักเห็นอกเห็นใจบ่าวรับใช้มากยิ่งขึ้น ทำให้บ่าวไพร่อย่างพวกนางพอจะวางใจและคลายความหวาดกลัวลงไปได้มาก
ไม่นานรถม้าก็จอดลงที่ด้านหน้าตลาด ซ่งเป่าจูเดินจูงมือจือจือเดินไปตามทางเรื่อยๆ จือจือบอกกับนางว่าทำเช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก แต่ซ่งเป่าจูกลับไม่ได้ใส่ใจกฎระเบียบคร่ำครึพวกนั้น
ระหว่างที่เดินเล่นอยู่นั้นนางก็ได้ยินเสียงพูดคุยของผู้คนดังแว่วมาเป็นระยะ แต่ก่อนเจ้าของร่างเดิมไม่ชอบมาที่นี่และยังดูถูกคนขายของในตลาดว่าต่ำต้อยอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นนางยังบอกว่าอาหารริมทางแบบนี้รสชาติแย่เป็นที่สุด ทำให้ผู้คนในตลาดไม่ค่อยจะชอบหน้านางเท่าใดนัก
ซ่งเป่าจูได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ยัยปีศาจจูจูคนเก่าทำเรื่องราวไม่ดีเอาไว้มากมายจริงๆ คนทั้งเมืองหลวงจึงไม่ชอบหน้านางถึงเพียงนี้
ซ่งเป่าจูคร้านจะสนใจสายตาเหล่านั้นที่มองมา นางมองไปที่ของกินตามข้างทางด้วยความสนอกสนใจ ก่อนจะแวะร้านนั้นชิมอาหารร้านนี้อย่างมีความสุข ทำเอาคนในตลาดพากันงุนงง ถึงขนาดเล่าลือกันว่านางอาจจะล้มป่วยจนสมองมีปัญหาไปแล้วจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เพราะแต่ก่อนนางไม่เคยกินอาหารข้างทางเลยสักครั้ง
ซ่งเป่าจูเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อย่างมีความสุข ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังร้านเนื้อย่างที่เว่ยอวี้เซวียนซื้อไปฝากบิดาของตนในวันนั้น เมื่อมาถึงก็พบว่าร้านเนื้อย่างนี้เป็นร้านเล็กๆ แต่กลับมีผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย เมื่อมาถึงนางก็สั่งมากินสิบไม้ อีกทั้งยังแบ่งให้จือจือกินอีกด้วย จือจือมีท่าทีกล้าๆ กลัวๆ แต่เมื่อกินไปคำหนึ่งแล้วก็พบว่ารสชาติอร่อยมาก นางกินจนอิ่มก่อนจะหันมาเอ่ยถามเจ้านายของตน
“คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดท่านจึงกินเนื้อเล่าเจ้าคะ แต่ก่อนท่านไม่แตะของพวกนี้เลยบอกว่ามันไม่ดีทำให้ใบหน้าไม่งาม”
ซ่งเป่าจูที่กำลังเคี้ยวเนื้อในปากเงยหน้าขึ้นมองสาวใช้ของตนคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
“แต่ก่อนข้าอาจจะเคยคิดเช่นนั้น แต่พอข้าหัวกระแทกไปหนหนึ่งข้าก็คิดขึ้นมาได้ว่าชีวิตคนเราน่ะอย่าทำเพื่อคนอื่นจนเกินไป แต่จงทำเพื่อตนเองให้มาก ใจดีกับตัวเองสักหน่อย ข้ายังไม่รู้เลยว่าหลังจากแต่งงานไปแล้วชีวิตข้าจะเป็นเช่นไร เช่นนั้นข้าจึงอยากใช้เวลากับตนเองให้มากสักหน่อย เว่ยอวี้เซวียนไม่ชอบหน้าข้า บางทีหลังจากแต่งงานกันได้ไม่ถึงปีก็คงต้องหย่ากระมัง”
“คุณหนู อย่ากล่าววาจาเช่นนั้นไม่ดีเลยนะเจ้าค่ะ”
“ช่างเถอะ ข้าพูดความจริงเหตุใดต้องกังวลด้วย เจ้าอย่าพูดมากน่า รีบกินเร็วเข้า อะนี่น้ำชา ค่อยๆดื่มระวังร้อน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู”
จือจือยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะรับถ้วยชามาดื่ม รสชาติของชาค่อนข้างดีไม่น้อยเลย หลังจากนั่งดื่มชาจนพอใจแล้วซ่งเป่าจูก็ไปเดินเล่นต่อ นางยังไม่อยากกลับจวนเพราะกลับไปก็ไม่รู้ว่าจะไปทำสิ่งใดดี จึงขอเดินเล่นต่ออีกสักหน่อยเพื่อชมบรรยากาศโดยรอบให้เต็มตามากยิ่งขึ้น
อยู่ๆ นางก็เดินผ่านหอคณิกาชายแห่งหนึ่งซ่งเป่าจูหยุดดูด้วยความสนอกสนใจ จือจือที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ยปรามทันที
“คุณหนูเจ้าคะ ที่นี่ไม่งามเลยเจ้าค่ะพวกเราอย่าเข้าไปเลย”
ซ่งเป่าจูกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย ยุคนี้ช่างคร่ำครึเป็นอย่างมาก หากเป็นยุคของนางย่อมเข้าออกบาร์โฮสต์ได้ตามใจชอบ
“ข้ารู้แล้วน่า ข้าไม่เข้าไปหรอก เช่นนั้นพวกเราก็กลับจวนกันเถอะ”
ในขณะที่ซ่งเป่าจูกำลังจะเดินจากไป กลับได้ยินเสียงร้องไห้ของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน เมื่อนางหันไปมองก็พบเข้ากับชายหนุ่มรูปงามที่กำลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทุบตีอยู่ที่ด้านหน้าหอคณิกาชาย มุมปากของเขามีเลือดไหลซึมออกมาหน้าตาก็ดูอิดโรยไม่น้อย ซ่งเป่าจูย่นหว่างคิ้ว นางรีบหันไปเอ่ยถามพ่อค้าขายซาลาเปาผู้หนึ่งที่เปิดแผงขายอยู่ใกล้ๆกับหอคณิกาทันที
“นี่ท่านลุง เหตุใดพวกเขาต้องทำทารุณกับชายผู้นั้นด้วยเล่า?”
ท่านลุงผู้นี้มองซ่งเป่าจูปราดหนึ่ง เขาจำได้ว่าเคยถูกคุณหนูผู้นี้ด่า แต่เพราะวันนี้นางซื้อซาลาเปาของเขาไปกินหลายลูก เขาจึงยอมเอ่ยสนทนากับนาง
“เขาถูกนำมาขายเมื่อเช้านี้เอง ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นบุตรอนุของจวนคหบดีแห่งหนึ่งที่นอกเมืองหลวงน่ะ ได้ยินว่าเขาไม่ยอมทำหน้าที่ชายบำเรอก็เลยถูกทุบตีแบบนั้น น่าสงสารนะเกิดเป็นบุตรอนุก็น่าเวทนาเช่นนี้ล่ะ”
ซ่งเป่าจูเมื่อได้ยินก็อดรู้สึกเวทนาชายผู้นั้นไม่ได้ ในยุคนี้ความเหลื่อมล้ำสูงมาก คนที่สถานะต่ำต้อยล้วนถูกกดขี่อย่างไม่น่าให้อภัย
ไวกว่าความคิดนางจึงเดินเข้าไปหาชายฉกรรจ์เหล่านั้นทันที จือจือเองก็รีบวิ่งตามไปด้วยความร้อนใจ
“คุณหนู!”
“ไม่ต้องกังวล ข้าเพียงมาช่วยคนเท่านั้น”
เอ่ยจบนางก็เดินตรงเข้าไปขวางเบื้องหน้าฉกรรจ์เหล่านั้นทันที เมื่อพวกมันเห็นนางก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม อีกทั้งยังมองนางด้วยแววตาหื่นกามอีกด้วย
"แม่นางน้อย เจ้ามาทำอะไรที่นี่กัน หรือถูกใจไอ้เวรนี่ อ้อ หรือว่าอยากให้พวกเราปรนนิบัติเจ้า"
ซ่งเป่าจูจ้องมองชายอันธพาลเหล่านั้นอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ปรนนิบัติกับผีน่ะสิ ข้าจะขอไถ่ตัวชายผู้นี้ ค่าตัวของเขาเท่าใด ข้าจะไถ่ตัวเขาออกมาเอง”
ชายหนุ่มผู้ถูกทำร้ายมองหน้านางด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะร้องไห้ออกมา พวกอันธพาลมองหน้ากันไปมาก่อนจะไปตามผู้ดูแลหอคณิกาชายออกมาพบกับซ่งเป่าจู
“ได้ยินว่าแม่นางอยากไถ่ตัวเขาหรือ แพงหน่อยนะ ห้าร้อยตำลึงเชียว”
“ข้าให้หนึ่งพันตำลึงเลย พวกเจ้าปล่อยตัวเขาไปซะ”
มามาถึงกับตาลุกวาวรีบสั่งให้คนปล่อยตัวชายหนุ่มคนนั้นทันที ก่อนจะรับเงินไปจากซ่งเป่าจูอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระแล้วเขาก็เดินเข้ามาหาซ่งเป่าจูก่อนจะคุกเข่าขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง ซ่งเป่าจูมองดูชายตรงหน้าอย่างเวทนา นางสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ดูเลอะเทอะสกปรกไม่น้อยเลย ไม่ต้องบอกนางก็พอเดาออกว่าที่ผ่านมาเขามีชีวิตย่ำแย่เช่นไร
“แม่นาง โปรดช่วยน้องสาวข้าอีกคนจะได้หรือไม่ นางถูกนำมาขายพร้อมกันกับข้าขอรับ”
ชายหนุ่มคนนั้นร้องไห้ออกมาอย่างน่าเวทนา ดูแล้วเขามีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีเพียงเท่านั้น ซ่งเป่าจูมีท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อยในเมื่อคิดจะช่วยคนแล้วนางก็ตั้งใจจะช่วยให้สุดความสามารถเช่นเดียวกัน
“ได้”
เมื่อเห็นว่านางยอมช่วยชายหนุ่มผู้นั้นก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เมื่อเขาได้พบกับน้องสาวอีกครั้งก็โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ ซ่งเป่าจูเองก็อดน้ำตาคลอไม่ได้และรู้สึกดีใจที่ได้ช่วยชีวิตคนที่ลำบากเอาไว้
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันวิจารณ์ไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่านางถูกใจชายคนนั้นจึงซื้อตัวเขากลับจวน บ้างก็ว่านางทำดีหวังผล แต่ก็มีหลายคนที่เข้าใจว่านางคิดจะช่วยชีวิตคนจริงๆ ซ่งเป่าจูไม่ได้สนใจคำพูดของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย นางเพียงอยากช่วยคนก็เท่านั้น
เพราะสองพี่น้องไม่มีที่ไปและสอบถามได้ความว่าพวกเขาเป็นเพียงบุตรจากจวนคหบดีนอกเมืองที่ยากจน เพราะตระกูลจะล้มละลายจึงต้องขายพวกเขาสองพี่น้องมาที่นี่ อีกทั้งบิดาของพวกเขาก็ติดการพนันงอมแงม หากพวกเขากลับไปต้องถูกนำมาขายอีกเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องไม่มีที่ไป นางจึงรับคนทั้งสองเข้าจวนมาเป็นบ่าวรับใช้และตั้งชื่อให้ใหม่ว่าอาหลงและอาหลาน
ข่าวลือที่เกิดขึ้นแพร่กระจายไม่หยุดหย่อน มีคนใส่สีตีไข่เล่าเรื่องไปไกลว่านางหลงรักหนุ่มคณิกาผู้นั้นจึงยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อตัวเขามาปรนนิบัติที่จวน เว่ยอวี้เซวียนเมื่อได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ เขาจึงมาพบนางที่จวนตระกูลซ่งทันที
ซ่งเป่าจูกำลังนอนให้อาหลานนวดขาอยู่บนเตียง นางถึงกับหงุดหงิดเมื่อได้ยินสาวใช้มาแจ้งว่าเว่ยอวี้เซวียนมาขอพบ เขาช่างเป็นมารขวางทางความสุขของนางเสียจริงๆ
ถึงแม้จะไม่ชอบใจเพียงใดแต่นางก็ต้องไปพบหน้าเขาเสียหน่อย เพราะอย่างไรก็หมั้นหมายกันแล้ว เมื่อมาถึงนางก็เห็นว่าเขากำลังนั่งรอนางอยู่ที่ศาลาริมสระน้ำ เมื่อเขาเห็นว่านางมาแล้วเขาก็ระเบิดอารมณ์ใส่นางทันที
“เป่าจู เรื่องของเจ้าข้าได้ยินมาหมดแล้ว เจ้าถึงกับกล้าซื้อนายคณิกากลับจวนเชียวหรือ เจ้าไม่เห็นแก่หน้าตนเองก็ช่วยเห็นแก่หน้าข้าหน่อยเถอะ เจ้าทำเช่นนี้แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”
“หน้าท่านอ๋องก็อยู่ที่เดิมที่นี่เพคะ ไม่เห็นมันจะหายไปที่ไหนเลย”
เว่ยอวี้เซวียน”....”
ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกเมื่อถูกนางเอ่ยวาจาโต้กลับมาเช่นนี้ ซ่งเป่าจูไม่อยากทะเลาะกับเขา นางจึงเล่าให้เขาฟังว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้าง เมื่อได้รับทราบความจริงแล้วเว่ยอวี้เซวียนก็จ้องมองซ่งเป่าจูด้วยสายตาจับผิด
“เจ้าน่ะหรือช่วยคน? หากบอกว่าซื้อคนมาทรมานเล่นข้ายังจะเชื่อเสียมากกว่า”
ซ่งเป่าจูได้ฟังก็กรอกตาไปมาหนึ่งครา ก่อนจะหันมามองเว่ยอวี้เซวียน
“ท่านอ๋องทรงมาหาหม่อมฉันเพื่อพูดจาเช่นนี้หรือเพคะ ชิ!เสียเวลานอนของหม่อมฉันจริงๆ”
“นี่เจ้าเห็นเรื่องนอนดีกว่าข้าอย่างนั้นหรือ?”
“แน่นอนสิเพคะ ให้คุยกับคนเช่นท่านอ๋องสู้หม่อมฉันไปนอนยังจะดีซะกว่า!”
เว่ยอวี้เซวียนเริ่มหายใจติดขัด เขารู้สึกว่าตนเองโกรธจนแทบอยากจะกระอักเลือดออกมาเต็มทีแล้ว แต่ก่อนนางไม่มีทางกล้าต่อปากต่อคำกับเขาเช่นนี้ ยามเขาเอ่ยปากสั่งสอนนาง นางก็เอาแต่แสร้งบีบน้ำตาร้องไห้คิดแต่จะโผเข้ามาซบอกเขา แต่วันนี้กลับเถียงเขาคำไม่ตกฟากมันช่างน่าโมโหยิ่งนัก!
“เจ้ากล้าเถียงข้าหรือ?”
"ทำไมหรือเพคะ ท่านอ๋องไม่ใช่บิดาหม่อมฉันเสียหน่อย เหตุใดจะเถียงไม่ได้ล่ะเพคะ!"
“เจ้ามันรนหาที่ตาย!”
“โอ๊ย หม่อมฉันยังไม่รีบตายหรอกเพคะ หากท่านอ๋องรีบก็ทรงตายก่อนได้เลยเพคะ”
เว่ยอวี้เซวียน”......”
ได้! ยกนี้เจ้าชนะ ชนะไปเลย ชนะให้พอใจไปเลย!
