บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 กลิ่นที่คุ้นเคย

สองสามีภรรยาเมื่อได้ยินที่บุตรสาวเอ่ยเช่นนี้ก็ลนลานรีบสั่งให้สาวใช้พากันไปทำอาหารที่มีเนื้อมาทันที ก่อนจะมองดูบุตรสาวด้วยความสงสารจับใจ

“ลูกพ่อเจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย ไหนเจ้าบอกว่ากลัวไม่งาม กลัวท่านอ๋องจะไม่ชอบเจ้าอย่างไรเล่าเจ้าจึงไม่ยอมกินเนื้อน่ะ”

“จริงด้วย อ้อๆ แม่ลืมบอกเจ้าไป ตอนเจ้าไม่ได้สติน่ะท่านอ๋องมาเยี่ยมเจ้าด้วยนะ แต่เพราะเขาไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าเลยขอตัวกลับไปก่อน ก่อนกลับยังบอกว่าขอให้เจ้าหายป่วยเร็วๆ อีกด้วย ดูสิท่านอ๋องรักเจ้าออกปานนี้น่ะ เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ”

ซ่งเป่าจูถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า เจ้าของร่างเดิมช่างโง่สิ้นดีที่งดกินของอร่อยเพื่อผู้ชาย ต่อไปนางจะไม่ทำเช่นนั้นเด็ดขาด นางจะไม่มีทางยอมอดตายเพื่อผู้ชายอย่างแน่นอน หากเขาจะรักเรา ต่อให้หน้ามีตุ่มขึ้นเต็มหน้าเขาก็รัก แต่ชินอ๋องผู้นั้นไม่ได้รักเจ้าของร่างเดิมเสียหน่อย แล้วนางจะสนใจเขาไปทำไมกันเล่า

พอสงบสติอารมณ์ลงได้สีหน้าของซ่งเป่าจูก็ดีขึ้นมาก สองสามีภรรยาเมื่อเห็นว่าบุตรสาวคลายความหม่นหมองลงได้แล้วก็หันมาสบตากันและยิ้มออกมาหนหนึ่ง ไม่นานเหล่าสาวใช้ก็ยกอาหารเข้ามาใหม่ เมื่อซ่งเป่าจูลองชิมดูก็พบว่ารสชาติไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย มันไม่ถูกปากของนางโดยสิ้นเชิง หากเป็นซ่งเป่าจูคนเก่าคงได้ตีพ่อครัวจนตายไปแล้ว แต่นางไม่ใช่คนเช่นนั้น แทนที่จะกรีดร้องหรือขว้างปาจานข้าวแบบที่นางร้ายคนเดิมเคยทำ ซ่งเป่าจูกลับเปลี่ยนทิศทางการใช้ชีวิตแบบใหม่

“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกจะเข้าครัวเองเจ้าค่ะ”

เอ่ยจบนางก็บอกให้จือจือนำทางตนไปที่ห้องครัวทันที สองสามีภรรยามองตามหลังบุตรสาวไป ก่อนที่นางหลินจะหันมาเอ่ยกับสามี

“วันนี้จูจูดูแปลกไปนะเจ้าคะท่านพี่?”

“ไม่แปลกหรอก ลูกคงอยากเล่นสนุกแก้เบื่อน่ะ”

“หากว่าโรงครัวเกิดไฟไหม้จะทำอย่างไรเจ้าคะ?”

“ก็สร้างใหม่สิ ถามโง่ๆ ต่อให้นางจะเผาทั้งจวนข้าก็ไม่ว่านางหรอก ข้ารักนางที่สุด”

คหบดีซ่งเอ่ยไปพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อีกทั้งยังสั่งให้บ่าวรับใช้ตามไปรับใช้บุตรสาวของตนให้ดี หากนางอยากได้สิ่งใดก็ขอให้สั่งมาได้เลย

เมื่อมาถึงห้องครัวซ่งเป่าจูก็เดินเข้ามาด้านในทันที เหล่าบ่าวรับใช้ต่างรีบลุกขึ้นยืนและไม่กล้าสบตากับนางเพราะความหวาดกลัว ซ่งเป่าจูที่เห็นว่าในห้องครัวมีวัตถุดิบชั้นเลิศมากมายนางก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อหันมาเห็นบ่าวรับใช้ที่ยืนขอบตาดำกันอย่างน่าเวทนา บางคนก็หาวจนลิ้นไก่แทบจะกระเด็นออกมานางก็ถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก

“เหตุใดพวกเจ้าจึงขอบตาดำเช่นนั้นเล่า?”

นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย ไม่นานก็มีบ่าวรับใช้คนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นพ่อครัวเดินออกมาเอ่ยตอบนางด้วยท่าทีหวาดกลัว

“เอ่อ พวกเราต้องเตรียมอาหารให้คุณหนูและนายท่านทั้งสอง อีกทั้งงานในจวนก็มีมากมายต้องช่วยกันทำ ทำให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเต็มอิ่มขอรับ”

เมื่อพ่อครัวเอ่ยจบนางก็ได้ยินเสียงท้องร้องของเขาดังขึ้นมาพอดี พ่อครัวลนลานรีบคุกเข่าลงไปกับพื้นทันที

“ขออภัยขอรับคุณหนู บ่าวห้ามให้ท้องร้องไม่ได้จริงๆ ขอรับ คุณหนูโปรดเมตตาอย่ากระทืบท้องบ่าวเลย”

ซ่งเป่าจู “.....”

นี่ยัยผีบ้านั่นมันกระทืบท้องคนด้วยหรือ เหลือจะเชื่อเลย!

ซ่งเป่าจูรู้สึกว่าตอนนี้เส้นเลือดในสมองกำลังเต้นระบำอย่างหนัก นางถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะเอ่ย

“เอาล่ะเจ้ารีบลุกขึ้นเถอะ ต่อไปข้าจะไม่ทำเช่นนั้นแล้ว แล้วพวกเจ้าก็จงแบ่งหน้าที่กันให้ดี ไม่ใช่ทำงานมั่วซั่วแบบนี้จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ให้แบ่งกลุ่มกันดูแลงานกลุ่มละสิบคน กลุ่มแรกอยู่ในห้องครัว กลุ่มที่สองรับผิดชอบลานบ้านและรอบๆจวน กลุ่มที่สามรับผิดชอบตามเรือนต่างๆ และถ้ายังมีงานใดต้องทำอีกก็แบ่งหน้าที่กันตามสมควร เข้าใจหรือไม่?”

เหล่าบ่าวรับใช้ต่างมองหน้ากันเลิกลั่ก วันนี้คุณหนูดูแปลกไปมาก นอกจากจะไม่ดุด่าทุบตีคนแล้วยังช่วยจัดแจงงานให้เสียด้วย ทุกคราไม่เห็นจะสนใจอีกทั้งยังใช้งานบ่าวไพร่มั่วซั่วไปหมด ใครรับใช้ไม่ถูกใจก็ลงมือทุบตีอย่างทารุณ

ซ่งเป่าจูไม่ได้สนใจสายตาสงสัยเหล่านั้นของบ่าวไพร่เลยแม้แต่น้อย นางเดินไปสำรวจดูวัตถุดิบที่ตนต้องการและบอกให้พ่อครัวช่วยจัดเตรียมวัตถุดิบให้ จากนั้นก็ถลกแขนเสื้อขึ้นและเริ่มทำอาหารทันที

พ่อครัวและบ่าวรับใช้ต่างมองนางด้วยความตกใจ คุณหนูกำลังทำอาหารอย่างชำนาญ ไม่เพียงเท่านั้นยังหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ ได้อย่างคล่องมืออีกด้วย ท่าทางดูเหมือนคนทำอาหารมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เดิมทีคุณหนูไม่เคยทำงานพวกนี้และยังบอกว่าห้องครัวสกปรก แต่ละวันนอกจากนอนแช่ในอ่างน้ำที่โรยกลีบบุปผาแล้ว อาหารจำพวกเนื้อแทบไม่มีทางแตะ นางกินแต่ผักเท่านั้น อีกทั้งแต่ละมื้อยังกินข้าวเพียงไม่กี่คำก็อิ่มแล้ว

แต่วันนี้กลับลงมือเข้าครัวเสียอย่างนั้น

ด้านซ่งเป่าจูก็มีความสุขมากที่ได้เข้าครัวเช่นนี้ ไม่นานนางก็ทำอาหารที่ตนเองอยากกินออกมาหลายอย่าง ไม่เพียงเท่านั้นนางยังแบ่งให้กับพวกบ่าวไพร่ได้กินอีกด้วย เหล่าบ่าวไพร่ถึงกับตื่นตะหนก แต่ก็ต้องยอมกินอาหารเหล่านั้นเพราะกลัวจะถูกตบปาก แต่พวกเขายิ่งกินกลับยิ่งหยุดไม่ได้เพราะรสชาติอาหารดีมาก กินไปพลางก็แอบสนทนากันไปพลาง

“ถ้ารู้ว่าคุณหนูหัวกระแทกแล้วจะกลายเป็นคนใจดีแบบนี้ มิสู้ข้าหาทางผลักนางตั้งนานแล้ว!”

“เหลวไหล! นางคือเจ้านายของพวกเรานะ แต่ที่เจ้ากล่าวมาก็ไม่ผิด รู้เช่นนี้พวกเราน่าจะสุมหัวกันผลักนางตั้งนานแล้ว!”

ด้านซ่งเป่าจูเมื่อทำอาหารเสร็จก็สั่งให้จือจือและสาวใช้คนอื่นๆช่วยกันยกอาหารมาที่เรือนใหญ่ คหบดีซ่งและนางหลินมองดูอาหารตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง

“เจ้าทำเองหมดเลยหรือลูกพ่อ?”

“เจ้าค่ะ”

นางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ วันนี้นางทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ปลานึ่งซีอิ๊ว เนื้อราดซอสฉ่ำๆ ที่ตนเองอยากกิน อาหารตรงหน้าล้วนถูกใจนางอย่างยิ่ง

“ท่านพ่อท่านแม่ รีบกินเถอะเจ้าค่ะ”

เอ่ยจบนางก็ทิ้งกายลงนั่งไปบนเก้าอี้ ก่อนจะคีบอาหารตรงหน้าขึ้นมากินอย่างมีความสุข คหบดีซ่งและนางหลินที่เห็นว่าบุตรสาวกินอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุขก็รู้สึกตกใจไม่น้อย แต่เมื่อเห็นว่าบุตรสาวยอมกินอาหารพวกนี้เสียทีพวกเขาก็รู้สึกดีใจมาก ที่ผ่านมาเห็นลูกกินเพียงผัก พวกเขาเองใช่ว่าจะสบายใจ เมื่อคิดได้เช่นนั้นสองสามีภรรยาจึงยิ้มออกมาและกินอาหารกับบุตรสาวอย่างมีความสุข อีกทั้งยังไม่เอ่ยถามว่าเหตุใดอยู่ๆบุตรสาวจึงลุกขึ้นมาเข้าครัวเช่นนี้

อาหารมื้อนี้ทำเอาซ่งเป่าจูอิ่มหนำเป็นอย่างมาก หากกินชามข้าวลงไปได้แน่นอนว่านางย่อมไม่มีทางเหลือทิ้งเอาไว้อย่างแน่นอน

“ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะ ลูกอิ่มแล้ว ขอตัวไปเดินย่อยก่อนนะเจ้าคะ”

“ไปเถอะ อ้อ พ่อได้พุทราลูกใหญ่มาเนื้อหวานมาก เจ้าเอากลับไปกินด้วยสิ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ”

ซ่งเป่าจูสั่งให้จือจือรับตะกร้าพุทรามาจากบิดาของตน ก่อนจะเดินทอดน่องไปตามทางเดินอย่างมีความสุข นางรู้สึกอิ่มมากนับว่านานมากแล้วที่ไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้ ตอนอยู่ในยุคปัจจุบันเพราะมัวแต่ประหยัดเงินจึงได้กินแค่อาหารสำเร็จรูปที่ทำลายสุขภาพเพราะกลัวไม่มีเงินส่งให้ทางบ้าน เมื่อนางได้มาใช้ชีวิตอย่างสุขใจและได้กินอิ่มเช่นนี้มันทำให้นางรู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก

“เจ้ากลับไปรอข้าที่เรือนก่อน ข้าอยากจะเดินเล่นตามลำพังสักหน่อย”

ซ่งเป่าจูหันมาเอ่ยกับจือจือพลางหยิบพุทราลูกกลมๆสามสี่ลูกติดมือมาด้วย จือจือทำหน้าลังเลก่อนจะยอมทำตามที่เจ้านายสั่ง อย่างไรในจวนนี้ก็ปลอดภัย หากคุณหนูอยากจะเดินเล่นเพียงลำพังก็ไม่มีอะไรน่ากังวลอยู่แล้ว

เมื่อสาวใช้ไปแล้ว ซ่งเป่าจูก็มองซ้ายมองขวาก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนกำแพงจวนเพราะอยากมองดูบรรยากาศโดยรอบ เดิมทีนางเพียงอยากจะนั่งเล่นเพื่อรับลมเท่านั้น แต่ใครจะรู้กันเล่าว่ากำแพงบ้านนางจะน่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้

จวนของนางตั้งอยู่ในย่านที่งดงามที่สุดของเมืองหลวง ทำให้มองเห็นทัศนียภาพของเมืองหลวงได้อย่างตระการตา ตอนนี้ค่ำแล้วทั่วทั้งเมืองหลวงต่างจุดโคมไฟงดงามสว่างไสวไปทั่ว ไม่ไกลกันนักมีผู้คนมากมายกำลังเดินเที่ยวเล่นที่ตลาดกลางคืนบรรยากาศช่างคึกคักไม่น้อยเลย

ซ่งเป่าจูเคี้ยวพุทราในปากจนแก้มตุ่ย ก่อนจะถุยเมล็ดพุทรามาที่ด้านในกำแพงบ้านตน นางไม่กล้าถุยไปที่ด้านนอกกำแพงเพราะเกรงว่าจะไปโดนหัวของใครบางคนเข้า

นางถุยอยู่เช่นนั้นสามสี่เมล็ด จนกระทั่งรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง คล้ายมีสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมองมาที่นางด้วยความไม่พอใจ

อยู่ๆ ซ่งเป่าจูก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา หนังศีรษะของหญิงสาวชาวาบ นางค่อยๆ เบี่ยงหน้าหันกลับมามองด้านในกำแพงบ้านของตนเองช้าๆ เมื่อนางหันกลับมาก็พบเข้ากับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล อีกทั้งบนศีรษะของเขายามนี้ก็มีเมล็ดพุทราที่นางเพิ่งถุยเมื่อครู่แปะติดอยู่บนเส้นผมอีกด้วย

ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกกับนางว่า นี่คือเว่ยอวี้เซวียน ชินอ๋องหนุ่มรูปงามแห่งแคว้นซีว่าที่สามีของนางนั่นเอง

“เป่าจู ข้าคิดว่าเจ้าหายดีแล้วจะมีความคิดความอ่านขึ้นมาเสียอีก แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นสตรีสถุนไปเสียได้!”

น้ำเสียงที่เย็นชานั่นทำเอาซ่งเป่าจูสะดุ้งโหยง นางลนลานหันรีหันขวางก่อนจะรีบกระโดดลงมาจากกำแพงบ้านและมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์

วันนี้เว่ยอวี้เซวียนสวมชุดคลุมผ้าไหมสีขาวปักลวดลายเมฆาด้วยด้ายสีเงิน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดูไร้อารมณ์ ดวงตาสีรัตติกาลลึกล้ำราวกับห้วงเหวที่ไม่สามารถหยั่งถึงได้ ทุกจังหวะที่เขาขยับกายช่างดูสง่างามทว่ากลับแฝงความเยือกเย็นราวกับมีไอความหนาวเหน็บแผ่ออกมาสะกดผู้คนรอบข้างให้หยุดนิ่งอย่างไรอย่างนั้น ดวงตาเรียวรีที่ดูเจ้าเล่ห์คู่นั้นทอดมองมาที่นางด้วยความเย็นชา มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไม่สามารถคาดเดาความคิดได้

หล่อใช้ได้นะเนี่ย นางยังไม่ได้อ่านนิยายไปถึงพาร์ทของเขาเลย จึงไม่รู้ว่านิสัยของเขาเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าเขาไม่ชอบเจ้าของร่างเดิมก็เท่านั้น

เว่ยอวี้เซวียนที่ถูกซ่งเป่าจูจ้องมองอย่างเอาเป็นเอาตายก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในใจนึกโกรธเคืองเสด็จของตนที่จับคู่ให้เขาต้องมาแต่งงานกับสตรีน่ารังเกียจเช่นนี้ นางนิสัยเสีย ไม่รู้จักกาลเทศะ ไร้มารยาทออกปานนี้จะดูแลปกครองเรือนหลังของเขาได้อย่างไรกัน

ช่างเถอะ! แต่งไปก่อนแล้วค่อยหาทางป้ายสีว่านางไม่มีคุณสมบัติของการเป็นภรรยาที่ดีแล้วค่อยหาทางหย่ากับนางก็แล้วกัน!

“จะมองอีกนานหรือไม่ ช่างไร้มารยาทยิ่งนัก!”

เขาเอ่ยถามนางอย่างไม่สบอารมณ์ สตรีบัดซบคนนี้ไม่เพียงจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ นางยังทำท่าทางย่นจมูกเหมือนสุนัขกำลังดมหาของกินอีกด้วย!

ซ่งเป่าจูรีบถอยออกห่างจากเขา ก่อนจะเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ท่านคือชินอ๋องเว่ยอวี้เซวียนว่าที่สามีของข้าใช่หรือไม่?”

“ใช่ ทำไม!”

นางจะมาไม้ไหนอีกนะ ที่ผ่านมานางพยายามยั่วยวนเขาตลอดเวลา อีกทั้งยังบุกไปหาเขาถึงจวนบอกว่าไหนๆก็จะแต่งงานกันแล้ว มิสู้ทำให้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปเสียจะได้เร่งรัดงานแต่งงานให้เร็วขึ้น เขาโมโหจนแทบคลั่งและนึกรังเกียจนางมากกว่าเดิม วันนี้นางยังมาถุยเมล็ดพุทราใส่หัวเขาอีก ช่างบัดซบยิ่งนัก!

“หรือว่าเจ้าสมองพิการจนลืมไปแล้วว่าหมั้นหมายกับข้าอยู่?”

ซ่งเป่าจูมองชายหนุ่มตรงหน้าหนหนึ่ง จะว่าหล่อก็หล่อดีหรอก แต่เขาช่างถือตัวและยังปากร้ายไม่เบา เป็นเช่นนี้แล้วจะอยู่ร่วมกับนางได้อย่างไรกัน เฮ้อ ช่างน่าปวดหัวไม่น้อยเลย

เมื่อเห็นว่าซ่งเป่าจูไม่ตอบ ซ้ำยังทำท่าทางครุ่นคิด เว่ยอวี้เซวียนก็เริ่มไม่พอใจ เดิมทีเขาไม่อยากจะมาที่นี่นักหรอก แต่เพราะได้ยินข่าวว่านางไม่สบายเขาจึงต้องมาเยี่ยมในฐานะคู่หมั้น คราแรกเขาคิดว่านางคงจะสิ้นชีพไปแล้วแต่ไม่คิดเลยว่านางจะยังสบายดีและยังมีเรี่ยวแรงปีนกำแพงจวนอีกด้วย เขาว่านางคงแกล้งป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจเสียมากกว่ากระมัง

“ในเมื่อเจ้าสบายดีเช่นนั้นข้าไปล่ะ เมื่อครู่ข้าไปพบบิดามารดาของเจ้ามาแล้วและยังนำของบำรุงมามอบให้เจ้าด้วย เจ้าก็กินของบำรุงให้มากหน่อย สมองจะได้คิดแต่เรื่องดีดี”

“ช้าก่อนเพคะท่านอ๋อง”

อยู่ๆ ซ่งเป่าจูก็เดินเข้ามาคว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้ ครานี้เว่ยอวี้เซวียนเริ่มโกรธแล้วจึงสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี

“โปรดสำรวมด้วย อย่าคิดลวนลามข้า!”

ซ่งเป่าจูตกใจเล็กน้อย ก่อนจะมองเขาด้วยแววตาที่จริงจัง

“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันไม่ได้คิดจะลวนลามพระองค์ แต่หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญมากๆที่จะต้องถามท่านอ๋องให้ได้เพคะ”

เว่ยอวี้เซวียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ปรายตามองนางด้วยท่าทีเย็นชาคราหนึ่ง หึ! คงจะถามว่าเขาเคยรักนางบ้างหรือไม่สินะ ถามมาเถอะ ถามอย่างไรก็คงได้คำตอบเหมือนเดิมว่าไม่รักนั่นล่ะ

“เจ้าถามมาสิ”

ซ่งเป่าจูเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มเต็มใบหน้า นางรู้สึกตื่นเต้นเหลือเกิน

“เมื่อครู่ท่านอ๋องเดินผ่านร้านเนื้อย่างมาใช่หรือไม่เพคะ หม่อมฉันได้กลิ่นแล้วถูกอกถูกใจมากจริงๆ ไม่ทราบว่าร้านที่ท่านอ๋องเดินผ่านตั้งอยู่ตรงไหนหรือเพคะ หม่อมฉันจะได้ไปอุดหนุนบ้าง โปรดบอกด้วยเถอะเพคะ มันสำคัญกับชีวิตของหม่อมฉันมากจริงๆ!”

เว่ยอวี้เซวียนถึงกับทำหน้าไม่ถูก เหตุใดเรื่องราวจึงไม่เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้เล่า นางไม่ถามเรื่องความรักแต่กลับมาถามเรื่องเนื้อย่าง?

เมื่อครู่เขาเพิ่งเดินเข้าร้านเนื้อย่างมาจริงๆและแวะซื้อติดมือมาฝากท่านคหบดีซ่งกับนางหลินด้วย

นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน!

ชายหนุ่มเริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแต่ก็ยังเอ่ยตอบนางกลับไป

“ร้านอยู่ตรงหัวมุมถนน ข้างโรงรับจำนำ!”

“ท่านอ๋องใจดีที่สุดเลยเพคะ”

“เหอะ ข้าซื้อมาฝากบิดาของเจ้าแล้วเมื่อครู่นี้ หากเจ้าอยากกินก็ไปกินกับบิดาเจ้าเถอะ ช่างตละกละยิ่งนัก!”

“ซื้อมาฝากด้วยหรือเพคะ ท่านอ๋องนี่ช่างใจดีที่สุดเลย ท่านอ๋องกลับดีๆ นะเพคะ หม่อมฉันคงไปส่งไม่ได้แล้ว เพราะเนื้อย่างกำลังรอหม่อมฉันอยู่เพคะ”

เอ่ยจบนางก็รีบวิ่งตรงไปยังเรือนใหญ่ทันที ไม่มีทางที่นางจะยอมให้ท่านพ่อกินเนื้อย่างคนเดียวจนหมดอย่างเด็ดขาด นางจะต้องได้กินด้วย!

เว่ยอวี้เซวียนถึงกับทำสิ่งใดไม่ถูก เขารู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะโมโหนางหรือจะโมโหตนเองที่ซื้อเนื้อย่างมาดี

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นางเห็นของกินดีกว่าเขา!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel